สัมภาษณ์ คุณสุพจน์ ธีระวัฒนชัย CEO. และ Purchas Manager โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงแจ้งวัฒนะ ตอนที่ (01- ตอนจบ)

 . . . ตอนที่ 1 . . .

ผมจะไม่ยอมเสียเงิน 7-8 ล้านเพื่อซื้อเครื่องเสียง แล้วได้เสียงออกมาไม่มีคุณภาพ

ผมขอยอมจ่ายมากขึ้น เพื่อที่จะได้เครื่องเสียงที่มีคุณภาพมากกว่า

 

(คุณสุพจน์ ธีระวัฒนชัย)

          เย็นวันที่ 19 พ.ย. 58 ผู้เขียนและทีมงาน Sound & Stage ได้รับเกียรติเข้าไปสัมภาษณ์ ผู้บริหารโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง สาขาแจ้งวัฒนะ ท่านแรกเป็นผู้บริหารระดับสูงและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโรงเบียร์ นั่นคือ คุณสุพจน์ ธีระวัฒนชัย ส่วนอีกท่านเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างคือ คุณนิกร มานะกิจ การสัมภาษณ์ครั้งนี้จะแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนแรกเกี่ยวกับมุมมองการบริหารธุรกิจสถานบริการด้านความบัน เทิง และส่วนที่สองเป็นมุมมองเกี่ยวกับระบบเสียง ความน่าสนใจของบทสัมภาษณ์ชุดนี้จะเป็นเรื่อง Installation Case ซึ่งเราได้เจาะลึกหลายๆ ประเด็น ส่วนใหญ่คำถามจะเน้นเปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ได้สาระที่โดนใจผู้อ่านมากที่สุด สำหรับระบบเสียงในโรงเบียร์แห่งนี้ บางท่านอาจเคยไปฟังมาแล้ว แต่คงอดสงสัยไม่ได้ว่า โรงเบียร์ใช้เครื่องเสียงอะไร ใครเป็นผู้ติดตั้ง ซึ่งวันนี้เราจะมาเฉลยคำตอบเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งหมดให้ท่านทราบ... บริษัทที่ทำการติดตั้งระบบเสียงและแสงทั้งหมดในโรงเบียร์แห่งนี้คือ บริษัท วันซิสเท็มส์โกบอล จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและเป็นตัวแทนจำหน่ายลำโพง d&b audiotechnik และท่านคงอยากรู้ว่าผู้บริหารและฝ่ายจัดซื้อของโรงเบียร์ มีมุมมองเกี่ยวกับระบบเสียงอย่างไร ติดตามอ่านกันได้เลยครับ…

จุดเริ่มของโรงเบียร์ที่ คุณสุพจน์ สร้างขึ้นมา เริ่มจากอะไร และกลายมาเป็นสาขาที่ 3 ได้อย่างไร

          นี่พูดถึง 16 ปีที่แล้ว ถ้าย้อนกลับไปปีนั้นก็น่าจะเป็นตอนที่ผมเคยไปนั่งดื่มเบียร์ในไมโครบริวเวอร์รี่ย่านสุขุมวิท ปกติผมเป็นคนไม่ชอบดื่มเบียร์ แต่พอวันนึงผมไปนั่งดื่มเบียร์ที่เป็นไมโครบริวเวอร์รี่หรือเบียร์ต้มเองเนี่ย รสชาติมันอร่อย ทีนี้เรามาหาคำจำกัดความของคำว่า " ไมโคร บริวเวอร์รี่ " กันก่อน จริงๆ มันก็คือร้านอาหารที่มีโรงต้มเบียร์เป็นของตนเอง กล่าวคือร้านอาหารขนาดเล็กๆ ที่มีโรงต้มเบียร์อยู่ภายในร้าน เราเรียกว่า ไมโครบริวเวอร์รี่ และคำว่าไมโครบริวเวอร์รี่ จะไม่ใช้เรียกร้านที่รับเบียร์มาขาย เพราะฉะนั้นร้านคอนเซ็บต์แบบนี้ต้องต้มเบียร์เอง ใช้โนฮาวตัวเอง จะเป็นเบียร์สัญชาติอะไรก็แล้วแต่ เราจะเรียกว่าไมโครบริวเวอร์รี่ ถ้าย้อนกลับไปตอนนั้น ผมไปดื่มเบียร์ย่านสุขุมวิท น่าจะเป็นช่วง พ.ศ. 2538 หรือ 20 ปีที่แล้ว ผมมีความรู้สึกว่าเบียร์ที่นั่นมันอร่อย หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็ไปบ่อยๆ ช่วงนั้นผมทำงานอยู่แถวย่านเทพารักษ์ เวลาผมเข้ากรุงเทพฯ มาทำธุระหรือมาอะไรก็ตาม ผมมักจะแวะไปร้านนี้ แต่สิ่งนึงที่ผมรู้สึกคือร้านนี้มันแพง นอกจากขายเบียร์แล้วเขายังขายอาหารฝรั่งด้วย ตอนนั้นก็คิดในใจ มันแพงเพราะอะไรก็ไม่รู้ อย่างเบียร์แก้วนึง (ครึ่งลิตร) ยุคนั้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ราคาประมาณ 120-150+ บาท เขาจะบวกเซอร์วิสชาร์จอีก 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่รู้ว่าทำไมราคามันต้องเท่านี้

           จนกระทั่งวันนึงได้ชวนหุ้นส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ คุณเสถียร .. มานั่งคุยกัน แล้วชี้ชวนให้เห็น มันมีคำถามที่สำคัญที่สุด มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีเบียร์แบบนี้แต่ขายกับอาหารไทย...? ในตอนนั้นจากที่ผมไปเช็คข้อมูลย้อนหลังเนี่ย ตอนนั้นประเทศไทยมีไมโครบริวเวอร์รี่อยู่ประมาณ 9-10 แห่ง ขอนแก่นก็มีนะ ทุกที่ขายเท่ากันหมด ราคาก็คล้ายๆ กัน และต้องขายควบคู่กับอาหารฝรั่ง เราก็ถามตัวเองว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราขายแบบไมโครบริวเวอร์รี่แต่ขายอาหารไทย อาหารอีสานก็ได้ แล้วราคาขายต้องไม่แพง นั่นคือจุดเริ่มต้น ช่วงนั้นปัญหาคือไม่มีตังค์ลง ทุน แต่ก็คิดไปเรื่อยตามประสาพ่อค้า ช่วงนั้นผมทำธุรกิจเรียลเอสเตท (พัฒนาอสังหาริมทรัพย์) กับ คุณเสถียร แล้วช่วงนั้นเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง วันที่ 2 ก.ค. 2540 รัฐบาลสมัยนั้นได้ประกาศลอยค่าเงินบาท ห้ามทำธุรกรรมทางการเงินอยู่ 2-3 วัน ตอนนั้นเศรษฐกิจก็ล่มสลาย ไม่รู้พวกเราทันหรือเปล่า ก็เป็นที่มาของมหกรรมคนเคยรวย สังเกตจากปริมาณรถบนท้องถนนในกรุงเทพฯ หายไป ไม่ใช่หายธรรมดาหายไปเยอะมาก รถไม่ติดเลย เพราะคนถูกเลย์ออฟหมด...

           ในเมื่อสถาบันการเงินเป็นห่วงโซ่ที่สำคัญที่สุดทางธุรกิจถูกปิดไป ทุกคน งง งันกันหมดว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ พนักงานลูก จ้างประจำถูกเลย์ออฟ คนที่เคยรวยก็จนลงมาทันที ตอนนั้นผมทำเรียลเอสเตทอยู่ ซึ่งทางเรียลเอสเตทก็มีปัญหา ขณะที่มีปัญหามันก็สร้างโอกาส ผมไปดูทำเลแถวนราธิวาสราชนครินทร์ มันเป็นทำเลที่ผมคิดว่า ถ้าผมจะเปิดไมโครบริวเวอร์รี่ผมจะเปิดแถวๆ ย่านนี้ ต้องเปิดย่านกลางเมือง ต้องเป็นทำเลที่เรามีโอกาสเป็นเจ้าของได้ ก็มีย่านนราธิวาสราชนครินทร์ ถามว่าทำไม เมื่อ 20 ปีที่แล้วมันเป็นถนนตัดใหม่ มันตัดทะลุจากย่านสุรวงศ์ มาสีลม มาสาธร ทะลุถึงถนนจันทน์จนถึงพระราม 3 เราจึงมีโอกาสได้ทำเลจากที่ดินแปลงนึงประมาณ 6 ไร่ครึ่ง คำถามที่สำคัญคือเราจะทำมั้ย ทำทั้งๆ ที่สถาบันการเงินในเวลานั้นไม่ปล่อยกู้ คำตอบคือ ทำ คำถามต่อมา ถ้าลงทุนจริงๆ จะต้องใช้เงินทุนเป็นเงินเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครตอบผมได้...

           ผมจึงไปเรียนรู้เรื่องวิธีการทำเบียร์ พวกเครื่องจักรทำเบียร์ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ ตอนนั้นก็ประมาณ 1 ล้านดอยซ์มาร์ค (เงินสกุลเดิมของเยอรมัน) คิดเป็นเงินไทยตอนนั้นประมาณ 21 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าก่อสร้างร้าน ยังไม่รวมเครื่องแสง เสียง ก็ไปหาเงินมาทำ ไปหยิบยืมเพื่อนฝูงมาทำ เราทำเพราะอะไรคำตอบที่สำคัญคือ เราเห็นโอกาส เห็นความสำคัญของตลาด เราเห็นกำแพงมันมีช่วงว่าง ธุรกิจไมโครบริวเวอร์รี่มันมีช่องว่างซึ่งยังไม่มีใครทำ เราอยากจะทำ เราอยากจะขายเบียร์ที่เค้าขายกันอยู่เนี่ย ราคา 120-150 บาทบวกลบเป็น 180 ราวๆ นี้ เราอยากขาย 100 นึง โดยที่เรายังไม่รู้ต้นทุนเลยนะ แต่เราเชื่อว่าต้นทุนเราน่าจะสู้ได้ นี่คือที่มาทั้งหมด เวลา 16 ปีผ่านไปเราเปิดได้ 3 สาขา ก็คือสาขาแจ้งวัฒนะแห่งนี้

 

เป้าหมายในอนาคตจะเปิดทั้งหมดกี่สาขา...

        ก็วางแผนคิดเอาไว้ เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเปิดประมาณ 5-6 สาขา หากถามว่ามีโอกาสจะเปิดในต่างจังหวัดหรือตามหัวเมืองใหญ่หรือไม่ ก็มีอยู่ในแปลน แต่ว่าต้องสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ อย่างถ้าโมเดลสเกลเท่ากับสาขาแจ้งวัฒนะถ้าคุณไปเปิดแถวเชียงใหม่หรือภู เก็ตเนี่ย โอกาสคืนทุนยากมาก เพราะคุณต้องใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาทขึ้นไป อย่างสาขาแจ้งวัฒนะเราตั้งเป้าจะคืนทุนสัก 2-3 ปี คือธุรกิจร้านอาหารสถานบริการเนี่ย ถ้าคุณสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 2-3 ปี ถือว่าเป็นธุรกิจน่าลงทุน ถ้าเกิดคุณไม่สามารถคืนทุนภาย ใน 2-3 ปี ภาษาเขาเรียกว่า ร้านมันจะเหนื่อย ร้านมันจะล้า คนก็ล้า ลูกน้องผมก็ล้า คือไม่รู้เมื่อไหร่มันจะได้กำรี้กำไรซะที ในส่วนของทำเลกว่าจะมาลงเอยที่นี่ ต้องบอกว่าสำหรับแจ้งวัฒนะเป็นทำเลที่ผมใช้เวลานานมากที่สุด ผมใช้เวลาหาทำเลประมาณ 3-4 ปี คือดูตลอด มีโอกาสก็วิ่งหาตลอด แต่ภาษาผมเรียกว่า เรายังไม่สามารถแต่งงานกันได้ ไม่สามารถทำให้เป็นจริง จนกระทั่งเราได้ทำเลที่ดินแปลงนี้ ก็คิดว่าโอกาสน่าจะมาถึง ต้องตัดสินใจ ผมเริ่มลงเสาเข็ม 7 ม.ค. 58 ผมเปิด 7 ส.ค. 58 ใช้เวลา 7 เดือน ปกติ 6 เดือนนะ ที่สาขารามอินทราใหญ่กว่านี้ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ผมใช้เวลาก่อสร้างแค่ 6 เดือน จริงๆ ที่ใช้เวลา 7 เดือนไม่มีอะไรหรอก บังเอิญผมต้องทำชั้นใต้ดินด้วย

คอนเซ็บต์ที่นี่แตกต่างจากสาขาอื่นยังไง

        ต้องเรียกว่าเป็นพัฒนาการหรือต่อยอดมาจากสาขา 1 สาขา 2 ยกตัวอย่างเช่น สาขา 1 เราทำอย่างคนขาดความรู้ขาดความเข้าใจ เราทำแบบคนเบี้ยน้อย ทุนน้อย ทำเป็นร้านเล็กๆ พอทำเป็นร้านเล็กแล้วเนี่ย เวลาลูกค้าเข้ามาร้านเยอะๆ ผมว่าเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ได้สร้างปรากฎ การณ์ทอล์คออฟเดอะทาวน์รุนแรงมาก ในด้านร้านอาหารและสถานบริการไทย ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงพระราม 3 รุนแรงชนิดที่เรียกว่าเครียด ทั้งเคลียร์เรื่องที่จอดรถ ไหนจะคิวลูกค้า ลูกค้าต้องมารอคิว ซึ่งร้านเรามันไม่เหมือนร้าน MK สุกี้ ลูกค้ากินอิ่มแล้วลุก ของเรามันไม่ใช่ เขาต้องรอดูการแสดงบนเวทีต่อ ก็ต้องค่อยๆ แก้ปัญหาไป จนพัฒนาเป็นองค์ความรู้ คอนเซ็บต์ของที่นี่ไม่ได้ขายอาหารหรือเบียร์อย่างเดียว ยังมีศิล ปินดังๆ มาโชว์ คือเราลองโยนโจทย์ดู ซึ่งได้ คุณนัดดา วิทยาการ และ คุณวิน วีรชัย มาดูแลตรงนี้ แล้วจุดเด่นที่นี่เราได้ดึงเอาความหนุ่มสาวเข้ามา เรามีเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นหญิงสาว 3 คนมาเล่นพวกเครื่องเป่า ก็ช่วยเติมสีสรรค์เต็มเสน่ห์ให้กับเวที เรามีน้องผู้หญิงมาเล่นดนตรีไทย เขาเรียกว่าเป็นการลองแก้โจทย์กันใหม่ ส่วนกลุ่มเป้าหมายผมคิดว่าอายุ 30 อัพ ก็คือวัยทำงาน ไม่ใช่วัยเรียน ถือเป็นวัยทำงานที่ทำงานมาแล้วระดับนึง ไม่ใช่พวกพึ่งทำงาน ไม่ใช่พวกเฟรซ...

ในช่วงคืนวันเสาร์ โดยเฉลี่ยมีลูกค้ากี่ท่าน และช่วงที่มีคอนเสิร์ตหรือโชว์พิเศษ มีลูกค้าประมาณกี่ท่าน...

   เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เกิน 100 เปอร์เซ็นต์ประมาณ 1,500 คน ในคืนพิเศษเราเคยบวกได้ประมาณ 1,600 คน นั่นก็ตึงมากแล้วล่ะ

ในเรื่องเครื่องเสียง สาขาอื่นๆ ทางโรงเบียร์ได้ฟีดแบ็กจากลูกค้ายังไง และมีความแตกต่างกับสาขาแจ้งวัฒนะยังไง

   ผมขอตอบแบบนี้ คือทั้งหมดผมเชื่อมั่นในเทคโนโลยีที่มันพัฒนาขึ้นทุกวัน มือถือของคุณในปีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ในปีหน้า คุณต้องซื้อใหม่ นับประสาอะไรกับสิ่งที่เป็นไอที ถูกมั้ย ผมมองเรื่องแสง เสียงทั้งหมด ระบบแมคคานิกส์ระบบกลไกลต่างๆ มันทำให้รู้สึกมีชีวิต มันทำให้ถูกพัฒนามาได้ตลอด มันมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีตลอด เพื่อตอบโจทย์อะไร มันตอบโจทย์ยุคดิจิตอล ผมเชื่อว่าภายใต้การพัฒนาเทคโนโลยีราคาจะต้องถูกลง ผมเชื่อแบบนี้ มือถือของเราเมื่อสมัย 30 ปีที่แล้ว ขนาดใหญ่มาก ผมซื้อราคา 7 หมื่นบาท เดี๋ยวนี้ไอโฟนเราซื้อได้ในราคาไม่ถึง 3 หมื่นบาท แต่มันฉลาดกว่า 1 พันเท่า อันนี้ยกตัวอย่าง ผมเชื่อในหลักการนี้ ฉะนั้นถามว่า มันต่างกันมั้ยใน 3 สาขา คำตอบคือต่างกันแน่นอน ผมยกตัวอย่างสาขาพระราม 3 ซึ่งเป็นพี่อาวุโสที่สุด ในเรื่องเครื่องเสียงผมลงทุนไปประมาณ 6 ล้านบาท มีความรู้สึกว่ามันมหาศาลมากนะ เงิน 6 ล้านบาทกับการทุ่มทุนเพื่อซื้อเครื่องเสียงไป ผมต้องเปลี่ยนหลังคาเป็นกระเบื้องลอนคู่ให้ถูกลง เพื่อที่ผมจะได้มีเงินมาจ่ายค่าเครื่องเสียง ผมเชื่อว่าเครื่องเสียงที่ดีจะเป็นตัวดึงดูดลูกค้า แต่กระเบื้องหลังคาที่ดีจะไม่ช่วยดึงดูดลูกค้าผมแน่นอน นี่เป็นหลักคิดของผม ที่ผมกล้าลงทุนกับเครื่องเสียงขนาดนี้มันมาจากประสบการณ์ สาขารามอินทราตอนนั้นผมลงทุนไปกับเครื่องเสียงน่าจะมากกว่า 6 ล้านบาท ผมจำตัวเลขจริงๆ ไม่ได้...

    คิดง่ายๆ เอาเป็นว่าเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ผมยอมลงทุนกับเครื่องเสียงเป็นเงิน 6 ล้านบาท กล้าจนชนิดที่ว่าบ้าบอคอแตก แล้วอีกอย่างที่ต้องยอมรับเรื่องนึง โครงสร้างหรือระบบ Structure ของร้านมีผลต่อระบบซาวด์ การกระแทกกระทั้น ใครเด็กวิทย์เคยเรียนเรื่องคลื่นมาหมดแหละ เรื่องคลื่นเสียงใช่มั้ย มันมีการกระแทกกระทั้นมีการดูดซับ หรือลูกค้าเข้าเยอะเข้าน้อย ก็มีผลต่อเสียง มันจะดูดซับเสียงไปหมด ฉะนั้นระบบซาวด์ที่พระราม 3 จัดยากที่สุด เพราะอะไร เพราะด้วยโครงสร้างอาคารที่มันถูกต่อเติมไม่มีวันจบ ต่อเติมไปเรื่อย ลูกค้ามันเต็มอ่ะ ลูกค้าตรงกลางผมมี 10 เมตรเอง ต้องเจอเสาละ อย่างตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่ามี 20 เมตรนะ ผมจำตัวเลขไม่ได้ เวทีผมไม่ใช่ 16 เมตร เวทีทั้งหมดน่าจะมากกว่านั้น ผมจำตัวเลขคร่าวๆ น่าจะราว 25-26 เมตร แต่ไม่เป็นไรเรื่องนี้ อันที่สองที่สาขารามอินทราเราได้เรียนรู้ และถูกพัฒนามา มันก็จัดได้ง่ายขึ้น จนมาถึงสาขาแจ้งวัฒนะตรงนี้ พวกผมก็มีบทเรียนว่าต้องลงทุนเรื่องเครื่องเสียง แล้วให้มีระบบซาวด์ที่ดี ระบบเสียงที่สาขาแจ้งวัฒนะน่าจะเป็นระบบเสียงที่ดีที่สุดจาก 3 สาขาที่เรามีอยู่ เพราะอะไร ผมเคยคุยกับลูกน้องว่า เสียงมันต้องใส คำว่า "ใส" ผมไม่รู้จะใช้คำเรียกแทนว่าอะไร มันเป็นเสียงอะคูสติก เสียงอคูสติกก็คือเสียงที่มันเป็นจริง อันนี้ผมเข้าใจเอาเองนะ เพราะฉะนั้นหน้าก็ต้องดัง หลังก็ต้องค่อย คุณจะมากระแทกกระทั้นเหมือนดิสโก้เธคผมก็ไม่เอา เป็นอันว่าที่นี่ลูกค้า 30 อัพ แขกผู้หลักผู้ใหญ่ก็เยอะ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงเป็นสถานที่ที่ผู้หลักผู้ใหญ่มากันเยอะมาก

ต่อไปในอนาคตถ้ามีสาขาที่ 4 ทางโรงเบียร์จะพิจารณาเลือกใช้ลำโพงยี่ห้อ d&b audiotechnik อีกหรือไม่ เพราะอะไร

         ก็คิดว่าอาจจะเป็นหนึ่งในตัวเลือก ผมคิดว่า บริษัท วันซิสเท็มส์ฯ ก็มีเครดิตพอที่จะมาเป็นแคนดิเดท คือคู่ค้าที่ดีผมไม่ทิ้ง นโยบายของโรงเบียร์มีอย่างหนึ่งคือ เราอยากมีพาร์ทเนอร์ที่ดี โรงเบียร์ไม่สามารถยืนในสังคมได้ตามลำพัง เราอยากมีพาร์ทเนอร์ อยากมีคู่ค้า คือมันสบายอ่ะ เราเคยลุยกันมาแล้ว มีประสบการณ์มาแล้ว เราก็รู้ว่าราคาควรจะประมาณไหน ผมด้วยแหละที่เรียกร้องสูง เพื่อที่จะแก้ปัญหานี้ เอาเป็นว่าผมอยากได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ บริษัท วันซิสเท็มส์ฯ ให้ผมได้ 90 เปอร์เซ็นต์...

คิดว่าคุณภาพระบบเครื่องเสียงมีผลต่อการดึงลูกค้าเข้าร้านหรือไม่

         แน่นอนผมจ่ายเงินไปหลายล้าน ถ้ามันไม่มีผลต่อการดึงคนเข้าร้าน ผมไม่จ่าย ผมจะไม่จ่ายหลังคาสวยๆ ในราคาแพงๆ ลูกค้าที่เข้าร้านผมจะไม่มาเพราะร้านผมมีหลังคาสวยอย่างเด็ดขาด จริงๆ ปีหน้าผมตั้งใจเปิดอีกสาขานึง ถ้าคุณเข้าใจวิธีคิดแบบผม คืออย่างนี้ บอกตรงๆ อายุผมก็มากขึ้นทุกวัน ก็ต้องเร่งปฏิกิริยาตัวเอง ลูกน้องฟังแล้วก็ยิ้ม พี่สุพจน์จะเปิดโรงเบียร์เพิ่ม ภายในปีหรือ 2 ปีนี้ ผมจะเปิดให้ได้ สำหรับเครื่องเสียงเป็นองค์ประกอบของโรงเบียร์ ผมเคยให้ 4 บ. อันนี้ผมให้ 5 บ. หนึ่งองค์ประกอบโรงเบียร์ที่ทำให้โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงประสบความสำเร็จ ต้องมี... (1) บ.เบียร์... (2) บ.บันเทิง... (3) บ.บริการ... (4) บ.บรรยากาศ... (5) บ.บริโภค... บริโภคก็คืออาหาร... สังเกตว่าผมจะมีลูกหลายคนช่วยกันทำมาหากิน โมเดลผมจะไม่อาศัยลูกคนใดคนนึง แน่นอนเรื่องบันเทิง ก็คือเรื่องไลต์แอนด์ซาวด์ทั้งหมด ผมจะไม่ยอมเสียเงิน 7-8 ล้านเพื่อซื้อเครื่องเสียง แล้วได้เสียงออกมาไม่มีคุณภาพ ผมขอยอมจ่ายมากขึ้น เพื่อที่จะได้เครื่องเสียงที่มีคุณภาพมากกว่า เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ ผมอยู่ในธุรกิจโรงเบียร์มา 16 ปี ผมย่อมรู้ว่าอะไรคือคีย์ซัคเซส แปลว่ากุญแจแห่งความสำเร็จ ถ้าคุณเสียบกุญแจนี้เข้าไปคุณก็สำเร็จ...

มีโครงการจะไปเปิดโรงเบียร์สาขาต่างประเทศหรือเปล่า

         ในต่างประเทศเราก็ได้ไปเปิดที่สิงคโปร์ พนมเปญ และมีที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย แต่ที่ซิดนีย์เราไม่ได้เปิดเป็นโมเดลโรงเบียร์ เราเปิดร้าน อาหาร เป็นร้านอาหารไทย authentic qc คำว่า authentic คือเป็นร้านอาหารไทยแบบกรุงเทพฯ ไม่ใช่ร้านอาหารไทยที่มีรสชาติแปรเปลี่ยนไปตามแต่ละประเทศ ทีนี้ถ้าเปรียบเทียบในแต่ละสาขา ผมเคยเมาท์กับลูกน้องว่า ไม่รู้เขารอเราหรือเรารอเขา เขาคือใคร "เขา" ก็คือลูกค้า "เรา" ก็คือชาวโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง มันเหมือนต่างคนต่างรอกันและกัน สาขาแจ้งวัฒนะที่นี่ก็มาถมช่องว่างสถานบริการที่ยังขาดอยู่ ผมรู้ว่าแถวนี้ไม่มี เอาง่ายๆ ผมคิดว่าคนแถวนี้ไม่มีโอกาสดูคอนเสิร์ตดีๆ นะ มันมีสถานที่ทำคอนเสิร์ตดีๆ หรือเปล่า หรือสองมันมีคนทำหรือเปล่า อันนี้เราไม่พูดถึงคอนเสิร์ตระดับโลกที่เขาจัดกันที่อิมแพ็คเมืองทองธานี อันนั้นมันเป็นอินเตอร์ไปละ ของเราโมเดลจะมีเบียร์บริการดีๆ อาหารดีๆ บริการคือแถวนี้ไม่มี ผมมองขาดเลยว่าย่านนี้ไม่มี ผมเล็งมา 4-5 ปีแล้วนะ อีกอย่างผมคิดว่าย่านแถวนี้เป็นแหล่งชุมชนที่เจริญแล้ว แถวนี้ไม่ใช่ชานเมืองหรือปริมณฑลนะ คุณคิดดูที่นี่มีศูนย์ราชการ เต็มไปด้วยตึกออฟฟิศสูงๆ ที่คนรุ่นใหม่มาทำงานกัน แถวนี้เป็นย่านอะไรล่ะ เป็นเรสซิเดนเชียล คุณข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาไปก็เป็นย่านที่พักอาศัย ซึ่งต้องเป็นระดับ 5 ล้าน 10 ล้านอัพทั้งนั้น ก็ไม่รู้ว่าใครรอใคร น่าจะเป็นต่างคนต่างรอละกัน ก็ถือว่าได้เสียงตอบรับที่ดี ทำงานแล้วเหนื่อยน้อยหน่อย...

คู่แข่งในธุรกิจบันเทิง ที่เน้นลงทุนด้านระบบเสียง มีระบบอะไร เป็นใครบ้าง

        ผมไม่ค่อยรู้จัก เพราะไม่ค่อยออกไปข้างนอก สิ่งหนึ่งที่ผมเป็น และผมอยากให้คุณเขียน ผมเป็นคนที่มีปัญหาอย่างหนึ่ง คือเป็นคนที่ทนฟังเสียงดังๆ ไม่ได้ คือถ้าเวลามีเสียงดังๆ ผมไม่อยากอยู่ ผมอยากเดินออกไป ผมรู้สึกรำคาญ เหมือนเสียงมันเป็นรังแคหูอ่ะ คุณภาพดีหรือไม่ไม่รู้ แต่ถ้าผมคุยกับเพื่อนแล้วมันเสียงดัง ถ้าผมเบรคมันไม่อยู่ ผมจะลุกออกไป เพื่อนที่สนิทกันจะรู้ ผมจะไม่ทนเสียงดัง อย่างเสียงแม่ค้าแว๊ดๆ..! ผมจะไม่ทน มันรู้สึกปวดหัวจะไม่ชอบเสียงดัง สาขาแจ้งวัฒนะระบบเสียงก็โอเค ผมก็อยู่ที่นี่ได้ฟังเยอะ พอรับได้ ใกล้ก็ดัง ไกลหน่อยก็เบา ผมอยากให้มันประมาณนี้ ซึ่งก็โอเคอ่ะ ผมอยากฟังเสียงดังก็เดินไปใกล้ๆ หน่อย...

 

มีโครงการจะขายแฟรนไชส์ไหม...

        ขายไม่เป็น คือถ้าจะให้ผมสอนคนอื่น ให้เขามาทำงานกับผมดีกว่า เคยมีคนถามแบบนี้มา 16 ปีแล้ว ผมตอบขายไม่เป็น ผมจะขายอะไรอ่ะ เช่นคุณจะให้ผมขายสูตรอาหาร ก็เอาสิ ผมขายนะถ้ามีคนมาขอซื้อ แต่ผมไม่เชื่อว่าคุณจะทำอาหารได้รสชาติเท่ากับผมนะ คุณซื้อแค่สูตรอาหารผมไป หรือคุณแค่มานั่งฟังผม ผมไม่เชื่อหรอก แต่ถ้าคุณมาทำงานกับผมเดือนนึง ผมจะบอกว่าคุณทำได้หรือเปล่า มาทำงานกับผมเลย ให้มาเดินตามฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการตลาด ฝ่ายจัดการบัญชี เดินตามผู้จัดการชื่อแบงค์ แล้วผมจะบอกว่าคุณทำแบบนี้ได้มั้ย หรือจะมาขอซื้อป้ายโรงเบียร์ไปแปะ ผมไม่ให้ชื่อคุณหรอก ถ้าร้านคุณไม่ได้มาตรฐาน ถามว่าคุณจะทำร้านได้มาตรฐานไหม แค่คุณเอาเงินมาฟาดหัว เอาเงินมาซื้อยี่ห้อ ไม่มีทาง แล้วโลกนี้ไม่มีทาง คนที่ซื้อแฟรนไชส์ถึงที่สุดแล้ว คุณจะทำเงินได้ คุณต้องโถมแรง คุณต้องทำงานอ่ะ คุณทำอะไรคุณต้องทุ่ม เทให้กับมันอ่ะ เรื่องแบรนด์/ยี่ห้อแค่คีย์ซัคเซสตัวหนึ่ง แต่มันล่มสลายได้หมดแหละ คุณคิดดูแม็คโดนัลเขาขายแฟรนไชส์หรือเปล่าอันนี้ไม่รู้นะ แม็คโดนัลในเมืองไทย ทั้งหมดก็ต้องมีสูตร มีแผนที่จะพัฒนาอะไรของเขา สรุปผมขาย แต่ได้มาตรฐานหรือเปล่าต้องมาคุยกับผม อยากซื้ออะไรมาบอก เดี๋ยวตีราคาให้...

ปัจจุบันทำธุรกิจอะไรบ้าง...

        ผมทำธุรกิจร้านอาหารบันเทิงอย่างเดียว ก็คือโรงเบียร์นี่แหละ ผมนอกใจเป็นอื่นไม่ได้ ซึ่งรายได้หลักก็มาจากธุรกิจโรงเบียร์ของเรา ถ้าเปรียบเทียบส่วนแบ่งทางรายได้กับสาขาต่างประเทศ ที่เมืองไทยมั่นคงกว่าเยอะ แรงกว่า ป๊อปปูล่าร์กว่า คุณไปเปิดโรงเบียร์ที่พนมเปญ คุณต้องใช้เวลานะ เพราะคนเขาก็จะตั้งคำถามว่า เอะ...! หมอนี่เป็นใคร คุณอย่าคิดว่าผมดังเหมือนสตาร์บัคนะ (ฮา)...

การแสดงคอนเสิร์ตพิเศษ มีฟีดแบ็กจากศิลปินเกี่ยวกับเครื่องเสียงอย่างไร...

          เรื่องเสียงผมคิดว่า ผมเชื่อหูผมเอง และผมเชื่อหูทีมงานของผม ระหว่างคุณมานั่งในร้าน 6 ชั่วโมง กับผมและทีมงานอยู่ 60 ชั่วโมงคุณจะวัดกับใคร ลูกน้องผมอยู่ร้านทุกวัน ทุกคืน

หลังจากได้ร่วมงานกับทางบริษัทวันซิสเท็มส์ฯ รู้สึกยังไงบ้าง...

          ผมว่าในชีวิตการทำงาน ไม่เหนื่อยก็ไม่ทำงาน คุณไม่อยากเหนื่อยคุณอย่ามาทำงาน ไม่อยากเครียดอย่ามาทำงาน การทำงานนี่แหละจะช่วยฝึกฝนทั้งสมองและร่างกาย ในการที่เราจะพัฒนาตัวเราไปเรื่อยๆ เช่นกัน ผมเองก็ถูกพัฒนาอะไรต่างๆ มาเรื่อย เป็นเรื่องปกติของการทำ งาน การทะเลาะกันในงานจบแล้วจบกัน ทุกคนก็อยากให้มันออกมาดี ผมไม่ได้มายด์เรื่องทีมงานของพาร์ทเนอร์ ผมแคร์เรื่องเอาต์พุตงานภาพ รวมทั้งหมดมากกว่า...

(อ่านต่อ ตอนจบ)