JSS อัพเกรด Yamaha Rivage PM10 ครองผู้นำอุตสาหกรรมระบบเสียง

“  ชีวิตการทำงานของผมเริ่มต้นจากยุคอะนาลอก

          เวลาทำงานเราต้องคอยแบกพวกเอาต์บอร์ดเกียร์ไปทีละหลายๆ แร็ค

                    ไม่ว่าจะเป็น Gate, Compressor, Limiter, Reverb

                              แต่ปัจจุบันบนบอร์ดดิจิตอลมันมีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด

 

          ครบรอบหนึ่งขวบปีที่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า ได้เปิดตัว Yamaha Rivage PM10 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการต่อยอดของดิจิตอลมิกเซอร์ในตระกูล PM ซีรี่ส์ จากความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมทางด้านระบบเสียงมากว่า 40 ปีของดิจิตอลมิกเซอร์รุ่น PM ซีรี่ส์ ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากซาวด์เอ็นจิเนียร์ทั่วโลกมาเป็นเวลายาวนาน นับระยะเวลา 10 ปีที่ Yamaha ได้เปิดตัวมิกเซอร์ระบบดิจิตอลรุ่น PM1D และ PM5D ซึ่งเป็นผู้กำหนดแนวทางการพัฒนาตัวสินค้า ให้แก่วงการดิจิตอลมิกเซอร์ ทั้งในด้านการพัฒนาส่วนต่างๆ และคุณสมบัติ โดยได้รับความร่วมมือกับ รูเพิร์ท นีฟ ดีไซน์ (Rupert Neve Design) ผู้ที่พัฒนาซิลค์โพรเซสเซสซิ่ง (SILK Processing) ผนวกกับการสร้างสรรค์เทคโนโลยี VCM ของ Yamaha ตัวคอนโซล PM10 สำหรับรุ่นนี้มีความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ที่ Yamaha เคยทำมา

          สิ่งแรกตัวนี้สามารถขยายขนาดตัวเองในเรื่องของระบบได้ สมมติวันนี้เราใช้แค่นี้ วันข้างหน้าถ้าเราต้องการใช้งานแชนเนลปริมาณมากขึ้น เราสามารถขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นได้ เพราะการดีไซน์ของระบบนี้ มันถูกออกแบบเป็นโมดูลล่าร์ แบ่งออกเป็นส่วนๆ เราสามารถขยายส่วนไหนก็ได้ ทั้งในเรื่องของอินพุตและเอาต์พุต ซึ่งอุปกรณ์หลักๆ ของเราจะมีด้วยกัน 3 ส่วน... ตัวแรกคือตัว DSP เอ็นจิ้น และตัวแร็ค I/O อุปกรณ์ต่อพ่วงเข้าบอร์ด รวมถึงในเรื่องของตัวคอนโซลซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญพื้นฐาน หัวใจหลักของตระกูล PM10 คือตัว DSP เอ็นจิ้น ซึ่งรองรับจำนวนอินพุตได้มากถึง 144 อินพุต ตัวนี้จะมีชิปสมรรถนะสูงที่บรรจุอยู่ในเครื่อง ในส่วนเอาต์พุต Aux สามารถรองรับถึง 72 ช่อง ส่วนเมทริกซ์ตัวนี้สามารถที่จะส่งออกไปได้ถึง 36 เมทริกซ์

          ครั้งนี้ได้รับเกียรติจากพี่ต้อม... คุณเติมยศ เดชสุภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท JSS Production มาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ รวมถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญในการอัพเกรดคอนโซลระดับโลก PM10 ซึ่งถือเป็นตัวแรกของไทย และเป็นเจ้าแรกอีกด้วย...

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ JSS ตัดสินใจซื้อ Yamaha PM10 เป็นเพราะมีไรเดอร์จากต่างประเทศ หรือเล็งไว้ว่าจะนำมาบริการลูกค้า...?

          การลงทุนของ JSS เองเรามองธุรกิจในอุตสาหกรรมระบบเสียงในบ้านเรา ตอนนี้เริ่มมีไรเดอร์หรือออร์เดอร์จากต่างประเทศเข้ามา เพราะ PM10 ถือว่าเป็นคอนโซลที่ติดอันดับ Top 5 ของโลก เนื่องจากเป็นเรื่องของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ในตลาดต่างประเทศนั้น เรื่องของคอนโซลดิจิตอล ศิลปินหรือเอ็นจิเนียร์ระดับโลก เค้ามีความเข้าใจเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมตรงนี้ดีอยู่แล้ว และทิศทางการเติบโตของตลาดคอนโซล ยังมีเรื่องของซอฟต์แวร์ ฉะนั้นพัฒนาการของคอนโซล Yamaha รวมถึงยี่ห้ออื่นๆ ที่เป็น Top 5 ในโลก มันจึงเดินไปพร้อมๆ กัน ไม่มีใครโดดเด่นไปกว่ากันและกัน

จากอดีตจนถึงปัจจุบันคอนโซลของ Yamaha ติดอันดับ Top 5 ทุกรุ่นหรือติดเฉพาะบางรุ่น...?

          จากประสบการณ์นะครับ คอนโซล Yamaha ที่ติดอันดับ Top 5 ก็มี PM5D ในยุคของเค้า หรือก่อนหน้านั้นก็เป็นรุ่น PM1D สังเกตว่ารุ่นใหญ่ๆ ที่ Yamaha ผลิตออกมาจะติด Top 5 เกือบทั้งหมด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของซาวด์เอ็นจิเนียร์แต่ละท่าน ความเชี่ยวชาญหรือบุคคลิกของคอนโซลนั้นๆ ว่าตอบโจทย์งานของเขาได้ไหม จริงๆ คอนโซลทุกคอนโซลมันสามารถตอบโจทย์งานได้ครอบคลุมทุกโชว์อยู่แล้ว การจะเลือกใช้คอนโซลตัวใดตัวนึงนั้นมันอยู่ที่ความต้องการ และความคุ้นเคยของผู้ใช้งานมากกว่า

แม้ PM10 ติด Top 5 เรามีความมั่นใจได้ยังไงว่า ไรเดอร์ของลูกค้าจะมีปริมาณมากพอที่จะทำให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน...?

          จริงๆ แล้ววิธีลงทุนในธุรกิจระบบเสียงของ JSS เอง ถ้าย้อนกลับไปดูในอดีตจะพบว่า เราเคยลงทุนกับตัวคอนโซล PM1D, PM5D จนมาถึง CL ซีรี่ส์ จากประสบการณ์คอนโซลทุกตัวถือว่าคุ้มทุน เรามองในเชิงธุรกิจว่ายังไงก็คุ้มทุน เรามองเห็นเทคโน โลยีที่มันไม่ด้อยไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นปลั๊กอินต่างๆ ซึ่งเราได้ทำการศึกษาแล้วว่าเหมาะสมไหมที่เราเองจะลงทุน เราได้คำตอบว่ามันเหมาะสม เราสามารถนำ PM10 ไปใช้งานได้ในหลายๆคอนเสิร์ตหรือหลายๆโชว์ เราไม่ได้มองแค่ว่าต้องใช้เฉพาะกับคอนเสิร์ตนอกเพียงอย่างเดียว คือเราต้องนำมาซับพอร์ตศิลปินในบ้านเราด้วย ไม่งั้นบ้านเราจะให้ใช้แค่ CL5 เท่านั้นหรือ ถามว่าเขาไม่มีสิทธิ์จะใช้คอนโซลตัว Top ระดับโลกหรือ... ใช่ไหมครับ... ในมุมมองส่วนตัวผมคิดว่า ยังไงเราก็ต้องนำมาบริการศิลปินบ้านเราแน่ๆ แต่ผลพลอยได้อย่างหนึ่งคือ คอนเสิร์ตระดับอินเตอร์ฯ มันเป็นเรื่องการยกระดับธุรกิจตัวอย่าง เช่น ทุกคนต่างต้องการทานอาหารอร่อยๆ ดีๆ ในราคาที่จ่ายได้ ทำนองเดียวกันกับการลงทุน PM10 ราคาคอนโซลอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าค่อนข้างสูง แต่เราก็อยากให้ศิลปินหรือซาวด์เอ็นจิเนียร์ในบ้านเรา มีโอกาสสัมผัสหรือได้ใช้ในงานของเขาอย่างเต็มที่

ในส่วนตลาดผู้ฟัง เค้าแคร์ไหมว่า คอนโซลจะต้องเป็นตัวนั้นตัวนี้...?

          แน่นอนว่าผู้บริโภคเขาไม่ทราบอยู่แล้วว่าคอนเสิร์ตนี้ใช้คอนโซลอะไร แต่จะรับรู้คุณภาพงานได้จากตัวซาวด์เอ็นจิเนียร์เอง หรือภาพรวมของแต่ละโชว์ที่มันออกมา ซาวด์เอ็นจิเนียร์เค้าจะรู้ว่า PM10 มีบุคคลิกเสียงและมีความโดดเด่นอะไรบ้าง เราจึงคิดว่าหากนำมาใช้กับซิสเท็มหรือลำโพงที่เรามีอยู่มันคลิกกันขนาดไหน

คอนเสิร์ตนอกที่ใช้ PM10 กับคอนเสิร์ตในประเทศ ตอนนี้หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มีสัดส่วนเท่าไหร่...?

          ต้องเรียนว่าในประเทศเรา PM10 เพิ่งเข้ามาประจำการ ถือว่าเป็นตัวแรกของประเทศ แล้วความถี่ในการออกงานยังไม่ชัดเจนนัก ตอนนี้เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น เรายังวัดผลแบบนั้นไม่ได้ เรายังไม่อยากวัดว่ามันต้องได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ในไรเดอร์ตลาดของต่างประเทศเข้ามาแล้วนะ เพียงแต่บ้านเราเพิ่งสตาร์ทเท่านั้นเอง

ถ้าคอนเสิร์ตนอกกลับมาบูมเหมือนเดิม PM10 จะมีโอกาสออกงานบ่อยไหม...?

          คือมันก็ไม่เชิง ถ้ากลับไปดู PM5D ในยุคของเค้า นั่นสามารถ substitute (ทดแทน) ได้หลายคอนโซล ปัจจุบัน PM10 ก็เช่นกัน ทาง JSS มีแล้วก็สามารถที่จะซับติจูดคอนเสิร์ตระดับโลกได้ ซึ่งอยู่ในรายชื่ออันดับต้นๆ เราไม่ได้บอกว่าต้องเป็นนัมเบอร์วัน ในไทยก็สามารถใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคอนเสิร์ตนอก แต่เราจะพิจารณาว่าคอนเสิร์ตนี้ โชว์นี้ มันเหมาะกับคอนโซลตัวนี้มั้ย และมีการพูดคุยกับซาวด์เอ็นจิเนียร์

ด้วยราคาของ PM10 จะทำให้ต้นทุนของการเช่าระบบเสียงลูกค้าเพิ่มขึ้นหรือไม่...?

          การบวกเพิ่มหรือลดมันเป็นเรื่องของธุรกิจ แต่ถ้าเราจะนำมาเพื่อรองรับซาวด์เอ็นจิเนียร์เอง และธุรกิจของโปรโมเตอร์ เพื่อให้เขามีศักยภาพคือให้มันลิงค์ไปได้ทุกรูปแบบ เราไม่ได้มองว่าถ้า CL5 ราคานึง PM10 อีกราคานึง มันมีการหยืดหยุ่น สวิงไปมาอยู่ อยากให้โฟกัสไปที่ความเหมาะสมดีกว่า ว่าคอนเสิร์ตนี้ควรจะใช้คอนโซลนี้ แชนเนล PM10 มี 100 กว่าแชนเนล CL5 มี 70 แชนเนลก็ว่าไป เรามองที่ความเหมาะสมของโชว์ เราไม่ได้ยัดเยียดหรือมัดมือลูกค้า

  

การใช้อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำยุค เป็นกลยุทธ์ที่สามารถจูงใจให้ลูกค้ามาใช้บริการจากเราหรือไม่...?

          ไม่น่าจะเกี่ยวเท่าไหร่ มันเป็นเรื่องการอัพเกรดเครื่องไม้เครื่องมือของธุรกิจ JSS มากกว่า ไม่ได้เป็นกลยุทธ์หรือผูกขาดเพื่อใช้เรียกลูกค้า การจะทำให้ลูกค้ามีแรงจูงใจที่จะเข้ามาหาเรานั้น มันเป็นเรื่องของเซอร์วิสมายด์ ผมว่าปัจจุบันน่าจะเน้นเรื่องการบริการมากกว่า

JSS วางแผนจุดคุ้มทุนของ PM10 ไว้ประมาณกี่ปี...?

          ผมคิดจากประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจนี้มา คงต้องใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี ต้องพยายามคืนทุนให้ได้ โดยปกติอุปกรณ์ที่มันเป็นตัวท็อปไลน์ของโปรดักซ์นั้นๆ มันมีอายุการเติบโตของมัน ผมว่าต้องมีอายุสัก 10 ปี คือมันไม่ใช่รถยนต์ที่ผ่อนดาวน์ 48 งวดแล้วจบ ต้องมีสัก 8-10 ปี แต่อย่าลืมว่าเทคโนโลยีของคอนโซลต่างๆ เป็นเพียงแค่บอร์ดตัวนึง ปัจจุบันเทรนด์มันไปทางซอฟต์แวร์/เฟิร์มแวร์ที่สามารถใช้อัพเกรดสมรรถนะตัวคอนโซลมากกว่า ทำให้เราพึ่งพาพวกเอาต์บอร์ดน้อยลง เพราะเราไปใช้ซอฟต์แวร์แทน การใช้งานก็สะดวกขึ้น รวมถึงการขนย้ายอุปกรณ์ก็สะดวกเช่นกัน อีกเหตุผลที่เราจำกัดเวลาคืนทุนใน 5 ปี มันเกี่ยวกับค่าเสื่อมทางระบบบัญชีด้วยส่วนหนึ่ง แต่ยิ่งถ้าเรายื้อไว้นานๆ โดยไม่รีบเก็บกำไรคืนมา วิธีคิดแบบนี้ไม่ใช่เฉพาะอุตสาหกรรมระบบเสียงหรอก มันเป็นทุกๆแขนง ทุกธุรกิจ อย่าง L-Acoustics ก็เริ่มจะขยับแล้วล่ะ แต่ก็ยังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนระบบ เพราะ L-Acoustics ก็ยังไปได้

เทคโนโลยีเหล่านี้มีผลต่อรูปแบบการทำงานของเราแค่ไหน...?

          ผมว่าเรื่องนี้มันคาบเกี่ยวระหว่างยุคอะนาลอกกับดิจิตอล ชีวิตการทำงานของผมเริ่มต้นจากยุคอะนาลอก เวลาทำงานเราต้องคอยแบกพวกเอาต์บอร์ดเกียร์ไปทีละหลายๆแร็ค ไม่ว่าจะเป็น Gate, Compressor, Limiter, Reverb แต่ปัจจุบันบนบอร์ดดิจิตอลมันมีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ทำให้การทำงานมีความคล่องตัวขึ้น

ธรรมชาติของการทำธุระกิจเครื่องเช่า ไม่จบ เพราะต้องคอยอัพเกรดเทคโนโลยีอยู่เรื่อยๆ...?

          จะพูดแบบนั้นก็ได้ ถึงแม้ Yamaha ออก PM20 หรือรุ่นใหม่มา ทาง JSS ก็ไม่ได้มองแค่ Yamaha เพียงอย่างเดียว วันนึงถ้ามี Avid, DiGiCo, Soundcraft, Allen & Heath ออกมา ในฐานะที่เราเป็น Rental จะไปอิงค่ายใดค่ายนึงมันไม่ได้ เราต้องมีอุปกรณ์หลากหลาย เพื่อให้ลูกค้าได้เลือก ถามว่าทำแบบนี้เป็นการเพิ่มโอกาสให้ได้งานหรือเปล่า จริงๆ แล้ว JSS เราก็เดินมาในแนวนี้ตลอด จะเป็นมุมมองของผม หรือทางตัวพี่แจ็ค (คุณเจษฎา พัฒนถาบุตร) เอง ที่ท่านให้นโยบายไว้กับองค์กร มันเป็นแนวทางปฏิบัติเลยว่าเราต้องทำกันแบบนี้ ตัว JSS และ พี่แจ็ค ไม่เคยตามใคร เราวิเคราะห์ เราพิจารณาปัจจัยต่างๆ จึงมีความมั่นใจในการลงทุนแต่ละครั้ง

เร็วๆ นี้มีแผนอัพเกรดเทคโนโลยีอื่นๆ เพิ่มเติมไหม...?

          อันนี้ขอเก็บไว้สักระยะ เพราะต้องมีการวางแผนให้รัดกุมก่อน เรายังไม่สามารถคาดผลลัพธ์ในอนาคตข้างหน้าได้ เรายังอ่านเกมไม่ขาดซะทีเดียว ขอดูไปก่อน ด้วยภาวะเศรษฐกิจบ้านเราเป็นอย่างไร มันต้องมองหลายๆ มิติ ไม่ใช่มีอะไรใหม่ๆ ก็บ้าระห่ำซื้อๆ เพราะการลงทุนแต่ละครั้งนั้นใช้เม็ดเงินค่อนข้างสูง ต้องมองรายได้ในบ้านเรา และตัวผู้จัดคอนเสิร์ตเอง ถามว่าตอนนี้ผู้จัดลำบากมั้ย แน่นอนตอนนี้ลำบากและเหนื่อยกันด้วย ยังมีผู้สนับสนุนที่จะทำให้เกิดการจัดคอนเสิร์ต มันมีหลายๆ อย่างที่ยังไม่เอื้อเต็ม 100%

คิดว่าอุตสาหกรรมระบบเสียง หรือธุรกิจ Rental สามารถเติบโตไปได้อีกไหม...?

          สามารถโตได้อีก ถ้าเราเข้าใจธุรกิจและมองเป็น ถ้าทิศทางธุรกิจดำเนินไปเหมือนในต่างประเทศ ผมมั่นใจ 100% ว่าธุรกิจเครื่องเช่าสามารถไปต่อได้ โดยทั่วไปการเติบโตทางธุรกิจ มันต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่างเลย ทั้งเรื่องรายได้ เรื่องภาษี ทุกสิ่งทุกอย่าง

สาเหตุอะไรจึงทำให้บริษัทเครื่องเช่าระดับแนวหน้าในไทย ต่างพยายามจับแบรนด์ใดแบรนด์นึงเอาไว้...?

          ปัญหาของประเทศเราคือสเกลตลาดมันยังเล็กอยู่ มันไม่เหมือนประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศที่เจริญแล้ว อย่างอเมริกามีประมาณ 50 รัฐ บางรัฐขนาดธุรกิจเท่ากับไทยทั้งประเทศ (รัฐมินิสโซต้า) อย่างญี่ปุ่นมี L-Acoustics ทั้งหมด 3 เซต ใน 1 เซตมีตู้ 100 กว่าใบ แต่ในไทยเค้าบอกว่า เรามีได้แค่เซตเดียว คือตู้ 100 กว่าใบก็น่าจะเพียงพอแล้ว ถือเป็นความโชคดีอย่างนึง คือต่างประเทศเค้ามองว่า เค้าขายให้แล้วไม่ต้องการให้เกิดการขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจกับคู่ค้าด้วยกัน ถ้านาย ก. และ ข. ต่างมี L-Acoustics มันก็จะมาแย่งตลาดกันเอง โอเคเขากำหนดให้ JSS มี L-Acoustics ได้ 1 เจ้าสำหรับเบอร์นี้ แต่เจ้าอื่นก็มีได้เหมือนกันแต่ต้องเป็นเบอร์อื่น หรือจะมองว่า หมอหนึ่งคนต่อจำนวนคนไข้กี่คน ถ้า รพ. เตียงเยอะ คนไข้เยอะ ก็ใช้หมอเยอะหน่อย แต่ถ้า รพ.เล็กก็ใช้หมอจำนวนน้อยลง เค้าต้องการให้ธุรกิจมันไปได้ดี แต่การที่เรามี L-Acoustics เบอร์นี้คนเดียว จะทำตัวอหังการก็ไม่ได้ คนอื่นเขาก็มีอะไรดีๆ อยู่เหมือนกัน ผมเคยให้สัมภาษณ์สื่อหลายครั้งว่า ลำโพงทุกยี่ห้อมีจุดดีจุดเด่นของเค้าทุกเบอร์ ปัญหาพวกนี้ผมไม่ค่อยซีเรียส แต่จะเครียดอีกทีคือ อยากให้ผู้บริโภคสนับสนุนผู้จัดให้มีคอนเสิร์ตแค่นั้นเอง ทำยังไงจะทำให้ผู้บริโภคจับจ่ายซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต จัดคอนเสิร์ตดีๆ มีศิลปินดีๆ มาเล่น ไม่ใช่ใกล้จะถึงวันโชว์ พี่... ขอบัตร 5 ใบ 10 ใบ ผมว่าตรงนี้มันน่าจะมีการช่วยเหลือกันตั้งแต่ตรงนี้มากกว่า และมันจะส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจเครื่องเสียงดีตามไปด้วย

  

JSS เคยโยนงานไปให้เจ้าอื่นทำบ้างไหม...?

          มีนะครับ ถามว่าทุกซัพพลายเออร์ก็ต้องมีเรื่องทำนองนี้เหมือนกัน เนื่องจากบางครั้งงานในมือเรามันล้น และเราไม่สามารถจะปฏิเสธลูกค้าคนนั้น คนนี้ได้ เราจึงต้องมีพันธมิตรที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ เราจึงกล้าที่จะโยนงานให้ซัพพลายเออร์เจ้าอื่น

ตลาดเครื่องเช่าในปัจจุบัน มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น สาเหตุที่รายใหญ่ลงมาแข่งกับรายเล็ก เป็นเพราะอะไร...?

          ถามว่าอะไรคือตัววัดว่านั่นคือรายใหญ่ นี่เป็นรายเล็ก ต้องดูด้วยว่าผู้จัดมีวัตถุประสงค์อย่างไร เราอย่าเพิ่งไปตัดสินว่า Rental เบอร์ใหญ่ ๆ ลงไปเล่น... อย่าเพิ่งใช้คำนี้... โอเคอาจจะมี Rental ขนาดกลางที่เคยได้งานเยอะๆ แต่ตอนนี้มีงานน้อยลง คำตอบของผมก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนะครับ การที่บอกว่ามีบริษัทใหญ่... มองมาที่ JSS ผมเองก็ไม่อยากใช้คำว่าตัวเองใหญ่ แล้วลงไปเล่นตลาดกลางๆ หรือล่าง รับงานระดับ 4-5 หมื่น ถามว่าเคยรับงานลักษณะนี้มั้ย ก็เคย ใครจ้าง JSS ไปงานแถลงข่าว เราก็ไป แต่ต้องดูว่า ลูกค้ามีเจตนาอย่างไร เราน่าจะมองตรงนั้นมากกว่า ขึ้นอยู่กับผู้จ้าง ใครมาจ้างเราไปหมด ถ้าปฏิเสธเดี๋ยวหาว่า JSS หยิ่งอีก รับแต่งานใหญ่ งานเล็กไม่เอาเหรอ ผมเองก็ไม่อยากให้รายย่อยใช้ความคิดตัดสินแบบนั้น ในฐานะผมอยู่ระดับผู้นำอุตสาหกรรมระบบเสียง อยากให้พวกเราไตร่ตรองแล้วคิดให้ถี่ถ้วน ว่าปัญหาจริงๆ มันเกิดจากอะไร คือไม่อยากเห็นปัญหาความขัดแย้งในกลุ่มก้อนธุรกิจระบบเสียงด้วยกันเอง

Rental รายเล็กเดิมทีเขาอาจเคยมีงานเยอะ แต่เดี๋ยวนี้จำนวนงานมีน้อยลง พอเห็นรายใหญ่เข้ามารับงาน จึงคิดว่ารายใหญ่มาแย่งตลาดเขาไปหรือเปล่า...?

          คือต้องพิจารณาว่า... การที่ตัวเราไม่มีงานนั้น ว่ามันมีปัญหาจากตัวเราหรือสิ่งใดหรือเปล่า ความพร้อมของอุปกรณ์เรามีขนาดไหน ความพร้อมนี่ยังรวมถึงหน้าตารูปลักษณ์ ความสะอาดโน่นนี่นั่น ความปลอดภัยทีมงาน ทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนเราจะตัดสินใจไปทานอาหารสักที่ จะเป็นริมฟุตบาท กับร้านอาหารที่เพียบพร้อมดูดีหน่อย

เป็นเพราะตอนนี้สภาพตลาดงานใหญ่ๆ มีน้อยลง จึงทำให้ Rental รายใหญ่ลงไปรับงานเล็กๆ มากขึ้นหรือไม่...?

          มันก็ไม่เกี่ยว งานใหญ่ก็มีปกติกัน ยกตัวอย่างในกลุ่มก้อนลูกค้าที่เป็นฝ่ายว่าจ้าง เค้าก็จะอยู่ในฐานของบริษัทเครื่องเช่านั้นๆ อยู่แล้ว ทั้งตัวออร์กาไนซ์หรือโปรโมเตอร์ที่จะเคาะว่าเอา Rental รายนั้นรายนี้ ซึ่งบางงานก็ต้องดูงบประมาณด้วย งบประมาณมีบทบาทสำคัญในการที่จะเฟ้นหาซัพพลายเออร์ ไม่ใช่เพราะเจ้าใหญ่ลงมาเล่นเพราะภาวะเศรษฐกิจไม่ดี เจ้าใหญ่ๆ เขายังยืนหยัดมาได้ 20-30 ปี ไม่มีใครล้มหายตายจากกันไป แต่กลับกลายเป็นว่าเจ้าเล็กเจ้าน้อยแผ่วกันไปก็มี

วิธีรับงานในธุรกิจเครื่องเช่าของไทย JSS เคยคิดไหมว่า งานอะไรรับหมด ใครจ้างไปหมด งาน 3 หมื่น 5 หมื่น ไปหมด...?

          จะมองแบบนั้นก็ไม่ได้ซะทีเดียว มันต้องย้อนกลับไปดูความมีมารยาทในการทำธุรกิจ ไม่ใช่ใครมาจ้างปุ๊บ ฉันคว้าไว้ก่อนเลย ปกติผู้จ้างรายนี้เป็นลูกค้าเครื่องเช่ารายนั้นอยู่ จู่ๆ มาจ้างเรา ซึ่งเราก็ต้องถามว่าการมาหาเราครั้งนี้มีเหตุผลอะไร ก็ต้องวิเคราะห์กัน ไม่ใช่ใครมาหาเรา ล็อคคอไว้ก่อนเลย แล้วข้อจำกัดของบ้านเราในไทย มันไม่ได้กว้าง สังคมมันแคบๆ เป็นพี่น้องถึงกันหมด เราเช็คได้ว่าลูกค้ากลุ่มนี้เป็นของท่านใด

ตอนนี้สภาพตลาดมีการขัดผลประโยชน์กันไหม...?

          ไม่นะครับ โดยส่วนตัวผมเอง พี่แจ็ค เอง ไม่ได้มีปัญหากับรายใด เพราะเราถือว่า เราเองก็เป็นผู้ใหญ่ในวงการ

ถามตรงๆ JSS มีหุ้นใน BEC ไหม...?

          ไม่มีเลยนะ... มีก็ดีสิครับ.... ถ้าสมมติเรามีหุ้นในนั้น JSS หรือตัว พี่แจ็ค คงไม่ดิ้นรนซื้อ L-Acoustics หรอก พี่แจ็ค ท่านดิ้นรนด้วยตัวเองมาตลอด ไม่เคยวิ่งเข้าไปขอเงิน พูดแบบเข้าใจง่ายๆ การที่ JSS ได้ยืนคู่เคียง BEC เทโรฯ มาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้ง 2 ท่านนี้ เคยทำงานด้วยกันมาตั้งแต่สมัย Day one มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน... ผมว่าตรงนี้มันสำคัญ... มันสำคัญยิ่งกว่าคำว่าหุ้นส่วนเสียอีก...

          ครับเป็นอีกหนึ่งแนวคิดของทาง พี่ต้อม หนึ่งในผู้บริหาร JSS ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดของทาง พี่แจ็ค ที่ได้ให้แนวคิดไปในเรื่องจากปกที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้วในฉบับเดียวกัน...          

          บทสัมภาษณ์โดย เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม ในนิตยสาร The Absolute Sound & Stage ฉบับที่ 186...