รู้จัก Roland M-5000 - Live Mixing Console

“ บอร์ดเดียวสามารถเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ”

       Roland เป็นแบรนด์สินค้าหนึ่งที่โด่งดังในด้านการผลิตเครื่องดนตรีมาช้านาน และเชื่อว่านักดนตรีส่วนใหญ่รู้จักเป็นอย่างดี โดยเฉพาะมือคีย์บอร์ด บทความนี้จะพาท่านไปรู้จักกับบอร์ดดิจิตอลมิกเซอร์ที่ Roland ภูมิใจเสนอ ซึ่งมีโค้ดเนมว่า OHRCHA (ออกเสียงว่า ออร์-ก้า) ทางผู้ผลิตได้ออกแบบให้บอร์ดสามารถดัดแปลงรูปแบบการเชื่อมต่อได้หลากหลายชนิด ซึ่งตัวบอร์ดรองรับการจัดการได้ถึง 128 พาร์ท สามารถขยายโพรโตคอลรองรับ I/O ฟอร์แมตต่างๆ มีอินเทอร์เฟซที่ยืดหยุ่นและโฟล์วของสัญญาณที่มีคุณภาพดี ทั้งหมดรันบนความละเอียดที่ 24-bit/96kHz

       ด้วยสถาปัตยกรรมทางดิจิตอล ที่บอร์ดรองรับออดิโอจำนวน 128 พาร์ท ทำให้ยืดหยุ่นต่อการทำงานมากขึ้น โดย Roland M-5000 ได้ออกแบบให้สามารถกำหนดพาร์ทสัญญาณออดิโอ ได้หยืดหยุ่นกว่าบอร์ดดิจิตอลทั่วไปในท้องตลาด โดยไม่มีการฟิกซ์ช่องทางสัญญาณไว้ตาย ตัว ผู้ใช้สามารถที่จะกำหนดพาร์ทของออดิโอทั้งอินพุต/เอาต์พุต/บัสจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ แต่รวมแล้วไม่เกิน 128 พาร์ท... จุดนี้ดีในแง่ที่ว่า ผู้ใช้สามารถกำหนดหรือสร้างคอนโทรลมิกเซอร์พื้นฐานแบบไหนก็ได้ตามที่เราต้องการ เพื่อให้สอดคล้องกับแอปพลิเคชันที่เราจะใช้งานในช่วงเวลานั้นๆ ตรงจุดนี้สามารถทำให้ผู้ใช้กำหนดรูปแบบการทำงานบนแอปพลิเคชันที่มีความต้องการเฉพาะด้าน โดยตอบสนองการทำงานของผู้ใช้ ซึ่งจะไม่ถูกตีกรอบจากข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่ออกแบบโดยผู้ผลิตอีกต่อไป เพราะทั้งหมดสามารถปรับเปลี่ยนโยกย้ายเป็นอะไร จำนวนเท่าไหร่ก็ได้

การขยายขีดจำกัดด้วยเน็ตเวิร์ก

       การดัดแปลงเพิ่มจำนวน I/O ที่ต้องการด้วยระบบออดิโอเน็ตเวิร์ก มีเลือกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เน็ตเวิร์ก Dante, MADI, Waves SoundGrid, REAC, XI-SDI, XI-SF และ XI-DVI เปิดประตูสู่โลกใหม่ในการคอนฟิกอุปกรณ์ ซึ่งจะทำให้บอร์ดขยายสมรรถนะด้วยการ์ดออปชันได้มากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถขยาย I/O อินพุตและเอาต์พุตได้มากขึ้นถึง 300 อินพุต และ 296 เอาต์พุต ที่ความละเอียด 48kHz โดยการเมเนจแยกกันผ่านแพทซ์เบย์ ทุกๆ อินพุตสามารถที่จะแพทซ์ไปยังทุกๆ มัลติเอาต์พุต รวมถึงการควบคุมเกนและแพนทอมเพาเวอร์อีกด้วย โดยไม่จำยึดติดกับจำนวนของมิกซ์แชนเนล OHRCA ช่วยทำให้การควบคุมงานใหญ่ๆ ที่ต้องการจำนวนอินพุตและเอาต์พุตแชนเนล สามารถโยนข้ามโพรโตคอลและฟอร์แมตอื่นได้ด้วย...

สมรรถนะและคุณภาพสูง

     

(รองรับ I/O แบบ Dante, MADI, Waves SoundGrid, REAC, XI-SDI,XI- SFP และ XI-DVI)     (สามารถขยายได้ถึง 30 Input และ 296 Output) 

       ด้วยคุณภาพเสียงที่ได้มาตรฐาน โดยเริ่มจาก Sampling rate ความละเอียดสูงถึง 96kHz โดยวงจรถูกออกแบบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอ นิกส์เกรดดี และรวมถึงสถาปัตย์กรรมของวงจร ที่แยกอะนาลอกและดิจิตอลเป็นโมดูล โดยสามารถซัมสัญญาณผ่านการประมวลผลที่ความละเอียด 72-bit เวิร์คโฟล์วมีความยืดหยุ่น อินเทอร์เฟซของผู้ใช้จะไม่ถูกฟิกซ์ไว้ตายตัวแบบวันวาน มันสามารถที่จะดัดแปลงปรับแต่งตามที่เอ็นจิเนียร์ต้องการ โดยคอนเซ็ปต์การใช้งานก็คือ อินเทอร์เฟซจะต้องมีความอิสระ เพื่อที่จะจัดการแต่ละเวิร์คโฟล์วตามที่เอ็นจิเนียร์ต้องการเท่าที่จะเป็นไปได้ ระบบการโฟล์วของสัญญาณจะทำผ่านหน้าจอ 12 นิ้วแบบทัชสกรีน โดยการออกแบบให้กราฟิกเป็นแบบ Flat แบนราบ เคลียร์และมีการแสดงข้อมูลครบถ้วน โดยมี 16 encoder พร้อมกับฟรีเจอร์ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ เพื่อที่จะ Assign ฟังก์ชันต่างๆ ได้โดดเด่นและจดจำได้ง่าย รวมถึงให้แมทซ์กับพารามิเตอร์ต่างๆ บนหน้าจอ ไอเดียในการออกแบบ ผู้ผลิตได้คงไอเดียทัชและเทิร์น คือจิ้มแล้วก็หมุน โดยให้อารมณ์ทั้งในเรื่องกลไกแบบอะนาลอก ส่วนการทัชก็เป็นการเข้าถึงพารามิเตอร์จากนั้นสามารถหมุน knob ที่ถูกเลือกในทันที นี่เป็นรูปแบบการจัดการที่ทางผู้ผลิตได้นำเสนอมาในบอร์ดซีรี่ส์นี้

       M-5000 จะมี 28 เฟดเดอร์ ใน 4 แบ็งค์ ส่วน M-5000C จะมี 20 เฟดเดอร์ ใน 3 แบงค์ แต่ละแบงค์จะมีเฟดเดอร์ทั้งหมด 8 ตัว ซึ่งในแต่ละส่วนสามารถที่จำ Assign ไปมาข้ามแบ็งค์ได้ เช่นพวกมิกซ์แชนเนล การควบคุมแชนเนลเฟดเดอร์ และการควบคุมด้วย DCA เป็นเฟดเดอร์ที่สอง โดยปกติจะใช้เฟดเดอร์เลื่อนขึ้นลง ควบคุมเป็นแกงค์ ตามทิศทางที่ต้องการ นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถ Assign ในลักษณะฟิกซ์เฟดเดอร์ได้ด้วย ในการ Assign สามารถที่จะควบคุมเซคชันต่างๆ ได้หลายส่วน ทั้งคีย์ฟังก์ชันเพื่อเข้าถึงการทำงานอันรวดเร็ว การปรับความสว่าง การปรับสีของจอ เพื่อการแสดงผลที่ดีในยามค่ำคืน นอกจากนั้นยังมีภาครีโมทคอนโทรลที่ยืดหยุ่นอีกด้วย ในการขยายขอบเขตการสั่งงาน โดยการดำเนินการควบคุมคอนโซลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ไปยังอุปกรณ์ที่สองและสาม โดยหน้าจอ M-5000 จะแสดง GUI พร้อมๆ กันเป็นหน้า ต่าง และฟรีเจอร์ดังกล่าวรองรับการแสดงผลด้วยความละเอียดสูง ซึ่งรองรับแอปฯเฉพาะทาง อาทิ แอปฯ จาก iPad และยังรองรับการแสดงผล Retina ซึ่งเป็นโหมดกราฟิกแบบคริสตัลเคลียร์อีกด้วย

เลือกใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพสูง

      รีโมท I/O การขยายไลน์อิน และไลน์เอาต์ ในรูปของดิจิตอล สามารถรันได้สูงสุดที่ 24-bit/96kHz โดยการเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ S-4000S Modular ดิจิตอลสเน็ค, S-2416 ดิจิตอลสเน็ค, S-1608/S-0816 ดิจิตอลสเน็ค และ S-0808 ดิจิตอลสเน็ค โดยอุปกรณ์ทั้งหมดเป็นออปชันต้องซื้อแยกจากตัวบอร์ด ในส่วนของมอนิเตอร์ ก็มีไอเดียในแง่แก้ปัญหาเรื่องมอนิเตอร์ โดยมีฟังก์ชันที่อยู่ภายใน M-5000 มีฟังก์ชันที่เฉพาะในการรองรับด้านนี้ ซึ่งสามารถจัดการปัญหาของนักดนตรีได้ผ่าน M-48 สิ่งใดที่เอ็นจิเนียร์ได้ยิน สิ่งนั้นนักดนตรีก็จะได้ยินเช่นกัน วิธีการเชื่อมนั้นสามารถทำได้จากหนึ่งในสองช่องมอนิเตอร์บัส หรือแบบทอล์คแบ็กในลำดับที่สามสี่ โดยใช้ระหว่างที่นักดนตรีกำลังซาวด์เช็คบนเวทีของแต่ละตำแหน่งแบบส่วนตัว หรือที่เรียกว่า Personal Mixers ซึ่งวิธีการทำงานของนักดนตรียุคใหม่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย...

ระบบมัลติแชนเนล

       สำหรับคุณสมบัติด้านเพลย์แบ็กและเรคอร์ด สามารถทำได้สูงถึง 48 แชนเนล โดยไม่ต้องมีการรีแพทซ์ เมื่อป้อนสัญญาณลงในไลน์ I/O ของคอนโซล ไม่เฉพาะเท่านั้นยังสามารถควบคุมแทร็กต่างๆ ด้วยมือเรา ทั้งเรื่องเราท์ติ้ง การสั่งให้สตาร์ท สั่งให้หยุด ผ่าน Roland R-1000 ซึ่งรองรับการเรคอร์ดและเพลย์แบ็กจำนวน 48 แทร็ก ซึ่งสามารถเพลย์แบ็กคอนเสิร์ต ซาวด์เช็ค การเทรนนิ่ง ตลอดจนการป้อนสัญญาณจากแหล่งกำเนิดของงานไลฟ์ซาวด์ โดยไม่ต้องแพทซ์ และทุกๆ แชนเนลมีภาคไมค์ปรีที่ดีและมีเรื่องปรีแอมป์คอมเพนเซชันอีกด้วย

  

            ดีไซน์อินเทอร์เฟซให้ใช้งานง่าย                                   หน้าจอทัชสกรีนขนาด 12 นิ้ว

ฟรีเจอร์ของ M-5000

ฟรีเจอร์เด็ดของ Roland M-5000 มีหลายอย่างที่น่าสนใจ อย่างเช่นฟังก์ชัน PATCHBAY ซึ่งอยู่ในรูปของดิจิตอล จุดเด่นก็คือว่า ในแต่ละอินพุตของหนึ่งแชนเนลจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ซึ่งทำให้มีสัญญาณสำรองได้เต็มพิกัด... 1) สัญญาณอินพุตที่ทำหน้าที่ไพรมารีอินพุต (IN) หรือสัญญาณอินพุตหลัก... 2) อินพุตอัลเทอเนท (ALT) เป็นอินพุตทางเลือก และ 3) แทร็กอินพุต (TR) ตัวอย่างเช่นว่า เรา Assign ให้เมนโวคอลไมค์เข้าไปที่ IN แล้วเราก็แบ็กอัพสัญญาณนั้นไปที่ ALT ขณะเดียวกันก็สามารถสวิตช์ไปมาได้ ในขณะที่ทำการ edit ที่ CH EDIT เผื่อว่ามันล่มกลางครัน ส่วน TR จะใช้ Assign เพื่อแบ็กอัพสัญญาณเพื่อนำไปบันทึกเสียงหรือใช้กับ Roland R-1000 ตรงนี้ก็ง่ายต่อการทำงาน อย่างกรณีบันทึกในห้องซ้อม ก็สามารถที่จะแพทซ์สัญญาณจากตรงนี้ได้ ซึ่งแต่ละส่วนสามารถที่จะเซตผ่านหน้าต่าง CH EDIT ซึ่งระบบก็รองรับในการสลับไปมาตามซีนที่เซตไว้

M-5000 : 28 faders ใน 4 banks / M-5000C : 20 faders ใน 3 banks

Assign ชื่อคอนโทรลต่างๆ ผ่านจอย่อย

หน้าต่าง CH EDIT

อินพุต/เอาต์พุตแชนเนล สามารถที่จะกำหนดเป็นโมโนหรือสเตอริโอได้ ผ่านฟังก์ชัน edit mode ซึ่งแชนเนลที่เป็นสเตอริโอก็สามารถทำให้รับคู่สัญญาณที่เป็นสเตอริโอทางอินพุต โดยที่ไม่ต้องปรับแต่งอะไรให้ยุ่งยาก ส่วนพวกไดนามิกเอฟเฟ็กต์และ EQ ตรงนี้ก็อนุญาตให้เข้าถึงได้ง่ายเช่นกัน ซึ่งไดนามิกจะมีอยู่ 2 บล็อค เมื่อสัญญาณเข้ามาจะต้องผ่าน DYN1 และ DYN2 จากนั้นจะผ่านไปยัง EQ ซึ่งตัวเครื่องจะมีให้ 4 แบนด์ความถี่ แล้วผ่านไปยังเอฟเฟ็กต์ยูนิตอื่นๆ สำหรับกลุ่มเอฟเฟ็กต์ไดนามิกและอิควอไลเซอร์ และสัญญาณดีเลย์สามารถที่จะใส่ได้ทั้งอินพุตและเอาต์พุต ผู้ใช้สามารถแทรกเอฟเฟ็กต์ลงอินพุตแชนเนล Aux, Matrix, Group และ Main Out ได้โดยที่สลับรูปแบบสัญญาณทั้งชนิดโมโนและสเตอริโอ โดยการโฟล์วของสัญญาณแต่ละแชนเนล สามารถที่จะฟิลเตอร์ได้ทั้งแบบ High-pass, Low-pass ฟิลเตอร์ ซึ่งภาคไดนามิกจะมีอิสระการประมวลแยกกัน อาทิ Compressor, Gate, Expander, Ducker และ Limiter ในส่วนของ EQ ขนาด 4 แบนด์ก็จะเป็นพาราเมตริกอีคิว เรียกว่ามีระบบการประมวลสัญญาณอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องอินพุตสเตจ แต่ว่าในส่วนของเอาต์พุตนั้น การแทรกเอฟเฟ็กต์เข้าไปวางได้ทั้งก่อนและหลังบล็อคไดนามิกและ EQ

รองรับรีโมทคอนโทรลเต็มรูปแบบ

ฟังก์ชันแชนเนลลิงค์

การลิงค์แชนเนลสามารถทำได้ 12 Group ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่อนุญาตให้ผู้ใช้เซตได้อย่างฟรีสไตล์ โดยการใช้ฟรีเจอร์ CHANNEL LINK ซึ่งจะเป็นหน้าต่างเฉพาะ เพื่อให้เราเซตค่า LINK สัญญาณเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งแต่ละแชนเนลจะทำงานตามเฟดเดอร์ที่ลิงค์ รวมถึงการเปลี่ยนพารา มิเตอร์ต่างๆ ซึ่งง่ายต่อการสั่งงานภายใต้เฟดเดอร์ก้านเดียว การจัดกลุ่มของแก๊งค์เฟดเดอร์ ยังมีผลต่อพวก EQ และไดนามิก รวมถึงพารามิเตอร์อื่นๆ ทั้งหมด จะถูกซิงค์ร่วมกัน ไม่ใช่แค่ว่าจะควบคุมได้เฉพาะเกนคุมความดังเบาอย่างเดียว ตัวอย่างพารามิเตอร์ที่มีผลต่อการลิงค์ เช่น GAIN / FILTER / DYN1 / DYN2 / EQ / DELAY / DIRECT / SENDS / ROUTE / PAN / MUTE / FADER

 

เชื่อมต่อกับ M-48 (Live Personal Mixer)                                 รองรับ R-1000 สำหรับบันทึกเสียง 48 แทร็ก 

Main Out รองรับ 5.1 เซอร์ราวด์

          ในส่วนของอินพุตแชนเนล เมนเอาต์พุต รวมถึงบัสของไดนามิกและบล็อค EQ สามารถที่จะสวิตช์ in และ out โดยที่ผู้ใช้สามารถแทรกเอฟเฟ็กต์เข้าไปได้ รวมถึงการเพิ่มเทมเพลทในการควบคุมสัญญาณ 5.1 เซอร์ราวด์ ในลักษณะ LCR, LR โดยเลือกจากฝั่งเอาต์พุตได้พร้อมกันกับการมิกซ์ดาวน์แบบสเตอริโอเอาต์พุต เมื่อเอาต์พุตถูกเลือกเป็น 5.1 เอาต์พุตจะถูกจัดรูปแบบการมิกซ์ให้เป็นระบบการแพนนิ่งเป็น 5.1 และเมื่อใช้ LCR เอาต์พุต LCR PAN สามารถใช้เซตเอาต์พุตบาลานซ์ของซ้าย กลาง และขวาได้ทันที ในส่วนของมอนิเตอร์เอาต์พุตเองก็รองรับ 5.1 แชนเนลเช่นกัน ซึ่งเมนเอาต์ สามารถเลือกได้ 2 รูปแบบ คือ Monitor 1 ซึ่งรองรับ 5.1 แชนเนล และสเตอริโอ ส่วน Monitor 2 เราสามารถกำหนดเป็น 5.1 แล้วกำหนดดีเลย์ตามที่ต้องการ ซึ่งมันจะมีฟังก์ชัน Alignment ด้านดีเลย์มาให้ ทำให้ปรับพวกบัสสัญญาณรูปแบบ LCR, LEF, Ls และ Rs และอื่นๆ ทั้ง Monitor 1, 2 โดยที่ EQ ของมอนิเตอร์จะถูกตั้งไว้ที่ Flat เพื่อให้เริ่มการทำงานสามารถเช็คซาวด์ดั้งเดิมได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่จะแก้ไขเรื่องการปรับแต่งพารามิเตอร์อื่นๆ เช่น EQ หรือดีเลย์ของมอนิเตอร์ก็ตาม...

ฟรีเจอร์อื่นๆ

          สำหรับฟรีเจอร์อื่นๆ ของ Roland M-5000 ก็จะมีเรื่องของ Sub-Group และพวก DCA ที่รองรับได้ถึง 24 DCA ทำให้สามารถคอน โทรลอินพุตแชนเนลได้จำนวนชิ้นมากขึ้น โดยเฉพาะพวกส่วนประเภทเครื่องสายและกลอง และพร้อมการควบคุมการ MUTE ได้ทีละ 8 ชุด ในลักษณะ Group และยังสามารถใส่มัลติเอฟเฟ็กต์ได้ถึง 8 สเตอริโอ ทั้งฝั่งอินพุตและเอาต์พุต ตรงนี้จะทำให้ผู้ใช้สามารถแทรกเอฟเฟ็กต์และใช้ได้เยอะขึ้น โดยเฉพาะทางฝั่งอินพุตแชนเนล หรือกระทั่ง AUX, Matrix, Group และ Main Output โดยมัลติเอฟเฟ็กต์จะประกอบด้วยเอฟเฟ็กต์พวก Digital Reverb, Delay, Multi-band Compressor, Dynamic EQ รวมถึงเอฟเฟ็กต์ดังๆ ของ Roland ที่เคยมีชื่อเสียง อาทิ SRV-2000, SDE-3000, SDD-320, RE-201, CE-1, SPH-323 and SBF-325. In addition, Distortion และ Delay (มีทั้งดิจิตอลและอะนาลอก) เหล่านี้ยังรวมถึงรุ่นที่อยู่บน BOSS ที่เป็นเอฟเฟ็กต์ก้อนอีกด้วย

         หากมีโอกาสผู้เขียนจะนำเสนอในรูปแบบ แกะกล่องลองใช้ อีกที สำหรับท่านใดสนใจรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ บริษัท กมลสุโกศล อีเล็คทริค จำกัด ซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Roland หมวด PA บรอดคาสต์ รวมถึงสินค้ายี่ห้ออื่นๆ อาทิ Antelope, Euphonix, CADAC, Eventide, Tube-Tech, Lynx เป็นต้น

        บริษัท กมลสุโกศล อีเล็คทริค จำกัด เลขที่ 665 ถนนมหาไชย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์ 02-222-2700-9, 02-221-4121-5  


 เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม

แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88