สกู๊ปพิเศษ ตะลุยญี่ปุ่นพาเยี่ยมสำนักงานใหญ่ไพโอเนียร์

         กลับมาพบกันอีกครั้ง สำหรับฉบับนี้จะขออนุญาตพาท่านผู้อ่านไปตะลุยญี่ปุ่น และเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของ ไพโอเนียร์ กันครับซึ่งต้องบอกว่าเป็นโอกาสพิเศษจริงๆ เพราะปกติเค้าไม่เปิดให้คนนอกเข้าชมครับ แต่ทริปนี้ทาง ไพโอเนียร์ไทยแลนด์ ได้จัดทริปสุดพิเศษนี้ขึ้นให้กับบรรดาดีลเลอร์ หรือตัวแทนจำหน่ายจากเมืองไทย ได้บินไปเยี่ยมชมแดนซากุระกันแบบจุใจเลย 5 วัน 3 คืน ซึ่งผมเองก็ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในนั้น จึงตั้งใจมากๆ ว่าจะเก็บรายละเอียดเท่าที่เก็บได้มาเล่าสู่กันฟังครับ...

  

             สำหรับการมาเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 3 ของผม โดยครั้งแรกเป็นที่โตเกียว ครั้งที่ 2 โอซาก้า และครั้งนี้ก็กลับมากรุงโตเกียวอีกครั้งโดยจุดประสงค์หลักของทริปนี้ก็คือมาที่สำนักงานใหญ่ของไพโอเนียร์นี่แหละครับ เพราะตั้งแต่ทาง ไพโอเนียร์ ได้มีการแยกส่วนของอุปกรณ์ดีเจออกมาจากบริษัทแม่แล้วมาอยู่สำนักงานใหม่ก็ยังไม่เคยมีใครมา เลยได้ทำเรื่องขอเข้าเยี่ยมชมและทาง ไพโอเนียร์ ก็ยินดีให้เราเข้าเยี่ยมชม ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะเคยมีประเทศไหนได้มาบ้างรึเปล่า เราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิประมาณเที่ยงคืน และไปถึงที่ญี่ปุ่นราว 8 โมงเช้า ซึ่งที่นั่นจะเร็วกว่าเรา 2 ชั่วโมงครับ อากาศกำลังเย็นสบายราวๆ 18 องศา... อ้อ... ทริปนี้เรามากัน 10 คนครับ มีคุณกิ๊กหัวหน้าฝ่ายขายไพโอเนียร์ประเทศไทยเป็นคนนำทัวร์ และมีไกด์คือคุณตรีเป็นคนไทยที่มาทำอาชีพไกด์ที่ญี่ปุ่นเป็นคนดูแล อัธยาศัยดีมากๆ ครับ และบอกเรื่องราวต่างๆ ได้น่าสนใจเลย ไกด์บางคนก็แค่บอกข้อมูลทั่วไปของสถานที่ท่องเที่ยว แต่คุณตรีเค้ามีเสริมอะไรที่เป็นมุมมองของคนญี่ปุ่นอยู่ตลอด หรือแม้แต่มุมสีเทาๆ ที่ส่วนใหญ่ไกด์เค้าไม่ค่อยเต็มใจเล่ากัน ออกจากสนามบินเราก็มุ่งหน้าสู่โยโกฮามา ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ครับ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง โดยรถบัสที่ขนาดไม่ใหญ่มากเพื่อความคล่องตัว ถึงไม่ใหญ่แต่ก็ยังเหลือเยอะครับ นั่งคนละแถวยังสบายๆ วิวข้างทางก็สงบ ร่มรื่น ถ้าออกจากตัวเมืองแล้ว พี่ไกด์ก็แนะนำนู่นนี่ไป แต่เชื่อว่าหลายคนแอบหลับ เพราะยังเหนื่อยมาจากการเดินทางอยู่ ระหว่างโตเกียวไปโยโกฮามามันจะต้องข้ามทะเลครับ เพราะญี่ปุ่นเป็นเกาะและเราก็ได้มีโอกาสไปแวะพักที่ Tokyp BayOasisเป็นจุดแวะพักใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นก่อนที่จะลงอุโมงค์ใต้น้ำข้ามไปยังโยโกฮามา อยู่กลางทะเลเลย มี 5 ชั้น มีร้านอาหาร ร้านกิ๊ฟช้อปและจุดชมวิวให้ได้ถ่ายรูปกัน ทีแรกว่าจะไม่ถ่ายแต่คุณตรีบอกไหนๆ มาแล้วถ่ายหน่อยพี่ ผมถ่ายให้ เลยได้มีรูปเป็นที่ระลึก

    

    

                หลังจากพักพอให้ได้สูดอากาศสดชื่นกันแล้ว เราก็มุ่งหน้าลงอุโมงค์ใต้น้ำซึ่งมีความยาวถึง 8 กิโลเมตรไปยังโยโกฮามา อุโมงค์กว้างและใหญ่มากๆ ครับ พี่ไกด์บอกว่าระบบวิศวกรรมของญี่ปุ่นเค้าล้ำมากๆ ออกแบบเผื่อไว้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะไฟไหม้ น้ำท่วมอุโมงค์ จะเสียหายเพียงแค่ส่วนเดียว และมีช่องทางพิเศษของรถกู้ภัยเข้ามาโผล่ตรงจุดเกิดเหตุได้เลย โยโกฮามานี่ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของญี่ปุ่นครับ เพราะเป็นเมืองท่าเลยเห็นบริษัทและโรงงานมากมายไปหมด และในส่วนอาคารที่เราจะไปอยู่ส่วนของย่านธุรกิจ ก็จะมีตึกต่างๆ มากมาย แล้วเราก็มาถึงครับ... บริษัท ไพโอเนียร์ ตั้งอยู่บนชั้นนึงในหลายๆ ชั้นของอาคารที่เรามาอยู่ข้างหน้ากัน มีเจ้าหน้าที่สาวมายืนต้อนรับซึ่งเป็นเวลา 10 โมงครึ่งตามที่นัดหมายกันไว้พอดี จากนั้นเราก็ได้รับเชิญให้เข้าไปในตัวตึก รู้สึกเค้าจะเข้มงวดมากครับ คนที่นำเราเข้าไปจะต้องบอกยามก่อน แล้วเราเดินเข้าไป คนในตึกก็มองเหมือนพวกเรามาทำอะไร จากนั้นขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นที่บริษัทตั้งอยู่ เมื่อประตูลิฟต์เปิดก็พาเราเข้าไปยังห้องนึงคล้ายๆ ห้องประ ชุมเล็กๆ บอกได้เลยว่าการมีคนแปลกหน้ามาเยี่ยมแบบนี้ เป็นอะไรที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยแน่ๆ เพราะไม่ได้มีห้องรับรองอะไร ห้องที่เราเข้าไปเป็นโต๊ะยาวและมีเก้าอี้ธรรมดาๆ วางไว้ประมาณ 10 ตัว มีจอและสกรีนฉายมัลติมีเดียค้างไว้เป็นภาษาไทยเป็นประโยคต้อนรับ ในตอนนั้นผมเองก็คิดว่าเค้าคงจะให้พนักงานมาฉายสไลด์แนะนำบริษัทและสินค้า แต่ที่ไหนได้ พี่ไกด์ขอให้เราทุกคนลุกขึ้นยืนต้อนรับซีอีโอของบริษัทที่ท่านมาด้วยตัวเองเลย ไม่คิดเหมือนกันว่าบริษัทที่ขายเครื่องเล่นดีเจระดับโลก เค้าจะให้เกียรติเรามากขนาดนี้ มันคืออีกหนึ่งโมเม้นต์ที่ผมประทับใจมากๆ อีกครั้งในชีวิตเลย ท่านซีอีโอที่มาในชุดสูทสีเทาโก้ดูจากอายุน่าจะใกล้เกษียณเต็มทน แต่ดูเป็นคุณลุงใจดี ก็ได้กล่าวทักทายกับพวกเราอย่างเป็นกันเอง จากนั้นก็ทำการฉายสไลด์และพูดให้ข้อมูลด้วยตัวเองเลย...


  

                จากนั้นท่านก็ได้กล่าวต้อนรับสู่โยโกฮามาอีกครั้ง และหวังว่าพวกเราจะสนุกกับการมาเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งนี้ จากนั้นก็มาถึงในส่วนของการ workshop กันบ้าง ห้องจะอยู่ข้างล่างครับ ชั้นพื้นเลย หน้าตึกจะมีพื้นที่เล็กๆ เป็นโชว์รูมทางเข้าอยู่ด้านในตึก แต่ด้านที่ชนกับข้างนอกจะเป็นกระ จก ทำให้คนข้างนอกมองเห็นผลิตภัณฑ์ด้านใน ก็เล็กๆ ครับตามรูป...

  

                แล้วก็มาถึงในส่วน Workshop เป็นการแนะนำซอฟต์แวร์ Rekordbox ที่มีระบบใหม่คือ เมื่อเราเล่นเพลงอะไรก็ตามที่มีเก็บไว้ใน library ของเซิฟเวอร์ของ Rekordbox ยกตัวอย่างเพลง Shape of you ของ Ed Sheeran เราจะสามารถเล่นเนื้อร้องที่มาในแบบแต่งกราฟิกให้ดูหวือหวาขึ้นออกจอได้ด้วย ซึ่งในตอนนี้มีเพลงในระบบกว่า 2 ล้านเพลง และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทางเราได้แย้บๆ ไปว่า แล้วเพลงไทยหละจะมีไหม เค้าก็บอกว่าคิดไว้อยู่ น่าจะมีในอนาคต คนที่มาสาธิตเป็นสาวสวยชื่อ คุณฮิโตมิ เป็นหัวหน้าเซลของ ไพโอเนียร์ ด้วย จากนั้นก็สาธิตอีกหนึ่งตัวนั่นคือ RB-DMX1 เป็นกล่องที่ใช้ควบคุมพวกไฟวิ่งต่างๆ ให้ทำงานควบคู่ไปกับจังหวะเพลง โดยใช้ซอฟต์แวร์ Rekordbox มีทั้งการตั้งอัตโนมัติหรือให้มันจับสัญญาณจับจังหวะเอง ผมเองก็เพิ่งเคยเห็นการสาธิตจริงๆ ครั้งแรก ดูแล้วน่าจะเหมาะสำหรับคนที่ไปออกงานอีเวนท์อย่างพวกงานแต่งงานหรือปาร์ตี้ที่ต้องเอาอุปกรณ์ไปเอง ก็หาพวกโครงติดตั้งไฟวิ่งแล้วซิงค์กับกล่อง RB-DMX1 บังคับไฟเอง เท่านี้ก้อไม่ต้องกังวลว่าไฟมันจะไม่วิ่งตามจังหวะ...

                หลังจากที่ได้ลองก็ได้ถามถึงปัญหาการใช้งานกันเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ถึงเวลากล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ระดับสูงทุกท่าน ที่อุตส่าห์สละเวลามาแนะแนว และตอบข้อข้องใจของพวกเรากัน และถ่ายรูปหมู่คณะอีกครั้งก่อนจะล่ำลา...

                แต่โปรแกรมในวันนี้ของเราก็ยังไม่จบนะครับ หลังทานอาหารกันแล้วก็ดิ่งตรงเข้าโตเกียวเพื่อไปเยี่ยมร้านขายเครื่องดีเจของ ไพโอเนียร์ก่อนที่คืนนี้จะไปย่ำราตรี ดูร้านที่ใช้ระบบเครื่องเสียงของ ไพโอเนียร์ ครับ สำหรับร้านขายอุปกรณ์ดีเจนี่ก็อยู่แถวย่างกลางกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บนตึกๆ หนึ่งบนชั้น 4 ครับ ที่ญี่ปุ่นนี่โดยเฉพาะในพื้นที่การค้านี่ เค้าจะมีร้านตั้งอยู่บนชั้นต่างๆ ครับ เพราะพื้นที่มีจำกัดเลยไม่มีหน้าร้านเหมือนบ้านเรา ทุกชั้นมีร้านมาจับจองพื้นที่หมดแล้วก็จะมีป้ายเล็กๆ หน้าทางเข้าตรงหน้าลิฟต์ที่บอกว่าชั้นไหนขายอะไร ส่วนมากจะขายใกล้เคียงกัน อย่างตึกนี้ชั้น 4 ขายของดีเจชั้น 5 ก็อาจจะขายเครื่องดนตรีหรือชั้น 3 ขายแผ่นเสียง อะไรทำนองนี้ ที่นี่เค้าจะใช้พื้นที่ได้คุ้มมากๆ ครับ ห้องนิดเดียวแต่ยัดเครื่องเล่นรุ่นต่างๆ มาให้ลองเล่นเพียบเลย เสียดายมัวแต่ลองเล่นเครื่องนู้นเครื่องนี้เลยไม่ได้ถ่ายมา ถ่ายมาได้แต่เจ้าเครื่อง ddj SB3 ที่กำลังจะวางขายในบ้านเราปลายเดือนนี้ครับ...

                งานนี้ก็เป็นคุณฮิโตมิและผู้ช่วยอีกคนเป็นคนพามาร้านครับ ขับรถมาจากโยโกฮามาเลยทีเดียว คนญี่ปุ่นนี่ถ้าเค้าได้รับมอบหมายอะไรมาเค้าจะทำเต็มที่มากครับ เป็นอีกหนึ่งอย่างที่น่าเรียนรู้ หลังจากช้อปปิ้งกันพอหอมปากหอมคอก็ได้เวลาเข้าที่พัก ซึ่งในครั้งนี้เราพักที่โรงแรม Hotel Gracery Shinjuku ใจกลางอีกหนึ่งย่านช้อปปิ้งและตระเวนราตรี โรงแรมที่เราอยู่จะอยู่ในตึกของค่ายภาพยนตร์ Toho ที่มีหนังที่โด่งดังอย่างก็อตซิลล่า ในตึกมีทั้งโรงหนัง ร้านอาหาร ร้านของชำ เรียกว่ามีครบ ที่เด่นสุดเลยคือชั้นที่เป็นฟร้อนท์โรงแรมประมาณชั้น 20 กว่าๆ บริเวณข้างนอกจะมีหัวก็อตซิลล่ายิงฟันขาวจั๊วไว้ให้มาถ่ายรูปด้วย และแถวนั้นก็เป็นย่านที่คนทำงานเค้าออกมาดื่มกินกันหลังเลิกงาน  มีบาร์โฮสต์สำหรับสาวๆ มีร้านเกม ร้านปาจิงโกะ ร้านขายยาขายเครื่องสำอางราคาถูกไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ถ้าใครมาญี่ปุ่นแล้วไม่มีเวลาจะไปหาซื้อของฝาก ผมแนะนำร้าน ด็องกิโฮเต้ ครับในร้านจะมีแทบทุกอย่าง มี 4-5 ชั้นแน่นไปด้วยของ ทั้งขนม เสื้อผ้า ของเล่น นาฬิกา เครื่องใช้ไฟฟ้า เอาเป็นว่าเท่าที่นึกได้มีหมดครับ เปิด 24 ชั่วโมงและมีสาขามากมายไม่ต้องกลัวหาไม่เจอ ใครดึกๆ นอนไม่หลับมาเดินเล่นได้ คนไทยเพียบ... 555


  

 

                เมื่ออาบน้ำ กินมื้อค่ำ เอนพักให้หายเมื่อยกันแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาของเราที่จะไปสำรวจผับของญี่ปุ่นกันแล้ว เราต้องนั่งแท็กซี่ไป ค่าบริการ แพงพอสมควร แถมกลางคืนหลัง 5 ทุ่มมั้งผมไม่แน่ใจชาร์ตเพิ่มอีก เรามีนัดกับคุณฮิโตมิและคุณผู้ช่วยตอน 5 ทุ่มครึ่ง ที่นี่เค้าจะเปิดค่อนข้างดึกครับ เปิด 5 ทุ่มครึ่งแต่ปิดเช้าเลย แล้วคนเค้าก็จะมาเลท แต่อยู่ถึงเช้าแล้วรอรถไฟรอบแรกกลับบ้าน เพราะสู้ค่าแท็กซี่ไม่ไหว ระหว่างรอผับเปิดเลยยิงมาได้ 2 รูป รูปบนคือทางเข้าจะเล็กๆ ไม่ใหญ่อลังการ เพราะตรงนั้นมีบ้านคนต้องไม่ให้กระทบรบกวนชาวบ้าน ไม่งั้นโดนสั่งปิด ส่วนรูปล่างเป็นล็อกเกอร์ให้เช่าครับ ไว้ฝากเสื้อหนาว หน้าล็อกเกอร์ก็จะมีไฟเออร์ติดว่ามีดีเจคนไหนมาเล่นวันไหน... เออ... ดูดิบๆ แต่สวยดีครับ

ด้านในจะมี 2 ชั้นครับ เป็นชั้นพื้นกับชั้นใต้ดิน ชั้นพื้นไม่ใหญ่มาก ขนาดประมาณห้องๆ นึง ด้านนึงมีบาร์และบูทดีเจ คนละฝั่งหันหน้าหากัน อีกด้านเป็นโต๊ะมีอยู่แค่ 4-5 ตัวตามแนวกำแพงและตรงกลางเล็กๆ เป็นฟลอร์ ไฟวิ่งหรือไฟเลเซอร์อะไรไม่มีทั้งสิ้น เป็นเหมือน warm room บิ้ว คน ส่วนชั้นใต้ดินใหญ่ขึ้นมาหน่อย จุคนได้ซัก 30-40 นี่ก้อแน่แล้ว เพดานสูง บุทดีเจถูกวางไว้อีกฟากของห้องและยกพื้นสูงประมาณเหนือหัวเข่าเกือบเต็มความกว้างของห้อง แต่เว้นพื้นที่ 2 ข้างให้ดีเจเดินขึ้นลง เพลงจะค่อนข้างลึกครับ เป็น Deep House ในขณะที่ข้างบนเป็นพวก Progressive เข้าใจว่าน่าจะช่วงแรกๆ เพลงยังไม่แรงมาก ข้างล่างจะมืดๆ ไม่เหมือนข้างบนที่เปิดไฟเพดานแต่หรี่ แต่ข้างล่างนี่มืดเลยแต่มีไฟวิ่งพอให้เห็นกัน ระบบเสียงที่ใช้ลำโพงไพโอเนียร์เสียงดีมาก ส่วนนึงน่าจะมาจากชั้นใต้ดินนี่เค้าเล่นเทิร์นเทเบิล แต่เล่นแผ่นไวนิลแท้ ไม่ใช่แผ่นไทม์โค้ดเสียงเลยดี เบสเป็นลูกเลย เราอยู่กันไม่นานหรอกครับ เพราะหลายคนมีอาการเหนื่อย ส่วนคนที่ยังคึกก็คงไม่อยากกลับเองเลยต้องจำยอมกลับด้วยกันทั้งหมด... ขอขอบคุณคุณฮิโตมิคนสวย และคุณผู้ช่วยด้วยครับที่ตามมาดูแลเรา...

                จบไปแล้วสำหรับวันแรกกับทริปมาเยือนบริษัทไพโอเนียร์สาขาใหญ่ที่ดูแลเรามาเป็นอย่างดี จริงๆ รู้สึกประทับใจมากๆ วันต่อๆ ไปก็ไม่มีอะไรมากครับ เที่ยวตามโปรแกรม ไปกับทัวร์บ้าง ไปกันเองบ้าง จะบอกว่าเดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นไม่ได้เที่ยวยากเหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ สมัยนี้เค้ามีป้ายภาษาอังกฤษให้นักท่องเที่ยวบ้างแล้ว บางแห่งถึงกับมีโบว์ชัวร์และเมนูภาษาไทย คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่อาจจะพูดอังกฤษไม่ได้ แต่พวกเค้าก็ปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวด้วยภาษามือได้ไม่ยากครับ ถ้าสมมุติไปร้านสะดวกซื้อหรือร้านไหนแล้วซื้อของแต่ไม่รู้เท่าไหร่ เวลาคิดเงินเอาเหรียญออกมาเค้าก็ช่วยนับนะครับ เราอาจจะต้องใช้ 2 คำนี้บ่อยหน่อยคือ โอเนงไง ชิมัสซึ่งแปลว่ารบกวนด้วยครับ คนญี่ปุ่นจะพูดคำนี้กันเยอะมาก กับ อาริกาโตะ โกไซมัสซึ่งแปลว่าขอบคุณมากนั่นเอง

                ทริปนี้ต้องขอขอบคุณ บริษัท ไพโอเนียร์ ไทยแลนด์ มากๆ ที่ดูแลเป็นอย่างดี อาหารจัดเต็มทุกมื้อโดยเฉพาะมื้อเย็น กินกันเต็มคราบจริงๆ ขอบคุณคุณกิ๊ก น้องชายที่รักอีกคนที่ดูแลตลอดทริปรวมทั้งพาหารองเท้า ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ร่วมทริปทุกคนครับ ไปญี่ปุ่นกี่ทีก็ไม่เบื่อ ถ้ามีโอกาสหวังว่าคงได้กลับมาอีก... สำครับตอนนี้คงต้องกล่าวคำว่า... ซาโยนาระครับ... 

ผู้เขียน : กึกก้อง บุนนาค (Dj.KKB)