แกะกล่องลองใช้ : Behringer XR18 (1 - ตอบจบ)

 ............ ตอนจบ ............

 “ ค่า Buffer Size อยู่ในระดับ 256-512 Samples 

ปรากกฎว่าทุกอย่างก็วิ่งได้สบายไม่มีปัญหา จนกระทั่งลองจัดหนักคืออัพไปจบที่ 48 แทร็ก ” 

 (เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว..) 

 

MIDI In/Out

 

         XR18 มีพอร์ต MIDI ไว้รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์คอนโทรลเลอร์ต่างๆ อาทิ X-TOUCH และ B-CONTROL ซึ่งการคอนโทรลสามารถจัดการในทุกๆ แชนเนลของ XR18 ได้ ทั้งในส่วนของ Level, การ mute สัญญาณ, รวมถึงพารามิเตอร์อื่นๆ ที่จำเป็นในขณะเล่นสด พร้อมกับรองรับการอัพเดตเฟิร์มแวร์รุ่นใหม่ๆ ที่กำลังจะเปิดให้บริการในอนาคต เพื่อให้สามารถรันผ่านโพรโตคอลของอุปกรณ์ที่มี mapping ของโพรโตคอล Mackie Control ซึ่งช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นและกว้างขึ้น จึงเสมือนเป็นรีโมทควบคุมอีกช่องทางหนึ่งผ่านอุปกรณ์ MIDI ทั้งหลาย  

รองรับแอปฯเฉพาะทุกแพลตฟอร์ม 

         ในยุคนี้คงปฎิเสธไม่ได้ว่าเป็นยุคแอปฯต่างๆ กำลังมาแรง มีอุปกรณ์มากมายที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ด้านเสียง ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต iPad, iPhone ระบบแอนดรอยด์ รวมไปถึงระบบปฎิบัติการลินุกซ์อีกด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมาตัวแอปฯของ XR18 รองรับอุปกรณ์ดังกล่าวครบถ้วนหมด เมื่อผู้ใช้ดาวน์โหลดจากเว็บไปลงที่ OS ของอุปกรณ์ใดๆ ผู้ใช้สามารถที่จะใช้งานผ่านอุปกรณ์นั้นๆ ได้ทันที ที่เหลือก็เป็นฝีมือล้วนๆ

X AIR Edit

          ถ้าผู้ใช้ต้องการแอปฯ สำหรับรันบนคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้เป็นรีโมทควบคุม XR18 ทาง Behringer มีบริการแอปฯที่ชื่อว่า X AIR Edit ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลดฟรี และยังสามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์รุ่นอื่นที่อยู่ในซีรี่ส์ X AIR อีกด้วย วิธีการใช้งานก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เริ่มจากดาวน์โหลด X AIR Edit มาติดตั้งที่คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นพีซี แมคฯ หรือลินุกซ์ก็ตาม จากนั้นผู้ใช้เพียงมีสาย LAN ก็เชื่อมต่อกับตัวมิกเซอร์ XR18 ได้เลย โดยใช้สายเคเบิลมาตรฐาน CAT5 โดยรองรับความยาวของสายได้ถึง 100 เมตร หรือจะใช้อีกหนึ่งทางเลือกคือเชื่อมต่อผ่านระบบ WiFi ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เราท์เตอร์เพื่อกระจายสัญญาณเน็ตเวิร์กให้ยุ่งยาก เมื่อผู้ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์กับคอมพิวเตอร์แล้ว หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เหมือนเป็นจอโทรศัพท์ที่ใช้ควบคุมตัวเครื่องกลายๆ โดยควบคุมได้ทุกฟังก์ชัน ขอย้ำทุกฟังก์ชัน ยกเว้นแค่การเชื่อมต่อสัญญาณต่างๆ หรือเปิด/ปิดสวิตช์อุปกรณ์เท่านั้น ที่ยังจำเป็นต้องใช้มือเราจัดการ

 

RTA100 Band                                                    แชนเนลโพรเซสซิ่ง 

           ถามว่า X AIR EDIT ทำอะไรได้บ้าง ผู้ใช้สามารถปรับสเกลของจอให้เล็กหรือใหญ่ตามขนาดหน้าจอของคอมพิวเตอร์ได้ เช่น ถ้าหน้าจอ 23 นิ้วก็ปรับให้ใหญ่ตาม Size ของจอคอมพิวเตอร์ได้เลย ซึ่งพารามิเตอร์ต่างๆ ของ XR18 ก็จะไปปรากฎอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ ตัวแร็ค XR18 ก็จะทำงานเป็นเหมือนช่อง I/O ธรรมดาราวกับว่าเป็นสเตจบ็อกซ์แค่นั้น ดังนั้นหัวใจหลักของการใช้งานจึงอยู่ที่แอปตัวนี้นั่นเอง ถ้าผู้ใช้เล่นแอปฯตัวนี้เป็นทุกอย่างก็จบข่าวเลย ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมเสียงของแต่ละแชนเนล การจัดการเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ตลอดจนการแก้ไขเราท์ติ้งของสัญญาณอินพุต/เอาต์พุต สามารถจัดการได้เลย ตลอดจนถ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์รองรับฟังก์ชันทัชสกรีน อย่างเช่นพวกแท็บเล็ตค่ายไมโคร ซอฟต์ ผู้ใช้สามารถจิ้มได้เหมือนมือถือระบบแอนดรอยด์ และ iOS ยังไงยังงั้นเลย คำสั่งในจอภาพจะมีผลต่อ XR18 ในเชิงกายภาพทุกประการ ดังนั้นมิกเซอร์หนึ่งตัว ใช้คอมพิวเตอร์เป็นรีโมทคุมทุกอย่าง จะมองว่าเป็นการจำลองมิกซ์เซอร์กลายๆ ก็ได้ ซึ่งสามารถนำไปดัดแปลงใช้ได้ทั้งงานไลฟ์ซาวด์และงานในสตูดิโอได้หมด ยังไงก็ลองเข้าไปดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ X AIR EDIT ได้ที่เว็บไซต์ www.behringer.com มาลองดูครับ

     X-AIR EDIT     

X-AIR บน iPad 

X-AIR บนแอนดรอยด์

X AIR MIX บน iPad 

          อีกหนึ่งทางเลือกของการมิกซ์บน FOH ซึ่งไม่ว่าเอ็นจิเนียร์จะอยู่ที่ใดก็สามารถทำงานได้ โดยควบคุม XR18 ผ่าน iPad นั่นเอง ซึ่งแอปฯตัวนี้เป็นตัวใหม่ชื่อ X AIR MIX ใช้รันบน iPad โดยเฉพาะ วิธีการง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปดาวน์โหลดมาใช้งาน แอปฯตัวนี้ก็ฟรีเหมือนตัว X AIR Edit ของคอมพิวเตอร์ที่เปิดให้ใช้อีกแพล็ตฟอร์มหนึ่ง โดยการใช้งานอาจจะมีทางเลือกน้อยกว่าคอมพิวเตอร์ เนื่องจากต้องเชื่อมต่อผ่านระบบไวเลสเท่านั้น แต่ XR18 ได้ออกแบบแอคเซสพ้อยส์มารองรับไว้แล้ว ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อผ่านเน็ตเวิร์กของ XR18 ได้เลย หลังจากเรียก X AIR MIX แอปฯขึ้นมาแล้ว โดยผ่านไอคอนของแอปฯ ทุกอย่างก็จะแสดงผลบนจอ iPad เท่ากับว่าตอนนี้ XR18 อยู่บนฝ่ามือของผู้ใช้ อยากจะจัดการอะไร ก็จิ้มสไลด์ได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเซฟซีนที่ใช้งานบ่อยๆ หรือซีนเฉพาะที่ต้องการนำมาใช้ภายหลัง รวมถึงการโหลดพรีเซตซีนต่างๆ จากตัว iPad ของผู้ใช้เอง ซึ่งสามารถจัดการได้ตามต้องการ และทั้งหมดยังรองรับวิธีการลากแล้ววาง เหมือนวิธีการใช้เมาส์ของคอมพิวเตอร์อีกด้วย ท่านสามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอปฯ X AIR MIX สำหรับ iPad ตัวนี้ได้ที่ Apple App Store ได้ทุกเวลา 

X AIR MIX บน Android 

          การออกแบบแอปฯสำหรับระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ ดูเหมือนจะมีอะไรกว้างมาก ซึ่งอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่รันแอนดรอยด์ตั้งแต่ 2.2 หรือสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นพวกแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน สามารถโหลดแอปฯ X AIR MIX มาติดตั้งเพื่อใช้งานได้ โดยสามารถใช้งาน 1 ใน 2 โหมด สำหรับโหมดแรกใช้เพื่อเข้าทุกระบบมิกซ์ทุกอย่าง หรือจะเลือกเฉพาะคุมบัสเพื่อที่จะใช้จัดการมอนิเตอร์ส่วนตัวก็ทำได้ วิธีการใช้งานแอปฯนั้นก็ง่ายมาก โดยนักดนตรีแต่ละคนสามารถใช้อุปกรณ์แอนดรอยด์ควบคุมตัว XR18 ได้ ตราบเท่าที่ยังอยู่ในรัศมีการจ่ายของสัญญาณไวร์เลส ผ่านสัญญาณ WiFi โดยผู้ใช้สามารถควบคุมอินเอียร์มอนิเตอร์ตนเองได้ หรือจะเป็นมอนิเตอร์มิกซ์ที่วางบนเวที โดยที่ไม่ต้องมีเอ็นจิเนียร์หรือผู้ช่วยมาคอยปรับแต่งระดับสัญญาณต่างๆ ที่เราต้องการ ตัว X AIR MIX ของแอนดรอยด์ ถือว่าเป็นเวอร์ชันที่กว้างที่สุดแล้ว เพราะอุปกรณ์ที่ผลิตออกมาในท้องตลาดปัจจุบันมีหลายพ่อพันธุ์แม่จริงๆ  ดังนั้นการจัดการมอนิเตอร์ส่วนตัวจึงเป็นสิ่งที่นักดนตรียุคใหม่ปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ต้องไปง้อเอ็นจิเนียร์อีกแล้ว สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในสตูดิโอและไลฟ์ซาวด์ ยังไม่จบแค่นั้นนะ ในโหมดแบบฟูลแอคเซสก็สามารถมิกซ์ได้ทุกอย่างเหมือนเอ็นจิเนียร์ FOH เช่นกัน ซึ่งสามารถเข้าถึงทุกๆ ส่วนของ XR18 ได้มีการเข้าไปจัดการ RTA ของแต่ละแชนเนล พวกเอฟเฟ็กต์ การเก็บ/โหลดซีนต่างๆ หรือพรีเซตที่ต้องการใช้งานและอื่นๆ อีกมากมาย สามารถใช้กับแท็บเล็ตจอ 12" นิ้วหรือสมาร์ทโฟนจอ 5" ได้ สนใจก็ลองไปดาวน์โหลดมาเล่นที่ X AIR CUE ที่เว็บ androidapps.com 

ทดลองใช้งาน 

         ผู้เขียนมีโอกาสแวะไปเยี่ยมเยียน ร้านเคซีมิวสิค เป็นร้านแห่งหนึ่งในเครือของบูเซ่ฯ ซึ่งอยู่แถวสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินวังบูรพา ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หากใครไม่เคยไป ก็บอกแท็กซี่หรือวินมอไซค์ว่าไปแถวเรือนจำเก่า ย่านวังบูรพา จริงๆ เคซีมิวสิคห่างจากเวิ้งฯ ไม่น่าเกิน 300 เมตร ถ้านั่งรถจากหัวลำโพง ไม่พลาดแน่นอน ที่นี่เป็นผู้นำเข้าสินค้า Behringer อย่างเป็นทางการ ตลอดทั้งวันผู้เขียนได้ทดลองใช้งาน XR18 อยู่หลายชั่วโมง เพลินซะจน เฮียจรูญ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านถามว่า "ไม่พักกินข้าวบ้างเหรอ" ผู้เขียนไม่หิวทำไงได้ สรุปข้าวปลาไม่สนมันละ ขอทดสอบมิกเซอร์ตระกูล X AIR ให้เสร็จก่อนละกัน เริ่มจาก เฮียจรัญ ซึ่งเป็นพี่น้องกับเฮียจรูญ ยกของขึ้นไปชั้นลอย แล้วบอกว่า "วันนี้มอบห้องนี้ให้ทำงานเลยทั้งวัน" บรรยากาศโดยรวมถือว่าเป็นกันเองมากๆ ร้านนี้มีชั้นลอยอยู่ด้านบน มีเครื่องมือสำหรับทดสอบอุปกรณ์ที่แวดล้อมไปด้วยลำโพงมอนิเตอร์รุ่นต่างๆ ไปจนถึงเมตทริกมิกเซอร์ ขอเล่าตั้งแต่ตอนเปิดกล่องเลยละกัน สำหรับรุ่น XR18 มีบางอย่างน่าสนใจ แต่ขออุบไว้ก่อน 

         เมื่อเปิดกล่องปุ๊บด่านแรกที่ผู้เขียนสำรวจพบว่า มีตัวเครื่อง XR18 ห่อหุ้มด้วยพลาสติกใส พร้อมยางโฟมกันกระแทกครอบไว้ทั้งสองด้าน และยังมีแผ่นเหล็กสองแผ่น มีไว้สำหรับติดตั้งในลักษณะเป็นแร็ค เนื่องจากตัว XR18 ไม่ได้ออกแบบรูปร่างตามมาตรฐานแร็คตั้งแต่ต้น จึงต้องใช้เหล็กแผ่นมาประกอบเสริมจึงจะใส่ลงในแร็คได้ และมีสายไฟ AC ให้มา 1 เส้น แล้วก็แผ่นพับแนะนำการใช้งานและติดตั้งอย่างย่อๆ... ผู้เขียนนำเจ้าตัว XR18 ออกจากกล่อง แล้วเชื่อมต่อสายไฟเข้าไป ขณะเดียวกันก็นำสายลำโพงมอนิเตอร์ต่อเข้าโดยตรง ไม่ผ่านเมตริกมิกซ์เซอร์ใดๆ เพราะบนชั้นลอยแห่งนี้มีมอนิเตอร์หลายคู่จึงมีการต่อเมตริกเอาไว้แต่แรก น่าจะมีทุกรุ่นของ Behringer ผู้เขียนเลือกรุ่นใหม่ล่าสุด และเป็นรุ่นท็อปสุดนั่นคือ K8 เนื่องจากภายในกล่องไม่มีสาย USB จึงลงไปขอยืมจากทางร้าน แล้วก็นำมาเชื่อมต่อ น้องผู้ชายที่ร้านก็มาช่วยดูให้ โดย เฉพาะช่วงแรกๆ ผู้เขียนต่อสาย USB จาก XR18 มาเข้าที่คอมพิวเตอร์ แล้วเปิดสวิตช์ให้มันทำงาน ในคืนก่อนหน้านั้นผู้เขียนทำการบ้านล่วงหน้าไว้ จึงรู้ว่า แอปฯ ที่จะใช้ควบคุมตระกูล X AIR ต้องไปดาวน์โหลดมาติดตั้งก่อน พร้อมกับไดรเวอร์อุปกรณ์ พอถึงร้านก็ง่ายเลย แค่ติดตั้งตัวแอปฯและไดรเวอร์เข้าไปเป็นอันเสร็จพิธี หลายปีที่ผ่านมาอุปกรณ์หลายค่ายจะไม่นิยมแถมแผ่นซีดีที่มีแอปฯ หรือไดรเวอร์หรือแม้กระทั่งคู่มือมาให้ เข้าใจว่าคงต้องการลดต้นทุน 

            คราวนี้โจทย์ข้อแรกเราจะต้องทำให้คอมพิวเตอร์มองเห็น XR18 เสียก่อน ซึ่งนั่นก็คือการติดตั้งไดรเวอร์ USB และใช้ซอฟต์แวร์ Edit เพื่อทำหน้าที่เป็นรีโมท ซึ่งผู้เขียนได้ทำการติดตั้งทั้งซอฟต์แวร์และไดรเวอร์ลงไป ในช่วงแรกคอมพิวเตอร์ยังมองไม่เห็น XR18 เด็กที่ร้านมาช่วยดู พร้อมกำหนดให้ตัว XR18 เชื่อมต่อกับโน้ตบุ๊คเป็น WiFi โดยกำหนด XR18 เป็น Access Point จากนั้นเข้ามาเลือกสัญญาณ WiFi ที่ตัวโน้ตบุ๊ค เราจะเห็นแอ็คเซสพ้อยส์เป็น XR-18 ให้เลือกจุดนี้ หลังจากนั้นเรียกแอปฯ X AIR Edit ขึ้นมา แล้วคลิกที่ไอคอน Setup ซึ่งเป็นปุ่มแรกด้านบนทางฝั่งขวามือ ให้สังเกตว่าจะเป็นไคอนรูปฟันเฟือง คลิกลงไปจะพบหน้าต่าง Setup เด้งขึ้นมา ให้คลิกที่แท็บแรกนั่นคือ X AIR Connection เลือกรูปแบบการซิงโครไนซ์ ของหัวข้อ Sync Direction เป็นออปชัน Mixer -> PC ในส่วนของการจ่ายไอพีแอดเดรสให้คอมพิวเตอร์นั้น จะใช้แบบสุ่มแจกอัตโนมัติหรือเรียกว่า DHCP แต่ว่าตัว XR18 สามารถกำหนดไอพีแอดเดรสแบบ Manual IP ก็ได้ ซึ่งเราก็ตั้งเลขเอง แต่ในวันนั้นผู้เขียนใช้วิธีสุ่มแจกอัตโนมัติ ซึ่งระบบก็สามารถทำงานได้ปกติ คราวนี้เราจะเห็นหมายเลขไอพีของตัว XR18 ปรากฎอยู่ในจอ Select X AIR Mixer from list เนื่องจากมีรายการเดียว ระบบจะเลือกให้โดยปริยายนั่นคือ 192.168.1.1 ซึ่งทำตัวเป็นแม่ข่ายในการแจกจ่ายไอพีแอดเดรสให้กับเครื่องลูกข่าย... ขั้นตอนต่อมาคลิกปุ่ม Connect ในที่นี้ IP Address ของคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คผู้เขียนคือ 192.168.1.101 ซึ่งไอพีดังกล่าวระบบสุ่มแจกให้นั่นเอง หลังจากกดปุ่ม Connect ระบบจะทำการเชื่อมต่อโดยการถ่ายโอนชุดคำสั่งระหว่างคอมฯและ XR18 เข้าหากัน เพื่อที่จะปรับให้ตัว X AIR EDIT มีสภาพแวดล้อมที่พร้อมใช้งาน ในระหว่างนี้ผู้ใช้จะเห็นหน้าต่าง Transferring parameters... แสดงค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ เมื่อครบ 100 เปอร์เซ็นต์ถ้าไม่มีปัญหาอะไร เป็นอันว่าตอนนี้คอมฯก็จะทำหน้าที่เป็นรีโมทระยะไกล ควบคุมการทำงานของ XR18 ได้โดยสมบูรณ์ 

          หลังจากนั้นผู้เขียนเรียกซอฟต์แวร์ Cubase Pro 8 ขึ้นมาเพื่อที่จะทดสอบว่ามันเพลย์แบ็กและบันทึกสัญญาณออดิโอได้หรือไม่ เมื่อเรียก Cubase Pro ขึ้นมา ก็พบหน้าต่าง New Audio Drivers Found ซึ่งบอกเรา ขณะนี้ระบบได้ตรวจพบออดิโออินเทอร์เฟซตัวใหม่ พร้อมกับบอกว่า กรุณาเลือกไดรเวอร์ตามที่ปรากฎในจอ ในที่นี้ผู้เขียนเลือกเป็น X(R)18 ASIO Driver แล้วตามด้วยปุ่ม OK ถัดจากนั้นจะพบหน้าต่างที่สองโผล่ขึ้นมาอีก เตือนว่า ASIO Buffer Size มีขนาดใหญ่มาก ให้เข้าไปกำหนด ASIO-Guard Level ตามเมนูคำสั่ง Devices > Device Setup > VST Audio System แล้วปรับลดขนาด Buffer Size ให้เล็กลง เมื่อคลิกปุ่ม OK แล้วก็เข้าสู่เมนูดังกล่าว ซึ่งค่าเริ่มต้นของฮาร์ดแวร์ถูกตั้งไว้ที่ 2048 samples ซึ่งเป็นค่าที่สูงมากๆ ส่วน USB Streaming Mode ถูกกำหนดมาเป็น Safe ทั้งสองค่าเป็นค่าที่โรงงานตั้งมา ผู้เขียนได้กำหนดค่า USB Streaming Mode ใหม่เป็นโหมด Low Latency ส่วน Asio Buffer Size กำหนดเป็น 128 samples นอกจากนั้นในหน้าต่าง Device Setup ผู้ใช้สามารถเข้าไปกำหนด VST Audio System ค่าอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะ ASIO Driver ซึ่งในที่นี่ถูกกำหนดเป็น X(R)18 ASIO Driver อยู่แล้ว จากการตั้งค่า Buffer Size ไว้สูงนั้น จะส่งผลต่อค่า I/O ของ Latency สูงถึง 50.794ms - 63.855ms เลยทีเดียว

การ Setup และเชื่อมต่อ XR18 กับคอมพิวเตอร์

ปรับค่า Latency บน Audio Control Panel

           เมื่อเราตั้งค่า Buffer Size ต่ำลงก็จะทำให้ค่า Latency ต่ำลง โดยค่าต่ำสุดที่ XR18 ทำได้คือฝั่ง Input Latency เท่ากับ 3.628ms และ Output Latency เท่ากับ 3.628ms เรียกว่าส่วนต่างแทบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว ค่าต่ำๆเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในขณะที่บันทึกเสียงแต่จะไม่เป็นผลดีเมื่อเราเพลย์แบ็กแทร็กออดิโอปริมาณมากๆ ซึ่งจะเกิดอาการเหมือนระบบสะดุดหรือน็อคค้างไปเลย วิธีแก้ง่ายมาก เวลาเพลย์แบ็กแทร็ก ออดิโอจำนวนมาก เราก็ปรับค่า Buffer Size ให้สูงขึ้น ก็ราวๆ 128-256 samples ก็ถือว่าให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ตรงนี้เป็นผลที่ได้จากการทดสอบในวันนั้นนะครับ 

            จากนั้นผู้เขียนได้โหลดโปรเจคดนตรีเข้ามาใน Cubase Pro แล้วสั่งให้เพลย์แบ็กปรากฎว่าเงียบสนิท ลองเช็คหลายอย่าง พบว่าคอมพิวเตอร์ก็มองเห็น XR18 แล้วนะ แต่ดันเงียบ การเลือกพอร์ต Output ก็ปกติดีทุกอย่าง แต่ทำไมเสียงไม่ดัง จึงเข้าไปเช็คที่ซอฟต์แวร์ในหลายส่วน ปรากฎว่าไม่เป็นผล น้องที่ร้านเคซีฯ จึงมาดูให้ เลยลองเข้าไปที่แอปฯ X AIR Edit โดยไปที่ส่วนของ In/Out ของแอปฯ แล้วเลือก Main Out ทีนี้ลองคลิก Main USB เป็น USB 3/4 ปรากฎว่าเสียงเพลงดังลั่นจนตกใจ งานนี้รีบ Mute แทบไม่ทัน ในส่วนของ In/Out ของแอปฯ ซึ่งอยู่ใน Main Out จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะให้ Main L/R นั้นมาจากช่องใด ซึ่งในแอปฯจะมีช่องตารางให้เราติ๊กรูปวงกลมสีฟ้าๆ เพื่อบอกว่าเราเลือกเราท์เตอร์นั้นๆ นะ โดยเริ่มจาก USB 1/2, 3/4, 5/6, 7/8, 9/10 ไปจนถึง USB 17/18 

            ทีนี้การจะเลือกพอร์ต USB เพื่อรีเทิร์นสัญญาณกลับมาที่ I/O ของ XR18 นั้นมันจะขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้ตั้งค่า Main Out L/R ของซอฟต์ แวร์ DAW ไว้ที่พอร์ตหรือบัสไหน ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนใช้ Cubase Pro ดังนั้น ผู้เขียนกำหนดไว้เป็น USB 3/4 ถามว่าแล้ว Output บน Cubase Pro เซตที่ไหนล่ะ ให้เข้าไปที่ Devices > VST Connections แล้วเลือกแท็บ Outputs จากนั้นทำการ Add Bus เข้ามาให้ครบจำนวนของ Device Port ซึ่งเราสามารถทำได้หลากหลายมาก ตัวอย่างเช่น เลือก Main Stereo เป็น 1/2 หรือ 3/4 ก็ได้ ในกรณีเลือกเป็นช่อง Main 1/2 ท่านก็ต้องมากำหนดเราท์เตอร์สัญญาณที่แท็บ Main Out ในหน้า In/Out ของแอปฯ X AIR Edit ให้ตรงกันด้วยเสียงของ Cubase หรือซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ มันจึงจะถูกปล่อยออกมาจากซอฟต์แวร์ได้ ขณะเดียวกันเราสามารถที่จะนำเอาสัญญาณอะนาลอกจากภายนอกโยนเข้าไปที่ซอฟต์แวร์ Cubase ได้เช่นเดียวกัน โดยไม่มีผลใดๆ ต่อซอฟต์แวร์หรือตัว XR18 เลย 

           เมื่อเสียงมาแล้วเอาไงต่อ ผู้เขียนจึงไล่ Add Bus ทั้ง Input/Output บน Cubase Pro ให้ตรงตามค่า I/O ของตัว XR18 ซึ่งถ้าเรากำหนดทุกพอร์ตเป็นโมโนมันจะได้ทั้งหมด 18 I/O แต่ถ้าเราต้องการให้ 1 พอร์ตเป็นสเตอริโอ มันก็จะออกมาในรูป 1 สเตอริโอบวกกับอีก 16 โมโน หรือถ้าจะทำให้เป็นสเตอริโอทั้งหมดก็จะได้เป็น 9 สเตอริโอ คือไม่ว่าจะจัดบัสในรูปแบบใดก็ตามสุดท้ายแล้วจะได้สูงสุดไม่เกิน 18 โมโนนั่น เอง นี่เป็นหลักการเบื้องต้น ของวิธีคิดบัส I/O บน Cubase Pro ซึ่งสุดท้ายแล้วตัวที่ลิมิตจริงๆ ก็คือตัวฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ทำหน้าที่เลือกรูปแบบเราท์ติ้งสัญญาณตามที่เราต้องการ ภายใต้ข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์ที่ถูกออกแบบมาเท่านั้น เมื่อไปเช็คค่า In/Out และในกรณีที่เป็นโมโน Cubase จะมองเห็นพอร์ต I/O ทั้งหมดของ XR18 คือ 18in/18out นั่นเอง 

           หลังจากนั้นจึงลองเพลย์แบ็กหลายๆ โปรเจคดู รวมทั้งโปรเจคปราบเซียนที่มีทั้งปลั๊กอิน VSTi และปลั๊กอิน VST ราวๆ 24 แทร็ก ทุกอย่างก็ปกติดี ทำงานได้ดีเกินที่คาดไว้ เพราะเนื่องจากโปรเจคนี้ ปกติถ้านำไปรันกับออดิโออินเทอร์เฟซรุ่นเล็กๆ ส่วนใหญ่มักจะไปไม่รอด มันจะเกิดภาวะป๊อบคอร์นเสมอ หรือไม่ก็น็อคดร็อปเอาท์ไปดื้อๆ ซะงั้น เมื่อพิสูจน์ได้ว่า XR18 มีสมรรถนะเกินคาดไว้มาก จึงมีความคิดว่า อยากลองว่ามันสามารถรันแทร็กออดิโอพร้อมกันได้กี่แทร็ก คือในเรื่องการบันทึกเสียงเนี่ยจำนวน 18 แทร็กไม่มีปัญหา เพราะเวลาทำงานจริงๆ ไม่น่าจะเกินกำลัง แต่ส่วนใหญ่การทำงานเพลงหรือการมิกซ์ดนตรีนั้น มักจะต้องมิกซ์ด้วยแทร็กออดิโอจำนวนมาก ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเพลงด้วยนะ งานบางประเภทมิกซ์แค่ 7-8 แทร็กจบได้เลย แต่ต้องยอมรับว่าถ้าแค่ 7-8 แทร็กใช้ออดิโออินเทอร์เฟซราคาไม่ถึงหมื่นก็ได้ครับ โจทย์ของเราคือถ้าจะมิกซ์กันระดับ 20 แทร็กขึ้นไปจะทำได้หรือไม่ ผู้เขียนก็ทยอยอัดแทร็กออดิโอไปเรื่อยๆ โดยเริ่มที่จำนวนตามสเป็กของอุปกรณ์ก่อนเลยคือ 18 แทร็ก ผลลัพธ์ที่ได้คือทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่น ในขณะที่มันเพลย์แบ็กการกินพลังคอมพิวเตอร์ก็ไม่เยอะอีกด้วยถือว่าในเบื้องต้นสอบผ่านในระดับหนึ่ง

3.628ms ค่า Latency ต่ำสุดที่ XR18 รันได้

พอร์ต I/O ฝั่งอินพุต 1-18 แชนเนล

พอร์ต I/O ฝั่งเอาต์พุต 1-18 แชนเนล 


          จากนั้นผู้เขียนค่อยๆ เพิ่มจำนวนแทร็กออดิโอมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 18 กระโดดไปเป็น 20 แทร็ก ไปเป็น 22 แทร็ก ไปเป็น 24 แทร็ก แต่ทุกๆครั้งที่เพิ่มจำนวนแทร็กมากขึ้นเรื่อยๆ ผลลัพธ์ออกมาก็ยังเหมือนเดิมคือวิ่งได้สบาย... อะไรกันเนี่ย... ยังไงก็ขอลองเพิ่มอีกสักหน่อย คราวนี้ทำไปทำมา จู่ๆ รันที่ 32 แทร็กได้ฉลุย... เฮ้ย...! เหลือเชื่อ... จากนั้นเอาไงต่อ... ผู้เขียนจึงลองใส่เอฟเฟ็กต์ต่างๆ เข้าไป ปรากฎว่าก็มีแอบสะดุดบ้างจึงปรับค่า Buffer Size ให้สวิงอยู่ในระดับ 256-512 Samples ปรากกฎว่าทุกอย่างก็วิ่งได้สบายไม่มีปัญหา จนกระทั่งลองจัดหนักเลย คืออัพไปจบที่ 48 แทร็ก ก็ยังวิ่งได้อย่างสบายๆ ดังนั้น จึงมั่นใจว่างานโปรดักชันที่สามารถจบได้ต่ำกว่าที่ 48 แทร็ก สามารถใช้ XR18 ตัวนี้ได้เลย หลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า... โอ้โห... มันวิ่งได้ 48 แทร็กขนาดนั้นเลย... แต่ทำไมสเป็กจึงเขียนแค่ 18 โมโนแทร็ก/แชนเนล... คือในแง่การเรคอร์ดกับการเพลย์แบ็กมันใช้วิธีคิดคนละไอเดีย ในการบันทึกแบบเรียลไทม์ยังไงก็ต้องยึดตามพอร์ต I/O ทางกายภาพที่มันมีอยู่จริงของตัวอุปกรณ์ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า มันสามารถอัดได้พร้อมกันในคราวเดียว 18 แทร็กเท่านั้น ท่านจะต่อยังไงก็ได้ เป็นแจ็ค XLR หรือ TS/TRS แต่รวมอัดได้พร้อมกันทั้งหมดเพียง 18 แทร็ก. 

          หากย้อนเวลากลับไปในยุคเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ในการมิกซ์เสียงบนซอฟต์แวร์เป็นเรื่องที่ลำบากมาก เพราะซอฟต์แวร์จะพยายามยึดจำนวนพอร์ต I/O ของฮาร์ดแวร์จริงเป็นหลัก กล่าวคือถ้าฮาร์ดแวร์มีจำนวน 2 อินพุต/ 2 เอาต์พุต หรือตีความง่ายๆ 1 สเตอริโอ ถ้าจะมิกซ์เสียงเนี่ย ทำได้แค่ 2 แทร็ก ไม่ต้องตกใจครับ ที่มันสร้างปัญหาคือเฉพาะแทร็กออดิโอเท่านั้น แต่แทร็ก MIDI ยังรับกันได้ที่ 16 แชนเนลต่อหนึ่งพอร์ต แต่แชนเนลออดิโอจะมีแค่ ซ้าย-ขวา ถ้าแชนเนลซ้ายเป็นกีตาร์ แชนเนลขวาเป็นกลอง เวลาแพนหรือเพิ่มความดังต่างๆ มันจะแยกกันเป็นอิสระ แต่เมื่อไหร่แทร็กที่ 3-4-5-6 ใช้พอร์ตซ้ำกับแทร็กที่ 1-2 ผลคือเวลาแพนหรือเพิ่มระดับความดังต่างๆ ในแชนเนลใดๆ ที่มีพอร์ตซ้ำกัน มันก็จะให้ผลลัพธ์เหมือนกันหมด ทั้งๆ ที่ข้อมูลออดิโอเป็นคนละชิ้นคนละอุปกรณ์ ดังนั้นถ้าจะมิกซ์กันที่ 8-16-24-32 แทร็ก เราต้องใช้ฮาร์ดแวร์ที่มันวิ่งสตรีมแทร็กออดิโอได้ตามนั้นจริงๆ... ดังนั้น ในยุคนี้สำหรับออดิโออินเทอร์เฟซใดๆ ก็แล้วแต่ แม้สเปกโรงงานจะระบุไว้แค่ 1 สเตอริโอหรือ 2 in/ 2 out ในเวลามิกซ์กันจริงๆ มันสามารถรันได้มากกว่านั้น เพราะได้อานิสงค์จากเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ DAW ทั้งหลาย 

         อย่าง Cubase Pro 8 ตัวนี้ สามารถรันแทร็กได้เป็นหลายร้อยแทร็ก ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับข้อจำกัดความแรงของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เฟซที่ใช้เชื่อมต่อด้วยนะ ถ้าเป็น USB 2.0 อาจจะวิ่งได้สูงสุดที่ 70 กว่าแทร็ก ตามสเป็กที่มีการทำวิจัยกันมา แต่หากออดิโออินเทอร์เฟซรุ่นนั้นไม่แรง คือชิปประมวลผลสัญญาณออดิโอหรือ Codec มีแบนด์วิดธ์ต่ำ ย่อมรองรับการสตรีมข้อมูลได้น้อยเช่นกัน แต่ตัว XR18 จัดว่ารอง รับการสตรีมข้อมูลออดิโอได้สูงพอที่จะทำให้ผู้ใช้มีความคล่องตัวในการทำงานในระดับมืออาชีพได้ เพราะไม่ต้องมานั่งพะวงว่ามันจะวิ่งได้กี่แทร็ก มิกซ์ 24 แทร็กได้หรือเปล่า... สรุปว่าไม่ต้องกังวลกับประเด็นนี้ ส่วนเรื่อง Latency อย่างที่กล่าวไปแล้ว ผลต่างของ input/output Latency มีค่าเป็นศูนย์ และรันได้ต่ำถึง 3ms ซึ่งถ้าหากใช้ที่ระดับ 7ms-10ms ก็ถือว่ายอมรับได้ เพราะหูคนเรายังไม่สามารถแยกได้ และปัญหาพวกป๊อปคอร์นก็ไม่เกิด ตามที่ผู้เขียนทดสอบมา จนกว่าเราจะสตรีมมิ่งแทร็กในคราวเดียวกันมากๆ หรือใส่ปลั๊กอิน VSTi, VST กันแบบไม่เกรงใจ 

        XR18 ก็ใช่ว่าจะดีเลิศไปหมด เดี๋ยวจะหาว่าผู้เขียนอวยแบบไม่ลืมหูลืมตา เนื่องจากผู้พัฒนาจับภาคควบคุมทั้งหมดไปอยู่ในรูปซอฟต์ แวร์ผ่านแอปฯ บนคอมฯ แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนเนี่ย ปัญหาคือเวลาที่ใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ DAW เรื่องการคุมเกนสัญญาณต่างๆ ของทุกๆ แชนเนลที่ปล่อยสู่ Main L/R ของอุปกรณ์ อาจจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากว่า บนตัวแร็คไม่มีโวลุ่มหรือสไลด์เฟดเดอร์ หรือสวิตช์ให้เรา Mute เสียง หากเปิดโปรเจคขึ้นมา แล้วเพลย์แบ็กในทันทีนั้น ลำโพงมอนิเตอร์อาจจะขาดโดยไม่ยอมอำลาเจ้าของ เพราะเฟดเดอร์ที่คุม Levelความดัง Main Output ของซอฟต์แวร์จะถูกเซตไว้ที่ 0dB หรือยูนิตี้เกน มันจะปล่อยสัญญาณออกมาเต็มๆ เลย วิธีแก้ปัญหาคือ ก่อนจะเพลย์แบ็กโปรเจคใดๆ ต้องไปลดเฟดเดอร์ของ Main Output ของซอฟต์แวร์ให้ต่ำลงก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นภายหลัง หรือไม่อีกทางเลือกหนึ่งควรไปตั้งเกนมอนิเตอร์ให้ต่ำลง แต่จะส่งผลในด้านอื่นเหมือนกันเพราะถ้าตั้งเกนต่ำๆ ที่ตัวมอนิเตอร์จะมีปัญหาเรื่อง Signal to Noise Ratio อีก พูดง่ายๆ คราวนี้จะได้เสียงออกมาไม่เต็มอย่างที่ควรจะเป็นนั่นเอง หรือจะลดลงก่อนแล้วค่อยเพิ่มทีหลังก็ได้ แต่ยังไงการปรับเฟดเดอร์บน Cubase น่าจะเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า 

 XR18 สามารถรันออดิโอได้ถึง 48 แทร็ก

ลองใช้งาน X AIR Edit

            จากที่ได้ลองเล่น ลองใช้งาน X AIR Edit พบว่าโดยส่วนตัวก็ชอบเลยล่ะ คืออาจจะเป็นเพราะว่าผู้เขียนเติบโตมากับหน้าจอคอมฯ ก็เลยคุ้นเคยกับพวกที่เป็นสไลด์ต่างๆ ในจอ เวลาไปเล่นฮาร์ดแวร์จริงๆ รู้สึกว่ามันเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ช้ากว่า แต่บางคนที่เติบโตมากับฮาร์ดแวร์จริง ก็อาจจะแย้งว่า ชอบแบบฮาร์ดแวร์มากกว่า เพราะซอฟต์แวร์ฟังก์ชันมันเยอะไปหมด ตาลาย ซึ่งแต่ละคนก็มีเหตุผลคนละแบบ ซึ่งไม่มีผิดหรือถูก อยู่ที่ว่าสุดท้ายแล้วเป้าหมายเราทำให้ลูกค้าของเราแฮปปี้หรือไม่ เรามีความสุขกับงานที่เราทำหรือเปล่า จุดนี้น่าจะสำคัญกว่า... ลองมาดูองค์ประกอบคร่าวๆ ใน X AIR Edit ถ้าเปิดขึ้นมาถ้าไม่มีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตระกูล X AIR มันก็จะขึ้นสถานะบอกว่า Not Connect เมื่อเชื่อมต่อแล้วมันก็จะโชว์ชื่อแอคเซสพ้อยท์ที่เชื่อมต่อ พร้อมแสดงไอพีแอดเดรสของเครื่องแม่ข่ายอีกด้วย ด้านบนจะพบแท็บต่างๆ ในการเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ซึ่งแท็บแรกเป็น Mixer ซึ่งจะใช้เรียกเมื่อต้องการดูหน้าแชนเนลต่างๆ ซึ่งจะจัดเรียงจากแชนเนล 1 ไปจนถึง 18

           ทั้งนี้มันจะปรับขนาดตามรุ่นของอุปกรณ์ที่เราเชื่อมต่อ เช่น หากเชื่อมต่อกับรุ่นที่มีขนาดแชนเนลน้อยกว่ามันก็จะโชว์จำนวนแชนเนลตามจำนวนของอุปกรณ์รุ่นนั้นๆ โดยปริยาย และหน้าเพจนี้เป็นค่าเริ่มต้นที่โรงงานตั้งมาให้เรา... ถัดไปเป็นแท็บฟังก์ชัน Channel แท็บนี้ก็จะโชว์รายละเอียดของแชนนเลต่างๆ เช่นกัน แต่โชว์ในอีกลักษณะหนึ่ง... ถัดไปแท็บ Input, Gate, EQ, Comp, Sends, Main, FX และ Meter แต่ละส่วนจะเป็นเพจที่แยกกันแสดงผล เพื่อที่จะให้ผู้ใช้เข้าไปจัดการพวกเอฟเฟ็กต์หรือดูมิเตอร์ของสัญญาณขาเข้าและขาออกทั้งหมดของอุปกรณ์... ถัดไปฝั่งทางซ้ายขวามือ โซนนี้จะเป็นตัวเซตค่าเฉพาะอุปกรณ์ เช่นการ Setup Input/Output กำหนดพวกไอพีแอดเดรส เชื่อมต่อกับลูกข่าย/แม่ข่าย หรือพวก Utility ต่างๆ รวมถึงคำสั่งพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้งาน เช่น ปุ่ม Save, Load, Copy, Paste รวมถึงปุ่ม Snapshot และปุ่มเปิด/ปิดการบันทึกแบบเร่งด่วน... ถัดลงมาโซนด้านล่างก็จะมีปุ่มคุม Bus ต่างๆ ซึ่งคุมได้ตามสเป็กของฮาร์ดแวร์รุ่นนั้นๆ เช่นกัน โดยรวมก็ถือว่า XR18 น่าใช้งาน สมกับเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งของ X AIR เลยทีเดียว สิ่งที่ยังไม่ได้ลองใช้งานก็คือ ULTRANET และการจัดการมอนิเตอร์ส่วนตัวผ่านแอปฯ บนสมาร์ทโฟนหรือบน iPad ไว้มีเวลา หรือมีหากแฟนคลับเรียกร้องมา อาจจะมีการทดสอบกันอีกรอบก็ได้... 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หจก.บูเซ่ แอนด์ ฮอคส์ 

โทร. 0-2222-6403 , 0-2223-5608 , 0-2224-4996 

และที่ บริษัท เคซี มิวสิค เซ็นเตอร์ จำกัด โทร. 0-2621-0242-3 

และที่ WWW.BOOSEYTHAI.COM, หรือที่ facebook.com/booseythai  


 เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม  

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.