แกะกล่องลองใช้ : Behringer XR18 (1 - ตอบจบ)

 เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม   This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  

“เอฟเฟ็กต์บน XR18 ทุกตัวจะรันด้วยค่า Latency ที่ต่ำเหมือนกับเอ็นจิ้น X32 ทุกประการ

ดังนั้นจึงมั่นใจทั้งเรื่องความเสถียรและประสิทธิภาพ”

      หลังจาก Behringer ประสบความสำเร็จจากดิจิตอลมิกเซอร์รุ่น X32 ก็ทำให้เกิดปรากฎการณ์ใหม่ เรียกได้ว่าบอร์ดรุ่นนี้ถูกปล่อยมาเพื่อเขย่าตลาด ส่งผลต่อวงการเครื่องเสียงทั้งในและต่างประเทศอย่างมากทีเดียว ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา สังเกตว่าหลายๆ ค่ายต่างหันมาผลิตดิจิ ตอลมิกเซอร์ออกสู่ตลาดกันมากขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันในเรื่องราคาและอัดแน่นไปด้วยฟังก์ชันที่กระชากใจ ทำให้หลายคนกล้าตัดสินใจที่จะเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก ฉะนั้นต้องยอมรับว่า X32 เป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้ภาพรวมของตลาดดิจิตอลมิกเซอร์เปลี่ยนไป เดิมทีตลาดกลุ่มนี้เป็นอะไรที่เข้าถึงยาก เนื่องจากปัจจัยความคุ้มค่าด้านราคาและฟังก์ชันเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้ผู้ใช้ไม่กล้าซื้อ อย่างดิจิตอลมิกเซอร์รุ่นเล็กๆ ในอดีต มักจะเริ่มต้นกันที่หลักแสนกลางๆ ไปหาแสนปลายๆ อย่างไรก็ดี ด้วยยอดขายของX32 จากผู้ใช้ทั่วโลกที่มากกว่า 1 แสนรายนั้น เป็นเครื่องการันตีว่าของเขาแรงจริงๆ

     ล่าสุดบนเทคโนโลยีเดียวกัน Behringer ได้เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลง โดยออกแบบรูปทรงอุปกรณ์ให้เป็นแร็ค แต่สมรรถนะยังเหมือนเดิม น่าจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถขนย้ายและทำงานได้คล่องตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานด้านไลฟ์ซาวด์และงานในสตูดิโอก็ตาม โดยเฉพาะรุ่นXR18 ไฮไลท์คือรองรับการบันทึกเสียงในระบบมัลติแทร็กอีกด้วย สำหรับการพัฒนาจาก X32 สู่ XR18 นั้น ตัว XR18 มีจุดเด่นหลักคือมีขนาด 18 อินพุต 12 บัส เป็นมิกเซอร์ขนาดกระทัดรัดซึ่งคล้ายกับสเตจบ็อกซ์ มันถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์แท็บเล็ตที่รันด้วยระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์และ iPad ไอเดียนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานทั้งในส่วนที่เป็นระบบแอปพลิเคชันไลฟ์ซาวด์และในสตูดิโอได้ พร้อมกับภาคไมค์ปรีที่ออกแบบโดย MIDAS ซึ่งได้รับรางวัลมากมายจนโด่งดังไปทั่ว บวกกับการควบรวมวงจร WiFi โมดูลเพื่อใช้สำหรับควบคุมผ่านระบบไวเลส และพอร์ต USB เพื่อใช้งานในเรื่องด้านการบันทึกเสียง กล่าวคือ XR18 นอกจากจะเป็นมิกเซอร์แล้วยังเป็นออดิโออินเทอร์เฟซอีกด้วย ผู้ใช้สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ของ XR18 ได้อย่างรวดเร็วและมีอิสระมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพารามิเตอร์ต่างๆ ของมิกเซอร์ โดยผ่านระบบ iOS, แอนดรอยด์ และพีซี โดยมีแอปฯ X-AIR Edit ที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีเพื่อนำไปใช้งานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกที่ทุกเวลา หรือจะเป็นการใช้งานในห้องที่เราแทร็กกิ้ง หรือจะเป็นการทำงานด้านเมตริกดีไซน์ ซึ่งวิศวกรได้ออกแบบฟังก์ชันต่างๆ ให้สามารถทำงานได้กว้างมากๆ และนี่คือสิ่งที่กำหนดเกมใหม่อีกครั้งหนึ่ง… 

ตำนาน MIDAS

       ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1970 หากกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของยี่ห้อ MIDAS ต้องจัดว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่มีนวัตกรรมและเป็นผู้ นำของโลกในด้านการออกแบบคอนโซลมิกเซอร์เลยทีเดียว มีศิลปินดังๆ มากมายไว้วางใจติดตั้งอุปกรณ์ของMIDAS ทั้งที่เป็นงานทัวร์คอนเสิร์ตและงาน Installation ของสตูดิโอต่างๆ สำหรับบอร์ดของ MIDAS รุ่นที่ถือเป็นตำนานเลยก็คือ XL4 และ Heritage H3000 ซึ่งในอุตสาหกรรมดน ตรีเป็นที่ทราบกันดีว่า บรรดาเอ็นจิเนียร์ให้การยอมรับจนเป็นมาตรฐาน ชื่อเสียงของ MIDAS เมื่อถูกยอมรับแล้วจึงกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก พวกเขาสร้างบอร์ดขึ้นมาเพื่องานทางด้านเสียงโดยเฉพาะ และที่สำคัญพวกเขาออกแบบเฉพาะวงจรที่มีคุณภาพสูงเท่านั้น อุปกรณ์ที่ผลิตมาจึงให้เสียงที่ดี จนกระทั่งกวาดรางวัลดีเด่นในด้านต่างๆ มาแล้วหลายสถาบัน โดยเฉพาะรางวัลด้านไมค์ปรี ซึ่งสถาบันที่เชี่ยวชาญในระบบเสียงระดับมืออาชีพยังให้การรับรองอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นรุ่น XL8 และรุ่นซีรี่ส์ PRO ซึ่งใช้สำหรับงานไลฟ์ซาวด์ตลอดจนรุ่นheritage นั่นก็ได้รับรางวัลในด้านคุณภาพเสียงยอดเยี่ยมเช่นกัน สำหรับ Behringer เป็นแบรนด์หนึ่งที่ได้ร่วมมือกับ MIDAS โดยให้ทางทีมวิศวกรของ MIDAS ออกแบบวงจรไมค์ปรี เพื่อให้คุณภาพเสียงของบอร์ดที่ผลิตขึ้นโดย Behringer มีคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น เพื่อรองรับงานของผู้ใช้ทั้งไลฟ์ซาวด์และในสตูดิโอ ฉะนั้น Behringer ในวันนี้ไม่อาจถูกมองข้ามไปจริงๆ...

  

WiFi เราท์เตอร์ 3 โหมด

      ความเหนือชั้นของ XR18 คือเน้นความคล่องตัว เพื่อให้เหมาะกับงานระดับกลางลงมา ด้วยการออกแบบอุปกรณ์ขนาดเล็กกว่า จึงทำให้ใช้พื้นที่เพื่อติดตั้งอุปกรณ์น้อยกว่า ไฮไลท์คือ XR18 ได้ใส่โมดูล WiFi เข้าไปที่อุปกรณ์ จึงทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของอุปกรณ์ผ่านรีโมทระยะไกล โดยผู้ใช้ไม่ต้องซื้อหรือเซตอัพเราท์เตอร์ภายนอกให้วุ่นวาย ทำให้ผู้ใช้มีเวลาไปโฟกัสกับการมิกซ์เสียงมากขึ้น ซึ่งจากข้อดีตรงนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถไปยืนมิกซ์บนตำแหน่งใดๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นบนเวที หน้าเวที หรือบริเวณผู้ชมมุมที่ไหนสักแห่ง บวกกับผู้ใช้สามารถปรับแต่งไลฟ์มอนิเตอร์ผ่านอุปกรณ์เสริม ซึ่งศิลปินที่อยู่บนเวทีสามารถจัดการอินเอียร์มอนิเตอร์ด้วยตนเองโดยอิสระ ผ่านแท็บเล็ทของตนได้เลย สำหรับโหมด WiFi ของ XR18 มีดังนี้... (1) แอ็คเซสพ้อยส์ (Access Point) เป็นทางเลือกง่ายๆ ที่ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ลูกข่าย (Client) ได้โดยตรงถึง 4 ตัวพร้อมกัน อาทิ iPad, แอนดรอยด์, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ท, โน้ตบุ๊ค เป็นต้น โมดูลนี้จะเป็นช่องทางหนึ่งเพื่อใช้ควบคุมเป็นรีโมทระยะไกล ซึ่งมันจะรันผ่านสัญญาณไวร์เลสและเชื่อมต่อถึงกันในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที... (2) ลูกข่าย WiFi อุปกรณ์จะอนุญาตให้ผู้ใช้เชื่อมต่อมิก เซอร์ที่เป็นระบบไวร์เลสเข้าด้วยกัน โดยคอนโทรลผ่านแอปฯต่างๆ โดยกำหนดให้ XR18 เป็นเครื่องลูกข่าย... (3) ทางเลือก (Alternative) การเชื่อมต่อสายสามารถทำได้โดยตรงผ่านพีซี หรือผ่านระบบ LAN หรือการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น WiFi เราท์เตอร์ เพื่อขยายระบบให้รองรับอุปกรณ์มากขึ้น อย่างเช่นการใช้ระบบแอปฯ 5GHz เป็นต้น 

การบันทึกเสียงแบบง่ายๆ

     XR18 ออกแบบมาเพื่อให้สามารถบันทึกเสียงได้อย่างรวบรัดฉับไวบน I/O ขนาด 18x18 แชนเนล โดยผ่านพอร์ต USB ซึ่งจะรับ-ส่งข้อมูลสองทาง จุดนี้ทำให้ XR18 มีความโดดเด่นมากกว่าการเป็นแค่ดิจิตอลมิกเซอร์ธรรมดา ทำให้ผู้ใช้หมดความกังวลเรื่องอุปกรณ์บันทึกเสียง ที่บางท่านอาจจะเชื่อมต่อออดิโออินเทอร์เฟซเพิ่มเข้าไปในระบบ แต่สำหรับกรณีของ XR18 สามารถเชื่อมต่อกับ iPad หรือพีซีได้เลย ในขณะเดียวกันผู้ใช้สามารถควบคุมการมิกซ์และเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ได้ตามปกติ อีกทั้งมีค่า Latency ที่ต่ำ พร้อมกันนี้ยังสามารถบันทึกเสียงจากไมโครโฟนได้พร้อมกันถึง 16 ตัว หรือจะเป็นการบันทึกสัญญาณ MIDI จากคีย์บอร์ดซินธิไซเซอร์ หรือคีย์บอร์ดคอนโทรลเลอร์ ด้วยซอฟต์แวร์บันทึกเสียงประเภท DAW อย่าง Cubase, Logic, Pro Tools ก็ได้ จากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสทดลองใช้งานในเรื่องการบันทึกเสียง ต้องยอมรับว่า มีอะไรเด็ดกว่าที่คิดไว้พอสมควร เดี๋ยวจะมาบรรยายสรรพคุณในเรื่องนี้อีกครั้ง...

     

ปฎิวัติระบบด้วย Auto-Mixing

            เมื่อเราออกแบบแอปพลิเคชันที่ต้องใช้งานไมโครโฟนหลายๆ ตัวพร้อมกัน ปัญหาการควบคุมเกนของไมค์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบนเวที หรือในห้องประชุม หรือสถานที่อื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ไมค์หลายๆ ตัวในคราวเดียวนั้น มักจะสร้างปัญหาให้กับเอ็นจิเนียร์ไม่มากก็น้อย และที่สำคัญไม่สามารถที่จะเร่งเกนได้สูงๆ หรือไม่อาจลำดับความสำคัญของไมค์แต่ละตัวได้อย่างคล่องตัวนัก นั่นคือปัญหาใหญ่ของมิกเซอร์ทั่วไป แต่สำหรับมิกเซอร์ในตระกูล X-AIR จะมีฟังก์ชันหนึ่งที่ใช้แชร์เกนร่วมกัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการกับสัญญาณเกนของไมค์แต่ละตัวได้ง่ายขึ้น โดยมันจะทำงานในเชิงออโตเมทซึ่งควบคุมไมค์ได้พร้อมกันมากถึง 16 ตัว โดยฟังก์ชันนี้จะทำงานตามแบบ Dan Dugan Automix ซึ่ง XR18 จะแชร์เกนให้โดยอัตโนมัติ เพื่อควบคุมเลเวลของสัญญาณที่ไมค์แบบเรียลไทม์ โดยไม่ไปแตะเรื่องเกทและผสมน้อยส์เข้ามา ฟังก์ชันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ดิจิตอลมิกเซอร์หลายค่ายชูเป็นจุดขาย ว่ามันสามารถช่วยลดการเกิดปัญหาฟีดแบ็กได้ดี หรือกระทั่งน้อยส์ของสตูดิโอและปัญหาเรื่องโคมบ์ฟิลเตอร์ เมื่อมีการเชื่อมต่อไมค์มากกว่าหนึ่งหรือสองตัวพร้อมกัน ซึ่งการต่อไมค์จำนวนมากๆ มักจะสร้างปัญหาได้โดยที่เราคาดไม่ถึง สิทธิบัตร X-AIR Gain Sharing ถือเป็นเทคโนโลยีที่เตรียมไว้รองรับปัญหาของระบบในด้าน Gain Structure คือเมื่อมีการปล่อยสัญญาณออกที่ลำโพงหลายๆ ตัว ขณะที่เสียงพูดนั้นวนกลับมาเข้าไมค์อีกครั้งก็จะเกิดปัญหาดังกล่าวได้...

เอฟเฟ็กต์ X32 ออนบอร์ด 4 สเตอริโอ

            อุปกรณ์มีเอฟเฟ็กต์โดยใช้เอ็นจิ้นแบบเดียวกับ X32 ซึ่งประกอบด้วยเอฟเฟ็กต์ในตำนาน โดยถอดมาจากบอร์ดรุ่นพี่คือ X32 ซึ่งเป็นดิจิ ตอลคอนโซลตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เอฟเฟ็กต์ตัวออนบอร์ดจะจำลองการทำงานเสมือนระบบแร็ค โดยมี 4 เอฟเฟ็กต์สเตอริโอหรือ 8 โมโน พร้อมกับมัลติเอฟเฟ็กต์ ไม่ว่าจะเป็น ดีเลย์ คอรัส กลุ่มไดนามิก บวกกับ XR18 สามารถรันโปรดักชันคุณภาพสูง อย่างเอฟเฟ็กต์รีเวิร์บแบบ สเตอริโอแท้ๆ พร้อมกับ EQ-31 แบนด์ ซึ่งจะให้มาทุกๆ  Main Out และ Aux Buses โดยผู้ใช้ไม่ต้องติดตั้งเอฟเฟ็กต์ภายนอกใดๆ เพิ่มเติม ผู้ใช้สามารถเลือกทุกๆ เอฟเฟ็กต์เพื่อจำลองการเชื่อมต่อไปที่แชนเนลใดๆ ก็ได้ ซึ่งเอฟเฟ็กต์เหล่านี้มักจะเป็นเอฟเฟ็กต์รุ่นดังๆ ในตำนาน ไม่ว่าจะเป็น Lexicon 480L และ PCM70 ตลอดจน EMT250 และ Quantec QRS reverbs สำหรับการประมวลผลเอฟเฟ็กต์ออนบอร์ดนั้น จะไม่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังคอมพิวเตอร์ เหมือนกับเอฟเฟ็กต์ที่เป็นปลั๊กอินของซอฟต์แวร์ DAW เนื่องจาก XR18 มีภาคประมวลผลเอฟเฟ็กต์ออนบอร์ดชุดนี้โดยตรง สำหรับการใช้งานเอฟเฟ็กต์แบบเดิม ผู้ใช้ต้องซื้ออุปกรณ์แร็คมาเพิ่ม ซึ่งมีปัญหาทั้งเรื่องการขนย้าย/ติดตั้ง ค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ใช้ที่ต้อง การความสะดวก สามารถเลือกใช้เอฟเฟ็กต์ออนบอร์ดเหล่านี้ได้เหมือนกับอุปกรณ์ของจริง โดยเอฟเฟ็กต์ทุกตัวจะรันด้วยค่า Latency ที่ต่ำ เหมือนกับเอ็นจิ้นX32 ทุกประการ ดังนั้นจึงมั่นใจทั้งเรื่องความเสถียรและประสิทธิภาพ พร้อมกับการเราท์ติ้งสัญญาณที่ไม่ต้องเจอกับปัญหาเรื่องสายเคเบิลอีกต่อไป...

เอฟเฟ็กต์ไฮเอ็นด์

              หากใครเคยใช้เอฟเฟ็กต์ของ Teletronix รุ่น LA-2A จะทราบว่ามันให้เสียงที่ดีในแบบฉบับหลอด ให้เสียงที่อุ่นหนา และคมชัด พร้อมกับการคอมเพรสเสียงได้ดี มันถูกใช้เพื่อสร้างงานศิลปินมานานหลายทศวรรษ จุดเด่นคือจะให้ความสมูธของเสียง และเรื่องความดังอย่างสม่ำ เสมอ บนตัว XR18 จะใช้ชื่อว่า Leisure Compressor ซึ่งจะให้เสียงที่เป็นธรรมชาติและมีผลต่อเนื้อเสียงดนตรีในด้านลบน้อยมาก ทางผู้พัฒนาได้แรงบันดาลใจจาก Teletronix LA-2A โดยตรง…

              ถัดไปเป็นเอฟเฟ็กต์อีกตัวเมื่อ Urei เปิดตัว 1176LN Limiting Amplifier ในยุค 60 มันก็สร้างงานลือลั่นต่อวงการ ตัวอุปกรณ์ต้นแบบถูกผลิตด้วย Field Effect Transistors หรือที่เรียกว่า FET ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ในขณะนั้น และ 1176 ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่นำเอาระบบการประมวลผลเสียงด้วยเทคโนโลยีใหม่มาผลิตอุปกรณ์ในเชิงพาณิชย์เป็นตัวแรกๆ และบนตัว XR18 ใช้ชื่อว่า Ultimo Compressor ซึ่งอ้างอิงกับรุ่น E โดยมีการ capture เอาฮาร์โมนิกอุปกรณ์รุ่นดังกล่าวมาไว้อย่างครบถ้วน เพื่อที่จะเลียนแบบคาเร็กเตอร์เสียงของมัน ซึ่งตัววงจรต้นแบบจะทำงานสเตจเอาต์พุตเป็นคลาส A โดยใช้ FET ซึ่งจะให้ค่า Attack ที่เร็วมากๆ สำหรับ Ultimo Compressor ได้แรงบันดาลใจจาก Urei 1176LN เต็มๆ…

             Fairchild 670 เป็น tube compressor ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์วินเทจอีกตัวที่อยู่ในเกรดระดับไฮเอ็นด์ ห้องบันทึกเสียงชั้นนำเลือกใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และจัดเป็นคอมเพรสเซอร์ตัวหนึ่งที่โด่งดัง และต้องจารึกเป็นเกียรติประวัติให้กับอุปกรณ์ประเภทคอมเพรสเซอร์อีกด้วย ดูหน้าตาแล้วไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ใช้งานง่ายแต่มันให้เสียงที่หนาและมีความแม่นยำของ Threshold ที่ดี เรียกว่าสัญญาณอินพุตเข้ามามันพร้อมตอบ สนองได้อย่างรวดเร็ว ในรูปของปลั๊กอิน Behringer ได้ตั้งชื่อปลั๊กอินว่า Fair Compressor ซึ่งแน่นอนได้แรงบันดาลใจมากจาก Fairchild 670 สามารถทำงานได้ทั้งโหมดสเตอริโอและโมโน…

             Combinator เป็นปลั๊กอินเอฟเฟ็กต์อีกตัวที่ประกอบด้วยคอมเพรสเซอร์ 5 แบนด์ ซึ่งโดยทั่วไปจะเห็น 4 แบนด์ แต่ตัวนี้ให้มาเลย 5 แบนด์ ซึ่งส่วนใหญ่มักนิยมใช้ในงานบรอดคาสต์และการทำมาสเตอริ่ง และมีระบบการประมวลผลที่ซับซ้อน ตัว Combinator จะทำงานโดยมีพารามิเตอร์ที่สามารถสั่งให้ตัวปลั๊กอินทำงานโดยอัตโนมัติ การ Makeup-gain สำหรับแต่ละแบนด์ความถี่ ซึ่งมันจะปรับโดยฟังก์ชันที่ชื่อว่า Spectral Balance Control (SBC) ฟังก์ชันนี้มีจุดแข็งคือมันจะช่วยบาลานซ์เสียงได้อย่างดี…

     Leisure-Compressor       Ultimate-Compressor     Fair-Compressor
    Multiband-Combinator

     XTEC EQ1

    XTEC EQ5

          XTEC EQ1 เป็นอุปกรณ์ที่อิมูเลทการทำงานเพื่อเลียนแบบของจริง ซึ่งเหมาะกับงานเรคอร์ดมากๆ โดยหน้าตาจะคล้ายกับ Pultec EQP-1a ซึ่งทางผู้พัฒนาได้พยายามวิเคราะห์พฤติกรรมทางกายภาพของอุปกรณ์ให้อยู่ในรูปซอฟต์แวร์ แม้กระทั่งหน้าตาก็ยังเลียนแบบได้เหมือนมากๆ โดยเอาต์พุตสเตจของอุปกรณ์รุ่นนี้จะมีทั้งแบบหม้อแปลงและ Tube ซึ่งเป็นอะไรที่น่าลองมาก

          XTEC EQ5 เป็นอุปกรณ์ที่ดูเรียบง่ายอีกตัวหนึ่งที่ดูหน้าตาปุ๊บรู้เลยว่าเป็น Pultec แต่ด้วยความทันสมัยของดิจิตอล แม้อุปกรณ์ต้นแบบผู้คนจะเริ่มนิยมน้อยลง เนื่องจากราคาเป็นตัวแปรสำคัญ ทางผู้พัฒนาได้ capture เอาคาเร็กเตอร์ของมันมา คุณภาพเสียงจัดว่าอยู่ในระดับที่ดี ปลั๊กอินเอฟเฟ็กต์รุ่นนี้จะหนักไปทางพาราเมตทริก EQ โดยจะคงความสมูทและจำลองการทำงานองค์ประกอบต่างๆ ไว้ครบถ้วน แรงบันดาลใจของ XTEC EQ5 ได้จาก Pultec MEQ5

          Sub Octaver เป็นปลั๊กอินที่ออกแบบขึ้นใหม่ โดยมี 2 แชนเนล ที่ทำงานในลักษณะเป็นตัว sub-harmonics ของสัญญาณ โดยผู้ใช้สามารถปรับสัญญาณอินพุตที่เข้ามาให้ต่ำกว่าหนึ่งหรือสองออคเตปได้ ถามว่านำมาใช้กับอะไร คำตอบคือ วัตถุประสงค์นำมาใช้กับผู้เล่นเบส ตัวเอฟเฟ็กต์สามารถปรับย่านความถี่ Hi, Mid และ Low ได้ โดยการแทร็กกิ้งก็สามารถปรับได้กว้างพอสมควร นี่ก็ถือเป็นทีเด็ดอย่างหนึ่งของปลั๊กอินเอฟเฟ็กต์ค่าย Behringer เลยล่ะ…

          EDISON EX1 เป็นการจำลองการทำงานอุปกรณ์จริงอีกตัว ที่ให้ความเป็นอะนาลอก โดยมีหน้าที่ทำให้เกิดมิติทางด้านสัญญาณมากขึ้น ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบสัญญาณอินพุตและเอาต์พุตได้ ทั้งแบบโมโนและสเตอริโอ ซึ่งมันจะประมวลผลพร้อมกับเช็คเฟสสัญญาณไปในตัว ซึ่งสังเกตได้จาก Phase Correlation Meter ซึ่งจะมี Mono, 90 และ 180 องศา สำหรับ EDISON EX1 ได้แรงบันดาลใจจาก BEHRINGER

          SOUND MAXER เป็นอีกหนึ่งเอฟเฟ็กต์ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้สัญญาณเสียงดีขึ้นกว่าเดิม ในแง่ที่ว่า ช่วยให้เสียงกระจ่างชัดมากขึ้น โดยปรับเฟสและแอมปลิจูดของสัญญาณให้มีความเป็นธรรมชาติขึ้น ซึ่งบ่อยครั้งเราใช้เอฟเฟ็กต์และ EQ อาจทำให้เสียงไม่เป็นธรรมชาติ เทคนิคเชียนบางคนถึงกับต่อต้านการ EQ เพราะมันมีผลต่อเสียงทั้งระบบ แรงบันดาลใจในการพัฒนาได้จาก Sonic Maximizer 482i

          DIMENSIONAL CHORUS กับอีกหนึ่งเอฟเฟ็กต์ที่พยายามจำลองอุปกรณ์ให้สมจริง โดยพยายามอิงกับอุปกรณ์คอรัสที่เป็นอะนาลอกมากที่สุด โดยมีการจำลองคอรัสได้ 4 โหมด ซึ่งมีปุ่ม 4 ปุ่ม ซึ่งจะใช้แอคติเวทการทำงานของคอรัสแต่ละแบบ ตรงนี้เป็นที่มาของคำว่า Space และ Dimension ซึ่งผู้พัฒนาก็พยายามทำให้ใกล้เคียงต้นแบบมากที่สุด โดยได้แรงบันดาลใจจาก Roland Dimension D Chorus

    Sub-Octaver       Edison-EX1     Sonic-Maximizer
     Dimensional-Chorus     Modulation-Delay      Enhancers & Exciters

           MODULATION DELAY เป็นปลั๊กอินที่ควบรวมเอาจุดแข็งของโมดูลเลชันไว้หลักๆ 3 แบบ หนึ่งคือใช้งานง่าย สองเป็นสเตอริโอดีเลย์แท้ๆ และมีคอรัสให้อีกด้วย ด้านบนสามารถปิดการทำงานของแต่ละช้อยส์ได้ โดยมีรีเวิร์บเฉพาะ และยังรองรับพรีเซตแบบ Ambience, Club และ Hall อีกด้วย... อีกตัวต่อมา ENHANCERS เป็นเอฟเฟ็กต์ที่ใช้ปรับย่านความถี่ Bass, Midrange และ Hi เอาต์พุต ที่ถูกเลือกย่านความถี่นั้นๆ โดยให้ผู้ใช้เจนเนอเรทค่าสูงสุดที่ต้องการให้ซาวด์ย่านนั้นออกมาพั้นซ์ที่สุด และได้ความชัดเจนและมีรายละเอียดมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปปรับแต่งเรื่องความดังแต่อย่างใด สำหรับเอฟเฟ็กต์ตัวนี้ได้แรงบันดาลใจจาก SPL Vitalizer... ถัดไปเอฟเฟ็กต์อีกตัว EXCITERS ช่วยเพิ่มค่า presence และค่าความชัดเจนของการได้ยินเสียง (intelligibility) ในระบบไลฟ์ซาวด์ และที่ขาดไม่ได้คือช่วยเพิ่มความชัดเจน เสียงอากาศ และฮาร์โมนิก โอเวอร์โทน เหมาะกับงานสตูดิโอ เอฟเฟ็กต์ตัวนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Aphex Aural Exciter...

           STEREO TruEQ เป็นเอฟเฟ็กต์ที่แตกต่างจากกราฟิก EQ ทั่วไป โดยปลั๊กอินตัวนี้จะมี Frequency Respond ตั้งตามเฟดเดอร์จาก 20Hz ถึง 20kHz พร้อมก้านมาสเตอร์ ก็ยังคิดอยู่ว่ามันต่างกันยังไง ทางผู้พัฒนาเขาระบุว่ามันสามารถเซตฟิลเตอร์ได้ หรือ EQ ให้เสียงมันออกมาตามที่ต้องการในแง่ room EQ ซึ่งพัฒนาโดยอิงกับ BEHRINGER รุ่น UltraCurve DEQ2496 โดย XR18 สามารถที่จะอัพเข้าไปในแชนเนลต่างๆ เป็นโมโนกราฟิก EQ ถึง 16 ช่อง โดยแต่ละช่องจะเชื่อมได้ 6 Aux Buses และ Main LR บวกกับ 8 GEQ เอฟเฟ็กต์โมโน หรือคิดเป็น 4 สเตอริโอ ซึ่งสามารถ Insert เข้าไปในแต่ละแชนเนลได้เลย...

           VINTAGE ROOM เป็นเอฟเฟ็กต์ระดับหัวกะทิ ในด้านรีเวิร์บทีเดียว และยังคงเอกลักษณ์ความเป็นวินเทจไว้ครบ จุดเด่นของมันคือสร้างอากาศและซาวด์รูมในเรื่องเรโซแนนท์ได้ดี โดยช่วงยุค 80 ถือว่าโด่งดังมาก ซึ่งมันสามารถจำลองห้องแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดคาเร็กเตอร์ของรีเวิร์บที่จำเป็นต้องใช้งาน ผ่านอัลกอริทึ่มของวงจรรีเวิร์บ โดยมีการคอนโวลูชันแล้วประมวลผล ไอเดียของรีเวิร์บก็คือใช้เพื่อมิกซ์หรือใช้กับซับกรู๊ป โดยเพิ่มขนาดของห้องให้กับเนื้อเสียงเดิมให้มีความซับซ้อนมากขึ้น จนได้สัญญาณที่มีคุณภาพสูง อย่างเพลงคลาสสิคและงานบรอดคาสต์ที่จำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่สมจริงซาวด์จึงจะน่าฟัง แรงบันดาลใจมาจาก Quantec QRS

           PLATE REVERB เป็นการจำลองคาเร็กเตอร์ของเพลทรีเวิร์บ ซึ่งควบคุมทั้งเรื่อง pad, modulation และค่า speed รวมถึงครอสโอเวอร์ ตัวเอฟเฟ็กต์จัดว่าคลาสสิคมากๆ ซึ่งแทร็กที่ใส่เอฟเฟ็กต์เข้าไปจะได้ยินเสียงราวกับว่าบันทึกเสียงในยุค 1950 ยังไงยังงั้นเลย สำหรับเอฟเฟ็กต์ตัวนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Lexicon PCM70

           3-TAP DELAY ในตัว X32 จะใช้เป็นตัวบันทึกสัญญาณอินพุต ก่อนที่ปล่อยสัญญาณออกมาหลังผ่านเอฟเฟ็กต์ ซึ่งทำได้ทั้งแบบสเตอริโอและทริปเปิลดีเลย์ โดยมันจะลิงค์กับ tap-timing และเป็นตัวเลือกหนึ่งในการทำแอ็คโค่แพตเทิร์น เราใช้ 3-TAP DELAY กับเสียงร้องและเครื่องดนตรี หรือจะใช้เพิ่มมิติของเสียงได้ทุกๆ การแสดง

           HALL REVERB เป็นเอฟเฟ็กต์ที่ทำมาเพื่องานที่ต้องการรีเวิร์บโดยเฉพาะ สามารถปรับค่ารีเวิร์บได้ตั้งแต่ห้องขนาดเล็กไปจนถึงห้องขนาดใหญ่ หรือจะมิกซ์ให้เข้ากับสัญญาณดั้งเดิมก็ได้ โดย Hall Reverb ตัวนี้สามารถให้เสียงที่อุ่น และมีความเป็นธรรมชาติมาก สำหรับแรงบันดาลใจได้จาก Lexicon 480L อุปกรณ์ตัวนี้ถือว่าเป็นมาตรฐานของสตูดิโอหลายๆ แห่ง มันทำงานในเชิงดิจิตอลรีเวิร์บบวกกับเพิ่ม Hall reverb เข้าไป โดยมีโปรแกรมรีเวิร์บถึง 4 ชุด อาทิ  Ambience, Rich Plate, Room และ Rich Chamber และปลั๊กอินตัวนี้ได้ capture เอาคาแร็กเตอร์ที่สมจริง ด้วยเทคโนโลยี True Physical Modeling ซึ่งเป็นอัลกอริธึมแบบหนึ่งที่ช่วยให้การทำงานของ AD/DA มีความสมจริง โดยจำลองลักษณะการทำงานวงจรอะนาลอกขึ้นมาบนวงจรดิจิตอลที่มีรายละเอียดอย่างมาก

    Stereo-TruEQ        Vintage-Room       Plate-Reverb
     3Tap-Delay      Flanger-Delay     Wave-Designer

           FLANGER & DELAY เป็นอีกหนึ่งเอฟเฟ็กต์ที่ทำงานในเชิงไดนามิก ซึ่งจัดเป็นคลาสสิคดีเลย์อีกตัวหนึ่ง ที่สามารถปรับแต่งได้หลาก หลายไอเดีย โดยจับเอฟเฟ็กต์แฟลงเจอร์กับดีเลย์มาไว้ในชุดเดียวกัน ซึ่งเวลาใช้งานก็สะดวกที่จะใส่ลงในสล็อตเดียว ตัวนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Lexicon PCM70...

           WAVE DESIGNER ตัวนี้เป็นเอฟเฟ็กต์ที่ใช้สำหรับกลองโดยตรง ในเรื่องของการปรับแต่งไดนามิก ซึ่งมีพารามิเตอร์ให้ปรับสามตัวคือค่า Attack, Release และ Gain หลักๆ มันจะใส่เอฟเฟ็กต์ transients เข้าไปในสัญญาณหลัก ปกติจะใช้กับกลองสแนร์ เพื่อให้เกิดเสียง แคร็ก ของแส่มากขึ้น หรือมิกซ์เข้ากับโวลุ่มสัญญาณแทร็กที่มีการเล่นแบบ Slap bass ก็ได้ ตัวเอฟเฟ็กต์ได้แรงบันดาลใจจาก SPL Transient Designer...

           Stereo Precision Limiter ไอเดียของเขาคือใช้ควบคุมระดับความดังของโวลุ่มไม่ให้เกินโค้วตาที่กำหนด กล่าวคือเพื่อไม่ให้มันเกิดเสียงแตกของสัญญาณ การใช้งานเอฟเฟ็กต์ตัวนี้จะใช้บูสต์สัญญาณหรือลดเลเวลสัญญาณที่มันแรงๆ มากๆ ลงมาเพื่อไม่ให้มันคลิป เอฟเฟ็กต์ตัวนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Sony Oxford Dynamics

           DE-ESSER เอฟเฟ็กต์อีกหนึ่งตัวที่นิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะงานที่ต้องการแก้ไขเสียงร้องที่ผ่านไมค์เข้ามา โดยจะพยายามรักษาให้เสียงร้องนั้นออกมาให้มีน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติที่สุด การใช้งานจะมีผลทำให้ย่านความถี่ที่สูงกว่าย่านความถี่กลางไปจนกระทั่งย่านความถี่สูง ซึ่งมักจะเป็นย่านของเสียงร้อง ตลอดจนโอเวอร์เฮดและพวกเครื่องสาย รวมถึงเครื่องดนตรีอื่นๆ สำหรับแรงบันดาลใจของเอฟเฟ็กต์ตัวนี้ได้มาจาก SPL 1219…

           VINTAGE REVERB เป็นเอฟเฟ็กต์ตัวหนึ่งที่พัฒนามาจากเอฟเฟ็กต์ EMT250 รุ่นในตำนาน จุดเด่นคือให้รีเวิร์บที่ไบท์ โดยที่เสียงต้นแบบไม่ดร็อป ซึ่งเหมาะกับงานบันทึกการเล่นสด ซึ่งตัว VINTAGE REVERB จะใช้กับเสียงร้องกับกลองสแนร์ โดยเสียงจะมีความคมชัดขึ้นแม้ว่าจะใส่รีเวิร์บไปก็ตาม เอฟเฟ็กต์ตัวนี้ได้แรงบันดาลใจจาก EMT250 Plate Reverb…

           CHORUS & CHAMBER เป็นเอฟเฟ็กต์ตัวสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ เนื่องจากมีทั้งคอรัสและแชมเบอร์ในตัวเดียว จึงใส่ลงในสล็อต FX ได้เลย โดยเป็นการรวมเอฟเฟ็กต์สองตัวไว้แร็คเดียว มันก็จะช่วยเบิ้ลความหนาของซาวด์มากขึ้น โดยคาเร็กเตอร์นั้นให้เนื้อเสียงระดับเกรดสตูดิโอ ให้คอรัสที่หวานและเพิ่มความเป็นแชมเบอร์ของรีเวิร์บเข้าไปอีกด้วย สำหรับเอฟเฟ็กต์รุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Lexicon PCM70…

     Precision-Limiter      DeEsser Dual-Band        Vintage Reverb      Hall-Reverb

100-Band RTA

          อีกหนึ่งฟรีเจอร์ที่มาพร้อมกับ XR18 ซึ่งเป็น RTA คุณภาพสูง ซึ่งตัวนี้มีถึง 100 แบนด์ เป็น Real Time Analyzer ที่ใส่เข้าไปได้ทุกๆ แชนเนล พร้อมกับมุมมองที่แสดงให้เห็นทั้งบาร์และสเปกโทกราฟ โดยแสดงผลด้วยความละเอียดสูง ซึ่งทำให้เห็นพลังงานของเสียงมากถึง 100 ความถี่ การ capture สามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาที นอกจากนั้นยังสามารถสลับหน้าจอแสดงผลระหว่างจอธรรมดาและจอขนาดใหญ่ได้ โดยที่ไม่ได้ลดคุณภาพของการแสดงผลแต่อย่างใด หรือจะควบรวม RTA เข้าด้วยกันเพื่อแสดงผลด้านบนของแต่ละแชนเนลและบัส EQ ซึ่งจะเห็น Curves ของ EQ ได้ชัดเจน และเห็นผลของการฟิลเตอร์เป็นรูปกราฟชัดเจน บวกกับ RTA สามารถที่จะแสดงครอบคลุมได้ถึง 31 แบนด์ความถี่ตามมาตรฐานของกราฟฟิก EQ ใน Main LR หรือ Aux Buses ในส่วนของมอนิเตอร์และตัวควบคุมความถี่ ซึ่งแต่เดิมมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่จะจัดการในลักษณะดังกล่าวได้…

จัดการมอนิเตอร์ส่วนตัวได้ 16 แชนเนล

          ทางเลือกหนึ่งที่ง่ายมากในการส่งสัญญาณเสียง ผ่านช่องทางการเชื่อมต่อด้วยพอร์ต ULTRANET ซึ่งสามารถส่งซอร์สในรูปของดิจิตอลได้พร้อมกัน 16 ช่อง ผ่านสายสัญญาณ CAT5 โดยใช้อุปกรณ์ P16-D Digital ULTRANET เป็นตัวจ่าย หรือจะต่อตรงผ่าน P16-M Personal Monitor Mixers ของ Behringer ก็ได้ ตรงนี้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่ทำให้นักดนตรีแต่ละคนสามารถปรับแต่งมอนิเตอร์ได้อย่างง่ายๆ ด้วยตนเอง เพื่อให้โชว์ของตนออกมาอย่างเต็มที่ เนื่องจาก ULTRANET ได้ออกแบบมาเพื่อทำให้การเชื่อมต่อสำหรับจัดการกับมอนิเตอร์โดยตรง ซึ่งสามารถส่งไปยังมิกซ์ของท่าน หรือกระทั่งส่งไปยังลำโพงรุ่นใหม่ของ TURBOSOUND iQ ซีรี่ส์ได้เช่นกัน โดยสัญญาณดิจิตอลทั้ง 16 แชนแนลจะถูกแท็บส่งไปบัสดิจิตอลโดยตรง ถามว่ามันช่วยแก้ปัญหาได้ดีแค่ไหน หากท่านเป็นเอ็นจิเนียร์ แล้วนักดนตรีแต่ละคนบนเวทีชอบขอนั่นขอนี่ เบสเบาไป กีตาร์ดังไป เสียงร้องไม่มี คีย์บอร์ดก็ไม่มา บางครั้งนักดนตรีก็เกรงใจเอ็นจิเนียร์ไม่กล้าขอนั่นนี่ เอ็นจิเนียร์ก็นึกว่านักดนตรีพอใจกับมอนิเตอร์ที่จัดไปให้ แต่ที่ไหนได้ต้องเล่นแบบมโนเอาไปจนจบโชว์คอนเสิร์ต หรือบางทีจัดเสียงกีตาร์เข้าไปแรงๆ จนมือกีตาร์แหยงๆ ก็มี แต่ก็ไม่กล้าปริปาก ดังนั้นการที่มีเครื่องมือในการช่วยให้นักดนตรีแต่ละคนสามารถจัดการมอนิเตอร์ได้เอง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ดังนั้น การจัดการมอนิเตอร์ผ่าน ULTRANET จึงเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมจริงๆ...

 

การประมวลผลที่จริงจัง

           XR18 จะทำการประมวลผลในทุกๆ แชนเนลแบบจริงจังและคงเส้นคงวา โดยการันตีจากรางวัลที่ X32 ได้คว้ามา ถามว่าแล้วเกี่ยวอะไรกับ XR18 ก็เพราะว่าเอ็นจิ้้นส่วนใหญ่ของ XR18 นั้นถูกออกแบบโดยใช้สถาปัตยกรรมแบบเดียวกันกับ X32 นั่นเอง โดยทุกๆ แชนเนลจะใส่ EQ ได้หมด พร้อมกับมี RTA 100 แบนด์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้วิเคราะห์ทุกๆ สัญญาณอินพุตที่จ่ายเข้ามาร่วมถึงบัสอีกด้วย การควบคุมฟีดแบ็กจึงเป็นเรื่องง่ายดาย เพราะเราสามารถคอนโทรลผ่านแอปฯ โดยที่เราจะมองเห็นทุกอย่างของภาพรวมในทุกๆ แชนเนลอย่างรวดเร็ว เวลาใช้งานจึงทำให้ผู้ใช้เข้าถึงส่วนนี้ได้เร็ว ไม่ว่าท่านต้องการบูสต์หรือคัตก็ตาม ซึ่งท่านจะต้องทึ่งกับรูปแบบการใช้งาน EQ อย่างไม่เคยมีมาก่อน...

           โดยทั่วไปทุกๆ แชนเนลอินพุตจะมีฟรีเจอร์รองรับ Low-cut โดยมีพาราเมตริก EQ ขนาด 4 แบนด์ เช่นเดียวกับเกทและคอมเพรสเซอร์ซึ่งเป็นกลุ่มไดนามิกเอฟเฟ็กต์ที่สามารถพบได้ในรุ่น X32 ซึ่งมีทางเลือกเพียงอย่างเดียว เราสามารถเลือกใช้ฟังก์ชันนี้ในแบบธรรมดาหรือแบบ Expert ก็ได้ ในการเลือกโหมด Expert ผู้ใช้สามารถเข้าไปเจาะส่วนล่างภายใต้การใช้มือของท่านเองที่ต้องการจัดการไดนามิกของเสียง หรือถ้าต้องการใช้งานโหมด Plug-and-Play ซึ่งเป็นโหมด Simple ที่ช่วยให้ท่านเลือกหนึ่งอย่างจากทั้งหมดที่มี 4 พรีเซตที่แสดงเป็นรายการให้เห็น หรือโหลดแชนเนลเป็นลักษณะเท็มเพลทก็ได้ บวกกับการประมวลผลเชิงสัญญาณระดับ 40bit แบบ floating-point ซึ่งจากสเกลนี้ในทางหลักการแล้วสามารถจัดการไดนามิกเรนจ์ได้ไม่จำกัดจริงๆ เนื่องจากไม่มีการโอเวอร์โหลดของสัญญาณหรืออีกทั้งยังมีค่า Latency ที่ต่ำอีกด้วย จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม การทดสอบของผู้เขียนตัว XR18 จึงทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม...

           ถัดไปในส่วนของภาค Main L/R บัส สำหรับ FOH และ 6 Aux buses ก็เตรียมไว้รองรับการทำงานที่ซีเรียสกับการเซตอัพมอนิเตอร์ หรือจะสร้างอะไรบางอย่างเฉพาะเพื่อที่จะมิกซ์ผ่าน USB โดยการบันทึกเสียงในรูปของสเตอริโอก็ได้ โดยทั้งหมดสามารถ inserts สัญญาณเข้ามา ทั้งไดนามิก และพาราเมตริก EQ ขนาด 6 แบนด์ หรือจะเป็นกราฟิก EQ ขนาด 31 แบนด์ และถ้าทั้งหมดนี้อยู่ในออปชันของ EQ ก็จงยิ้มได้อย่างมั่นใจว่า ท่านจะชอบมันแน่ๆ และอยากบอกว่า 100 แบนด์ RTA ก็สามารถดึงมาใช้งานได้เช่นเดียวกัน...

(โปรดติดตามอ่านในตอนต่อไป... ครับ)