EUROLIVE B115D ลำโพงแอกตีฟเพาเวอร์จาก Behringer

                   

EUROLIVE B115D เป็นลำโพงแอกตีฟ 2 ทางขนาด 15 นิ้ว

มาพร้อมรองรับระบบการเชื่อมต่อแบบไร้สายและมีมิกเซอร์ในตัว    

 

ลำโพงของ Behringer รุ่นนี้มาพร้อมกับภาคขยายให้กำลังขับสูงถึง 1000 Watt ขับแยกแบบ 2 ทาง สามารถนำไปปรับใช้งานได้หลาก หลายประเภท อาทิ งาน PA คอนเสิร์ตขนาดย่อม ใช้เปิดเพลง งานเกี่ยวกับการประกาศเน้นเสียงพูด หรืองานโชว์ดนตรีของดีเจ รวมถึงอีเว้นต์เปิด ตัวสินค้าทั้งในอาคารและกลางแจ้ง ตัวบอดี้ออกแบบกะทัดรัดมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ทำให้การขนย้ายทำได้สะดวกสบาย แต่คุณภาพเสียงไม่ได้ด้อยเลย ที่น่าสนใจคือรองรับเทคโนโลยีไร้สาย เข้าเทรนด์ปัจจุบันที่เน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สายชื่อว่า "Wireless-ready" ซึ่งเป็นระบบดิจิตอลไวร์เลสของ Behringer ที่สามารถใช้เป็นอีกทางเลือกการใช้งานในอนาคต ลำโพง B115D ยังมีมิกเซอร์อีก 2 แชนเนลซึ่งฝังตัวอยู่ด้านหลังบอดี้ของลำโพง สามารถเชื่อมต่อกับไมค์แยกกันอย่างอิสระ และสามารถเชื่อมต่อกับสัญญาณไลน์ ปรับความดังผ่านโวลุ่มและตรวจสอบสถานะสัญญาณคลิปผ่านหลอด LED ได้อีกด้วย และยังปรับ EQ ได้ 2 ย่านความถี่ มาพร้อมกับระบบป้องกันลำโพง โดยมีโพรเซสเซอร์ภายใน ในส่วนภาคขยายจะทำงานเป็น Class D ให้กำลังขับวัตต์สูง และกินไฟน้อยเมื่อเทียบกับขนาด ไดรเวอร์ขับเสียงต่ำมีขนาด 15 นิ้ว ให้เบสที่ลุ่มลึกและมีพลัง ส่วนไดรเวอร์เสียงแหลมมีขนาด 1.35 นิ้ว เป็นอลูมิเนียมไดอะแฟรม ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องการขับย่านความถี่สูงได้ดี มีมุมกระจายเสียงที่กว้างเป็นพิเศษ จึงทำให้ครอบคลุมตำแหน่งการฟังได้กว้าง แม้จะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ก็ตาม เนื่องจากแพทเทิร์นของฮอร์นเป็นลักษณะเอ็กซ์โปเนนเชียล บวกกับยังมีช่องไลน์เอาต์พุตสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกเช่นลำโพงใบอื่นๆ ได้อีกด้วย...

    

ในเรื่องการติดตั้ง สามารถติดตั้งได้สองแบบคือ วางบนขาตั้งขนาด 35mm ซึ่งจะมีซ็อคเก็ตด้านล่างตู้ลำโพง โดยทั่วไปจะเรียกว่าติดตั้งแบบแซทเทิลไลท์ และอีกแบบคือวางบนพื้นเพื่อใช้เป็นมอนิเตอร์บนเวที หรือของบูธดีเจ ตัวลำโพงมีหูจับทำให้ขนย้ายง่ายหรือติดตั้งง่าย ลำโพงรุ่นนี้ออกแบบภาคขยายเป็น Class D จุดเด่นของแอมป์คลาสนี้คือมีน้ำหนักเบา กินไฟน้อย แต่ให้พลังเสียงมาก ฉะนั้นใครที่ต้องการลำโพงที่ขนย้ายง่าย ให้เสียงดัง แถมกินไฟน้อย ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ จะต่างกับคลาสอื่นที่เป็นระบบหม้อแปลงซึ่งจะกินไฟมากกว่า และมีน้ำหนักมาก กว่า ทำให้ขนย้ายไม่สะดวก ด้วยคอนเซ็ปต์การออกแบบของ Behringer ต้องการให้ลำโพงพอร์ทเทเบิลมีน้ำหนักเบา กินไฟน้อยและเป็นมิตรกับสิ่ง แวดล้อม จึงมาจบที่ Class D จากประสบการณ์ของผู้ผลิตที่เจอปัญหาการใช้งานของลูกค้า ทาง Behringer จึงนำปัญหานั้นมาปรับเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้า น้ำหนักลำโพงจึงหนักแค่ 17.2kg ซึ่งใช้คนยกคนเดียวได้สบายๆ และแอมป์ Class D ถูกออกแบบโดยเอ็นจิเนียร์ของ Behringer ในวงจรภาคจ่ายไฟนั้นจะเป็นสวิตชิ่งหรือ SMPS (Switch Mode Power Supply) เหมาะกับการใช้งานกับกระแสไฟเมืองไทยอย่างมาก ลำโพง B115D ยังเป็นลำโพงที่ไม่มีปัญหาความร้อน เรียกว่าใช้แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อน เปิดทั้งวันก็ไม่ต้องกลัว...

ดิจิตอลไวร์เลส

มาสำรวจระบบดิจิตอลไวร์เลสกันต่อ ตู้ลำโพงรุ่นนี้มีความพิเศษคือออกแบบโดยฝังวงจรไวร์เลสมาในตัว เพื่อใช้เชื่อมต่อกับระบบไมค์ไวร์เลสของ Behringer ตระกูล ULTRALINK ULM (ต้องซื้อไมค์แยกต่างหาก) ข้อดีของไวร์เลสนั้นเป็นที่ทราบกันดี จะช่วยอำนวยความสะดวกกับผู้ใช้ โดยไม่ต้องคอยกังวลในการเดินสายเคเบิล ให้คุณภาพเสียงที่ดี ต้องขอบคุณ ULM ซึ่งเป็นระบบดิจิตอลไร้สายความถี่ 2.4GHz ในส่วนของระบบไวร์เลส ULM ให้เสียงระดับมืออาชีพ ติดตั้งใช้งานง่าย เพียงแค่เสียบตัว Dongle เข้าไปที่ตู้ลำโพง ก็สามารถใช้งานได้ทันที เป็นทางเลือกที่ผู้ใช้ไม่ต้องต่อสายสัญญาณแบบทั่วไป ส่วนมิกเซอร์ขนาด 2 แชนเนลถูกออกแบบมาพร้อมกับตู้ B115D ขนาด 2 แชนเนล ด้วยวงจรไมค์ปรีแบบ low-noise คือมีเสียงรบกวนต่ำ มีเฮดรูมของไมค์สูง การันตีได้จากประสบการณ์ของ Behringer ที่ทำมิกเซอร์มายาวนาน โดยช่อง Mic/Line สามารถใช้ได้ทั้ง 2 แบบ ผู้ใช้สามารถเช็ค Gain Input ด้วยหลอด LED ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องเลเวล พร้อมกับช่องลิงค์ XLR Output เพื่อเชื่อมต่อไปยังลำโพงใบอื่น

  

รู้จัก Bi-Amp

คำว่า Bi แปลว่าคู่ หรือทั้ง 2 สรุปคือดอกลำโพงเสียงต่ำกับเสียงแหลมจะถูกขับเสียงแยกวงจรกัน... ถามว่าทำไมจึงออกแบบให้เป็นลักษณะนี้... เนื่องจากลำโพงเสียงแหลมและเสียงต่ำรองรับกำลังขับได้ไม่เท่ากัน ถ้าขับจากแอมป์แชนเนลเดียวกัน หากผู้ใช้เปิดระดับความดังไม่มากก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเร่งความดังไปถึงจุดนึง ดอกลำโพงที่มีวัตต์น้อยกว่ามักจะเสียหายก่อนลำโพงที่มีวัตต์สูงกว่า นอกจากนั้นยังง่ายต่อการจูนระบบ เนื่องจากเสียงแหลมกับเสียงต่ำ ต้องการความถี่ต่างกันและกำลังขับต่างกัน ระบบ Bi-Amp จึงบริหารจัดการง่ายกว่า เพราะผู้ออกแบบสามารถคำนวณกำลังขับของภาคขยายได้ว่า จะใช้ขับดอกเสียงแหลมกี่วัตต์ ขับเสียงต่ำกี่วัตต์ ในระบบของ Behringer นั้น เอ็นจิเนียร์ได้วางตำแหน่งของครอสโอเวอร์แบบแอกตีฟไว้ก่อนที่จะปล่อยเข้าภาคขยาย เมื่อเอาต์พุตจากภาคขยายเสียงต่ำ/สูงจะถูกส่งไปที่ดอกลำโพงโดยตรง


ภาค DSP

นอกจากภาคขยายจะเป็น Class D แบบสวิตชิ่งแล้ว ยังมี DSP ที่ออกแบบมาเพื่อประมวลผลสัญญาณเสียงให้ดีขึ้น ซึ่งระบบจะมีการทำ LF (Low Frequency) และ HF (High Frequency) เพื่อให้การทรานดิวเซอร์สัญญาณดียิ่งขึ้น เรียกว่า Behringer ทำลำโพงแอกตีฟออกมาสู่ตลาดคุณภาพไม่เป็นรองใคร โดยเฉพาะในเกรดราคาที่ใกล้ๆ กันเลยทีเดียว ตัว B115D ยังให้ย่าน Low end ที่ใหญ่ และมีรายละเอียดของเสียงย่าน Mid และ High ที่เคลียร์ การนำลำโพงรุ่นนี้ไปใช้งานก็ทำได้หลากหลาย จะเป็นแอปพลิเคชันแบบใดก็ประยุกต์ได้หมด ทั้งการติดตั้งแบบมาตร ฐาน ด้วยการวางบนเสา หรือวางบนตู้ซับขนาดใหญ่ หรือการวางบนเวที ตัว B115D ยังออกแบบเพื่อเน้นย่านเสียงกลางที่คมชัด เหมาะกับเสียงพูด เสียงร้องและเครื่องดนตรีอะคูสติกต่างๆ เพียงแค่มีปลั๊ก XLR หรือปลั๊ก 1/4 นิ้วก็สามารถเชื่อมต่อใช้งานได้เลย หรือจะเป็นการต่อจากคอนโซลมิก เซอร์มาเข้าที่ตัวลำโพงโดยตรงก็ได้ และด้านหลังตู้จะมีเอาต์พุตสำหรับลิงค์ไปยังตู้ใบอื่นๆ ซึ่งจำเป็นในกรณีที่เชื่อมต่อหลายใบ... คำถามที่ผู้สนใจพูดถึงรุ่นนี้คือ... ซื้อไปใช้งานอะไรได้บ้าง... เป็นคำถามที่น่าสนใจ เนื่องจากลำโพงตระกูลนี้มีตัวเด่นๆ อยู่ 2 รุ่นคือ B115D และ B112D สามารถใช้กับงานที่เน้นการพูดในโรงแรม ห้องประชุม หรือจะเป็นในผับบาร์ หรือคลับสายแด๊นซ์ ก็สามารถนำไปติดตั้งได้ โดยลำโพงขนาด 15 นิ้วมีพลังเบสที่เพียงพอ ซึ่งมากกว่ารุ่น 12 นิ้วถึง 40% แต่ถ้าไม่เน้นเบสมากนักก็ต้องขยับไปเล่น B112D แต่การฟังเพลงเพื่อเต้นอาจจะไม่สนุก น่าจะเหมาะกับร้านกาแฟ ห้องประชุมขนาดเล็ก ห้องคาราโอเกะ แต่ถ้าเป็นงานหรือสถานที่ที่ต้องการเสียงดังหนักแน่นต้องเลือก B115D จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า 

ความคุ้มค่า

EUROLIVE B115D เป็นลำโพงแอกตีฟที่ให้ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไป และสิ่งที่ได้กลับมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำหนักของตู้ที่ช่วยประหยัดค่าแรงขนย้าย และความง่ายในการติดตั้ง มีมิกเซอร์ในตัว เพาเวอร์แอมป์ในตัว รองรับไวร์เลสไมค์ สามารถใช้ครอบคลุมทั้งงานพูด งานดนตรี ในราคาจับต้องได้ ท่านสามารถทดสอบฟังเสียงได้ผ่านตัวแทนจำหน่าย ในรุ่น EUROLIVE ซีรี่ส์ได้เลย ท่านจะพบว่าลำโพงให้เสียงที่น่าประทับใจ และคุ้มค่ากับการลงทุนแน่นอน

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เคซี มิวสิค เซ็นเตอร์ จำกัด หรือ ร้านบูเซ่ แอนด์ ฮอค เลขที่ 735-737 ถ.มหาชัย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 โทร.02-2226403, 02-2235608, 02-2244996

ผู้เขียน : เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88