Cover Story : dbk HAMMER FP-Series Professional Power Amplifiers

 

                HAMMER FP Series เพาเวอร์แอมป์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก dbk ที่เหมาะสำหรับการใช้เป็นขุมพลังให้กับระบบลำโพงทั้งแบบไลน์อาร์เรย์ฟูลเรนจ์ ฟูลเรนจ์เบสรีเฟล็กต์ และซับวูฟเฟอร์ เพื่องาน Live Sound                 

ที่ต้องการเพาเวอร์แอมป์ที่มีพลังขับที่สูง รองรับโหลดเอาต์พุตได้ต่ำระดับ 2 โอห์ม โดยไม่เกิดอาการดร็อปของกำลังขับ FP Series สามารถรองรับการขับลำโพงได้อย่างหลากหลายรุ่นโมเดล และสามารถจัดเข้าระบบกันได้อย่างลงตัวกับระบบลำโพงพีเอในรุ่นต่างของ dbk

                FP Series นำเสนอด้วย 2 โมเดลคือแบบ 2 แชนเนลและแบบ 4 แชนเนล รวม 5 รุ่นให้เลือกใช้งาน สามารถรองรับการขับโหลดทางเอาต์พุตได้ถึง 2 โอห์ม ด้วยเทคโนโลยีการทำงานภาคเอาต์พุตแบบ Class TD ต่อใช้งานได้ทั้งแบบสเตอริโอปรกติ หรือต่อแบบบริดจ์เอาต์พุตเพื่อขับตู้ซับวูฟเฟอร์ได้ รูปลักษณ์ออกแบบมาได้ทันสมัย ปุ่มปรับเกนทางอินพุตที่หน้าปัดเครื่องก็สามารถเข้าถึงการปรับได้อย่างง่าย ไฟ LED แสดงสถานะการทำงานในฟังก์ชั่นต่างๆมองสังเกตได้อย่างชัดเจน โดยที่สวิตช์ “เปิด-ปิด” เครื่องจะซ่อนอยู่หลังหูหิ้วด้านหน้าทางขวามือ มีช่องเจาะรูแบบหกเหลี่ยมเพื่อการไหลวนของอากาศเข้าไปภายในเครื่อง และระบายออกด้านหลังโดยใช้พัดลมระบายความร้อนออก อีกทั้งยังสามารถควบคุมความเร็วของพัดลมได้แบบอัตโนมัติ ด้านหลังเครื่องนั้นมีจุดต่อขั้วลำโพงแบบ Neutrik Speakon และแบบไบดิ้งโพสต์ (ในรุ่น 2 แชนเนล) ส่วนในรุ่น 4 แชนเนลนั้นจุดต่อขั้วลำโพงเป็นแบบ Neutrik Speakon ทั้งหมด และไม่มีแบบไบดิ้งโพสต์เลย ส่วนคอนเน็กเตอร์ทางอินพุตเป็นแบบ XLR ทั้งอินพุตและลิ้งค์ พร้อมดิพสวิตช์สำหรับการตั้งค่าเกนอินพุต, เซตเอาต์พุตแบบบริดจ์, ตั้งค่าลิมิตเตอร์แรงดันขับภาคเอาต์พุตป้องกันการขับเกินของแต่ละเอาต์พุตแชนเนลได้ทั้งแบบฮาร์ดและซอฟต์...

 

                 ตอบสนองความถี่เสียงในย่าน 6.8Hz – 34kHz ค่า THD น้อยกว่า 0.1 เปอร์เซ็นต์ ที่ 20Hz – 20kHz อินพุตอิมพี แดนซ์ 30k ohms แบบบาลานซ์ และ 15k ohms แบบอันบาลานซ์ พร้อมระบบป้องกันที่สมบูรณ์แบบทั้ง ป้องกันอุณหภูมิเกิน, ป้องกันไฟตรงออกทางเอาต์พุต, ป้องกันการลัดวงจรทางเอาต์พุต มีระบบตรวจจับแรงดันเอาต์พุตขับเกินเพื่อทำการลิมิเตอร์แรงดัน ป้องกันการขับเกินทางเอาต์พุต มีวงจรตรวจจับกระแสเกินพร้อมทำการลิมิเตอร์กระแสไม่ให้ขับกระแสเกิน ป้องกันการขับเกินที่ย่านความถี่สูงแทรกเข้าสู่ระบบหรือเกิดอาการออสซิลเลตที่ย่านความถี่สูง ใน FP Series มีให้เลือกใช้งาน 5 รุ่นด้วยกันคือ...

                ที่ปุ่มปรับเกนอินพุตหรือโวลุ่มเกนอินพุตนั้น สามารถปรับได้ตั้งแต่ -¥ ถึง 0dB (เบาสุด – ดังสุด) โดยที่ตำแหน่งตรงกลางที่ 12 นาฬิกานั้นให้ค่าเป็น -10dB และในส่วนของสวิตช์เพาเวอร์ซึ่งจะมีอยู่สองลักษณะคือ สวิตช์ on/off ปรกติติดตั้งที่หน้าปัดเครื่องด้านขวาโดยมีหูจับแท่นปิดบังและป้องกันการกดสวิตช์โดยไม่ตั้งใจ และอีกสวิตช์เป็นรีโหมดสวิตช์ ซึ่งจะอยู่เหนือสวิตช์ปรกติ ส่วนการปรับตั้งสภาวะการทำงานของเพาเวอร์แอมป์นั้น สามารถตั้งค่าได้จากชุดดิพสวิตช์ที่อยู่ด้านหลังเครื่อง โดยทั้งแบบ 4 แชน เนลและ 2 แชนเนล จะมีดิพสวิตช์เหมือนกันแต่ในแบบ 4 แชนเนลก็จะมีแชนเนลให้ตั้งค่าเพิ่มมาตามจำนวนแชนเนล โดยมีฟังก์ชั่นที่ต้องตั้งค่าคือ ค่าเกนการขยายของเพาเวอร์แอมป์ ที่กำหนดได้ตั้งแต่ +23dB ถึง +44dB โดยเลือกได้เป็นลำดับละ 3dB, ตั้งค่าการต่อแบบบริดจ์แชนเนล, ตั้งค่าระดับแรงดันเอาต์ พุตลิมิเตอร์ (VPL : Voltage Peak Limiter) พร้อมฟังก์ชั่นการทำงานลิมิเตอร์แบบ Hard และ Soft นอกจากนั้นแล้วระบบพัดลมระบายอากาศนั้นจะทำงานเป็นสองระดับคือในขณะเปิดเครื่องและมีสัญญาณมาที่อินพุต พัดลมจะทำงานที่ความเร็วต่ำปรกติ แต่เมื่อใดที่แอมป์ทำงานขับโหลดได้ระยะหนึ่งที่อุณหภูมิสูงขึ้น พัดลมก็จะทำ งานที่ความเร็วสูงสุด เพื่อต้องการระบายความร้อนออกจากแผ่นระบายความร้อนได้ทันเวลาและสัมพันธ์กับการทำงานของภาคเอาต์พุต...

DIP-Switch Features

                วิธีการเซตตำแหน่งใช้งานของ DIP-Switch ที่ด้านหลังเครื่องของเพาเวอร์แอมป์ HAMMER FP-Series

  • Gain คือสามารถใช้การเซตตำแหน่งของดิพสวิตช์เพื่อกำหนดค่าเกนการขยายของภาคเพาเวอร์แอมป์ได้ตั้งแต่ 23dB – 44dB โดยสามารถเลือกเกนการขยายได้รวม 8 สเต็ปๆละ 3dB โดยใช้ชุดดิพสวิตช์ที่ด้านหลังเครื่องให้ใช้ดิพสวิตช์สามตัวแรก (ซ้าย มือสุด) ของ Bank ที่ 1
  • Option Active ใช้ในกรณีที่เชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่ใช้ให้เลื่อนไปตำแหน่ง off
  • Fan Masked เป็นการเซตการคอนโทรลพัดลมระบายความร้อนอัตโนมัติ ถ้าเลื่อนไปตำแหน่ง on ขณะที่เพาเวอร์แอมป์มีกำลังขับที่มากขึ้นตามระดับสัญญาณ (signal) พัดลมก็จะเร่งความเร็วขึ้นตามระดับสัญญาณ
  • Bridge A+B and C+D เป็นการกำหนดให้เพาเวอร์แอมป์ทำงานแบบบริดจ์แชนเนล โดยถ้าเลื่อนสวิตช์ Bridge A+B หรือ Bridge C+D ไปที่ตำแหน่ง on นั่นก็หมายความว่าแชนเนล A+B หรือ C+D ได้ทำการต่อบริดจ์ทางเอาต์พุตกันอยู่ก็จะได้กำลังวัตต์ที่เพิ่มขึ้น แต่โดยปรกติแล้วถ้าใช้งานแบบบริดจ์เกนของสัญญาณจะลดลง 6dB เราจึงควรเลื่อนดิพสวิตช์ของ Gain เพิ่มขึ้นได้อีก เพื่อการชดเชยสัญญาณที่ลดลงไป
  • VPL (VoltagePeak Limitter)เป็นดิพสวิตช์เซตค่าจำกัดหรือลิมิตเตอร์แรงดันของแต่ละแชนเนล โดยสามารถเลือกได้ว่า ต้องการจำกัดแรงดันสูงสุดไว้ที่กี่โวลต์ เช่น ถ้าใช้โวลต์ไลน์ 100 โวลต์ ก็ควรเลื่อกดิพสวิตช์ที่ 101 โวลต์ หรือ 121 โวลต์
  • Mode Switch ใช้สำหรับการปรับเลือกโหมดว่าต้องการขับลำโพงแบบไหน เช่น ถ้าปรับไปที่ Hard ก็ใช้สำหรับขับลำโพงซับวูฟเฟอร์ และถ้าเลือกไปที่ Soft ก็เหมาะสำหรับการขับลำโพงกลาง-แหลม

คำแนะนำเทคนิคการใช้งาน

                คราวนี้ก็มาฟังเทคนิคเล็กน้อยแต่สำคัญมากสำหรับการใช้งานเพาเวอร์แอมป์ HAMMER FP-Series ทั้งแบบ 2 และ 4 แชนเนลให้ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ ได้คุณภาพเสียงที่ออกมาดีที่สุด ไม่เกิดอาการดร็อปหรือขับเกินจนคลิปทำให้เสียงแตกพร่า และความเหมาะสมในการเลือกใช้งานในแชนเนลแอมป์เพื่อขับลำโพงในแต่ละแบบ ไม่ว่าจะเป็นมิด-ไฮหรือซับวูฟเฟอร์ ซึ่งก็มีคำแนะนำว่า เมื่อเราต้องใช้งานเพาเวอร์แอมป์ HAMMER FP-Series ทั้งแบบ 2 และ 4 แชนเนลในเซตอัพของเรา ต้องทำความเข้าใจกับหน้าที่และความสำคัญของ DIP-Switch ที่อยู่ด้านหลังเครื่อง ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดการทำงานของภาคอินพุตและเอาต์พุตของเพาเวอร์แอมป์นี้ โดยเฉพาะการกำหนด Gain ทางอินพุตของแอมป์ และการลิมิตเตอร์แรงดันทางเอาต์พุตของแอมป์ ไม่ว่าจะเป็นในงานอีเว้นต์หรืองานแสดงดนตรีคอนเสิร์ตก็ตาม เราต้องรู้จักรูปแบบลำโพงของเราก่อนว่าสามารถรองรับกำลังวัตต์และโวลต์ได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงระบบสัญญาณที่ออกมาจากมิกเซอร์คอนโทรลและคอนโทรลเลอร์ระบบลำโพง ซึ่งนั่นคือสัญญาณอินพุตของเพาเวอร์แอมป์ และโดยทั่วไปแล้วก็จะใช้งานกันที่ 0dB

                โดยเมื่ออินพุตเข้ามาที่ 0dB หากเราเซตดิพสวิตช์ gain ไปที่ตำแหน่ง 44dB นั่นก็แสดงว่าเราปล่อยสัญญาณออกไปเต็มที่คือมา 100% ก็ออกไป 100% เลย หรือหากเราต้องการลด gain ให้ออกไปในระดับที่พอดีกับเซตอัพของเราหรือที่กล่าวมาข้างต้นนั้นหากสัญญาณแรงไปเราก็ลดลงมาที่ 32dB ก็ได้ หรืออีกวิธีหนึ่งเราก็อาจปรับไว้ระดับต่ำก่อนก็ได้ก็ปรับเกนไว้ที่ 23dB แล้วค่อยเพิ่มเกนในภายหลังได้ ซึ่งการปรับเกนนี้สามารถเลือกได้ถึง 8 สเต็ปๆละ 3dB ซึ่งการเซตดิพสวิตช์นี้เป็นการเซตระดับสัญญาณทางอินพุตของแอมป์...

                คราวนี้มาดูที่การเซตระดับลิมิตเตอร์แรงดันทางเอาต์พุตกันบ้าง ซึ่งจะใช้งานชุดดิพสวิตช์ของ VPL หรือ Voltage Peak Limitter กล่าวคือ เมื่อเราเซตเกนไวที่ 44dB ก็แสดงว่าเรารับอินพุตมา 0dB เต็มที่ 100% นั่นแสดงว่าแอมป์เราก็จะขยายแรงดันออกทางเอาต์พุตเต็มที่ 100% เช่นกันคือที่แรงดันสัญญาณ 150 โวลต์ ซึ่งนั่นคือเสียงจะดังมากๆ ซึ่งในการใช้งานในบ้านเรานั้นไม่มีใครปล่อยสัญญาณแรงขนาดนั้น และเสี่ยงที่ลำโพงจะเสียหายได้ ดังนั้นเราก็ควรจะจำกัดแรงดันหรือลิมิตเตอร์แรงดันไว้ในระดับที่เหมาะสม เราก็อาจมาเซตดิพสวิตช์ของชุด VPL ในแชนเนลใช้งานไว้ที่ประมาณ 70 โวลต์ก็ได้ ซึ่งก็จะได้เสียงที่พอดี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู้กับความสัมพันธ์กันของแอมป์และลำโพง และอีกหลักการสังเกตข้อหนึ่งคือ ในแอมป์มีดิพสวิตช์ที่เรียกว่า Mode Switch ของแต่ละแชนเนลใน VPL นั่นคือการเซตให้เหมาะกับลักษณะของลำโพง หากเราขับซับวูฟเฟอร์ก็ปล่อยสัญญาณหนักๆเลย เช่น การเซตแชนเนลแอมป์ขับซับวูฟเฟอร์ ก็เซตเกนอินพุตเป็น 44dB และเซตโวลเตจลิมิตเตอร์ไว้ที่ 121 โวลต์ และมาเซตโหมดสวิตช์เป็น Hard หรือการเซตแชนเนลแอมป์ขับมิด-ไฮ ก็เซตเกนอินพุตเป็น 44dB และเซตโวลเตจลิมิตเตอร์ไว้ที่ 70 โวลต์ และมาเซตโหมดสวิตช์เป็น Soft เป็นต้น...

                ข้อสำคัญที่ควรจำไว้เสมอคือ ความสัมพันธ์ของการเซตดิพสวิตช์ของ Gain อินพุต ควรจะสัมพันธ์กันกับการเซตดิพสวิตช์ของ VPL (โวลเตจพีกลิมิตเตอร์) เพื่อให้ทั้งเพาเวอร์แอมป์และลำโพงสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและอยู่ในสภาวะการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อการนำไปสู่การได้มาซึ่งคุณภาพเสียงที่ดีในระดับความดังที่เหมาะสมกับการใช้งาน...

                ข้อแนะนำอีกประการหนึ่งสำหรับการใช้งานเพาเวอร์แอมป์รุ่น 4 แชนเนลก็คือ ในกรณีที่เราเลือกใช้งานขับลำโพงมอนิเตอร์ เราก็สามารถเลือกลิ้งค์สัญญาณออกมอนิเตอร์ได้เช่น แชนเนล A+B หรือ C+D คือสัญญาณมาแชนเนลเดียวเราก็ลิ้งค์ออกแชนเนล A+B ไปลำโพงมอนิเตอร์ หรืออีกแชนเนลก็ลิ้งค์ออกไปยัง C+D ไปลำโพงมอนิเตอร์อีกชุดได้เลยสะดวกมาก...

                หรือในกรณีการใช้งานขับลำโพงแบบ 2 ทางสำหรับงานแสดงดนตรีขนาดย่อมๆหรืองานติดตั้งสำหรับการแสดงในภาคพีเอกับการใช้งานเพาเวอร์แอมป์แบบ 4 แชนเนล เทคนิคของการเลือกแชนเนลขับลำโพงก็คือ เราควรเซตให้แชนเนลลิ้งค์กันก่อนเป็น A+B และ C+D ซึ่งอินพุตแชนเนลจะลิ้งค์กัน และเราก็กำหนดให้แชนเนล A ขับลำโพงฟูลเรนจ์และแชนเนล B ขับซับซูฟเฟอร์ และในอีกแชนเนลเราก็กำหนดให้แชนเนล C ขับลำโพงฟูลเรนจ์และแชนเนล D ขับซับซูฟเฟอร์ เราก็จะได้การเฉลี่ยการขับกำลังทางเอาต์พุตของเพาเวอร์แอมป์ได้อย่างเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดการดึงกำลังที่มากเกินไปในแต่ละแชน เนล...

                ในเพาเวอร์แอมป์ HAMMER FP-Series ที่ตัวแท่นเครื่องจะมีจุดสำหรับการยึดสายไฟเพื่อต่อกราวนด์ โดยปรกติเพาเวอร์แอมป์ที่ใช้ภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งนั้น จะมีค่าการสูญเสียกำลังงานในขณะทำงานค่อนข้างมากเพราะต้องทำงานที่แรงดันสูงและกระแสสูงๆ ความจริงแล้วในการใช้งานในภาคอินดอร์นั้นจะหาจุดต่อลงกราวนด์ที่เป็นพื้นดินได้อย่างไร แต่ในการวางระบบไฟจริงๆในภาคอินดอร์ก็จะมีสายกราวนด์มาให้อยู่แล้ว และที่ตัวปลั๊กของเพาเวอร์แอมป์ก็มีขั้วกราวนด์มาให้อยู่แล้วก็สามารถใช้ได้เช่นกัน แต่สำหรับการใช้งานในภาคเอาต์ดอร์แล้ว การต่อสายกราวนด์จากตัวแท่นเครื่องลงกราวนด์รวมหรือลงดินโดย ตรงก็จะดีที่สุด ซึ่งการต่อสายดินนั้นก็เพื่อช่วยให้สามารถขจัดสัญญาณรบกวนที่มากับระบบไฟเมนหรือที่เกิดขึ้นจากการทำงานของภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่ง ซึ่งถือเป็นคราบสกปรกทางด้านสัญญาณไฟให้บายพาสลงดินไปก็จะทำให้ระบบกระแสไฟในเครื่องสะอาดขึ้น…

                สำหรับ HAMMER FP-Series นี้สามารถขับได้ทั้งซับวูฟเฟอร์, โลว์, มิด-โลว์ หรือ มิด-ไฮ โดยให้ความสมดุลของเสียงที่ออกมามีคุณภาพ ได้ความหนักแน่นของพลังเสียงเต็มย่านความถี่เสียง และถือว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่น่าประทับใจมากโดยเฉพาะในแบบ 4 แชนเนล ให้ความหลากหลายในการเซต อัพใช้งานได้อย่างน่าประทับใจ เพียงให้ความสำคัญกับการเซตตำแหน่งของดิพสวิตช์ที่ด้านหลังเครื่อง ซึ่งเป็นการกำหนดภาคการทำงานทั้งอินพุตและเอาต์พุตให้สัมพันธ์กันอย่างลงตัว...

 ที่มา นิตยสาร The Absolute Sound & Stage No.156 March 2015