Interview Reports : พี่ต้อม (คุณเติมยศ เดชสุภา) กรรมการผู้จัดการ JSS Production (01)

“ แกรนด์เปียโนทาง David Foster เขาซีเรียสว่าต้องเป็น ยามาฮ่า แล้วต้องเป็นรุ่นนี้ด้วยนะ

เพราะมันให้คุณภาพเสียงที่เค้าต้องการ เราต้องซับพอร์ตหมด ”

เชื่อว่าหลายๆ ท่านที่อยู่ในวงการเครื่องเสียง คงไม่มีใครไม่รู้จัก

พี่ต้อม (คุณเติมยศ เดชสุภา) ซึ่งถือว่าเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการมา

     กว่า 30 ปี โดยปัจจุบัน พี่ต้อม เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท JSS Production หรือ แจ็คซาวด์ นั่นเอง หลายท่านเคยเห็น พี่ต้อม ผ่านสื่อบ้าง ผ่านโลกโซเชียลบ้าง แต่คิดว่าโอกาสมีไม่มากนักที่จะได้เข้าไปสัมผัสแลกเปลี่ยนพูดคุยกับ พี่ต้อม อย่างใกล้ชิด บังเอิญผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าไปทำสกู๊ปคอนเสิร์ต David Foster ซึ่ง พี่ต้อม เป็นผู้ชักชวนและประสานงานให้ตั้งแต่ต้น ในระหว่างช่วงที่ David Foster ว่างเว้นการซ้อมนั้น ผู้ เขียนจึงถือโอกาสขอสัมภาษณ์ พี่ต้อม ในวันนั้นเลย เนื้อหาเจาะลึกแค่ไหนไปติดตามกันเลยครับ...

การจัดคอนเสิร์ตต่างประเทศเขาเริ่มจากอะไร

   อย่างแรกเขาจะส่งไรเดอร์มาก่อน แล้วทางโปรโมเตอร์จึงจะส่งแปลนของสถานที่จัดงานมาให้เราดู ส่วนตารางลำดับเวลางาน เราต้องมาวางกัน ซึ่งต้องวางแผนกันทั้งหมดว่า จะเริ่มจากอะไร ถามว่าใครเป็นผู้ทำตารางเวลา ตรงนี้มีการประสานงานกันระหว่าง JSS และโปรโมเตอร์ ซึ่งในเคสของคอนเสิร์ต David Foster บริษัท อินดิเพนเด้นท์ฯ เป็นโปรโมเตอร์ ซึ่งเราจะมาวางกรอบงานคร่าวๆ ว่าอะไรจะทำก่อนหลัง ซึ่งเป็นเรื่องของการจัดวางไทม์มิ่งของเวลางาน ถามว่าระหว่างงานมีการปรับเปลี่ยนผังเวลาหรือไม่ ตอบว่ามี แต่เราต้องยื่นคำขาดสุดท้าย ว่าอะไรที่ปรับเปลี่ยนได้หรือไม่ได้ แต่ช่วงที่เป็นเวลาโชว์ในระดับอินเตอร์ เวลาช่วงนี้จะปรับเปลี่ยนได้น้อยที่สุด ยกเว้นมีเหตุการณ์ผิดพลาดร้ายแรงจริงๆ เน้นเลย จึงจะมีการเปลี่ยนแปลง จากนั้นจะมีการแจ้งทุกฝ่าย แต่ว่าในระหว่างการพูดคุยก็จะมีการสับเปลี่ยนเวลากันได้ตลอดจนกว่าจะลงตัว

ศิลปินต่างประเทศขออุปกรณ์เพิ่มเติมจาก List ในไรเดอร์ไหม

    จากประสบการณ์ ตามอุปกรณ์ที่ขอมาตามไรเดอร์ ก็จะตามไรเดอร์เลย ไม่มีมาเพิ่ม เพราะต่างชาติเค้าจะยึดถือตรงนั้น มีวินัยในการทำงาน เค้าจะประชุมและเอาให้เคลียร์ไปเลย อาจมีบ้าง แต่ก็นิดหน่อย ทำให้เราทำงานสบายใจ ถ้ามาถึงเมืองไทย โอกาสที่จะขอนั่นขอนี่เพิ่มแทบไม่มี ขอให้เราตั้งใจทำให้ตรงไรเดอร์เท่านั้นเอง สิ่งสำคัญเราต้องทะเลาะกันก่อนเลย ปัจจุบันดีอย่างคือมันมีอีเมล์ให้ติดต่อตอบโต้กันไปมา ตลอดเลย เหมือนได้ปรึกษาหารือกันเหมือนในโต๊ะเลย ทุกคนเห็นหมด ในอดีตนี่ ต้องติดต่อกันผ่านแฟ็กซ์ ผ่านโทรศัพท์ข้ามทวีป ทำให้ลำบาก แต่เดี๋ยวนี้มันสะดวกสบายต่อการทำงาน

การทำคอนเสิร์ตต่างประเทศความยากอยู่ตรงไหน

    ถ้าถามว่ายากมั้ย จะบอกว่ามันยากซะทีเดียวมันก็ไม่ได้ จะบอกว่าง่ายมากๆ ก็ไม่ได้เช่นกัน ผมคิดว่าต้องเรียก "ความเอาใจใส่" และ "ความรับผิดชอบ" ตรงนี้มากกว่าที่จะสะท้อนความเป็นมืออาชีพจริงๆ คือต้องให้รู้จริง หากเรารู้จริง ประเด็นความยากหรือง่าย ไม่ใช่สาระสำ คัญเลย แต่ถ้ามองในแง่ความซับซ้อนของงาน ถือว่าซับซ้อนนะ แต่ทั้งนี้มันอยู่ที่ความเข้าใจหลายๆ อย่างของเนื้องาน ซึ่งนั่นไม่ใช่สาเหตุทำให้ซัพพลายเออร์หรือกลุ่มเครื่องเช่ามีไม่กี่ราย เพราะปัจจุบันพบว่ามีหลายรายที่ทำธุรกิจ โดยอยากจะผันตัวเองเข้ามาทำตรงนี้ เพราะมันท้าทาย คือมันเป็นงานที่ท้าทายใช้คำนี้น่าจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากมันท้าทายดี ทุกคนก็ฝันที่อยากจะมาทำงานระดับอินเตอร์ ทำคอนเสิร์ตใหญ่ๆ แต่ความโชคดีของ JSS หรือ แจ็คซาวด์ เนี่ย เราได้เริ่มต้นบนทางสายนี้มาตั้งแต่แรกเลย ถือได้ว่าเราคือผู้นำมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ยุคสมัยไนท์สป๊อต ทำให้เรามีประสบการณ์จากตรงนี้ค่อนข้างแน่น ฉะนั้นในวงการจึงให้ความน่าเชื่อถือเราเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ จะมองแบบนั้นก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันก็มีหลายๆ บริษัทที่สามารถทำคอนเสิร์ตระดับอินเตอร์ได้ แต่โดยส่วนใหญ่ทาง JSS จะดูแลเรื่องเทคนิคัลโปรดักชัน หรือเรื่องของอุปกรณ์ต่างๆ เราให้ความสำคัญอันดับแรกๆ แน่นอนเพราะมันเป็นเรื่องของการโชว์สดๆ ต่อหน้าคนดูนับหมื่นๆ

แล้วเรื่องราคาตกลงคุยกันยังไง

    เราคุยกันตั้งแต่ต้น โจทย์ต่างๆ เราต้องพูดคุยกันหมด เพราะมันเป็นเรื่องของธุรกิจ เรื่องของต้นทุนต่างๆ ถามว่าราคาเราเคาะตอนไหน ตอบว่า เราต้องดูจากไรเดอร์ ดูจากรายชื่ออุปกรณ์ที่ส่งเข้ามาทั้งหมด มีอะไรบ้าง 1-2-3-4 ซึ่งต้องรับออเดอร์มาจากต่างประเทศเสียก่อน อาการเดียวกับเราเข้าร้านอาหารนะ จะกินอะไรต้องดูเมนูก่อน พอดูเมนูเสร็จก็ค่อยสั่ง พอสั่งปุ๊บเราจะรู้เลยว่าราคาจานนี้ ชิ้นนี้มันเท่าไหร่ รวมเบ็ดเสร็จ บวกภาษี บวกค่าบริการที่ถูกชาร์จ ค่าจอดรถเท่าไหร่ ก็คิดตามนั้นเลย อย่างซัพพลายเออร์ต่างจังหวัดอาจจะเหมากันไป หรือกระทั่งการคิดราคาเพิ่ม/ลด เป็นอุปกรณ์ต่อชิ้น ของเราไม่เคยทำแบบนั้น ส่วนใครจะเลียนแบบวิธีคิดของ JSS บางครั้งต้องขอแก้ข่าวนิดนึง ในการทำธุรกิจ หรือมุมมองต่างๆ เนี่ย การที่คุณมองผู้นำอุตสาหกรรม ถ้าคุณเป็นผู้ตามก็จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้ คุณจึงจะดำเนินธุรกิจตรงนั้นได้ดีและแม่นยำ ผมไม่ได้ตำหนิหรือห้ามลอกเลียนแบบ แต่อยากแนะนำว่า ทำยังไงให้ธุรกิจมันเดินไปในแนวทางที่ถูกต้อง ด้วยความระมัดระวัง

มาตรฐานอุปกรณ์งานคอนเสิร์ต David Foster เป็นยังไง

    อุปกรณ์สำหรับงานนี้ต้องได้มาตรฐาน เราต้องจัดสเป็กให้เค้า แม้จะหาไม่ได้ทุกตัว ก็ต้องหาให้ได้ใกล้เคียง และให้ดีเทียบเท่า เพราะวงเค้ามาแต่ตัว เค้าอยากได้อะไรเราจัดหาให้หมด ซึ่งอุปกรณ์บางตัวเราไม่มี แต่เราได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรมาเสริม อย่างแกรนด์เปียโนทาง David Foster เขาซีเรียสว่าต้องเป็นยามาฮ่า แล้วต้องเป็นรุ่นนี้ด้วยนะ เพราะมันให้คุณภาพเสียงที่เค้าต้องการ เราต้องซัพพอร์ตหมด คือมีปัจจัยหลายๆ อย่างเหมือนกัน ซึ่งถ้าศิลปินเขาต้องการแบบนี้ เราก็มาดูว่าหาให้ได้มั้ย ถ้าหาไม่ได้เราจะต้องคุยกัน หรือใช้ตัวอื่นแทนได้หรือเปล่า ทุกอย่างต้องไปด้วยกัน เราจะไปตัดโน่นตัดนี่ลดลงมา แบบนั้นทำไม่ได้นะ ต้องคุยกันหมดระหว่างโปรโมเตอร์กับศิลปิน หรือผู้จัดการศิลปิน ถามว่าเวลาดีลกันกว่าจะจบในเรื่องอุปกรณ์ใช้เวลานานมั้ย มันแล้วแต่เงื่อนไขในการคอนแทค

มาตรฐานอุปกรณ์เราเซตให้ต่างประเทศหรือฝั่งโน้นเซตให้ฝั่งเรา

     เราต้องดูสเป็กอุปกรณ์ของต่างประเทศก่อน ทั้งหมดเลยนะ ต้องพยายามทำตรงนั้นให้ได้ทั้งหมดก่อน ไม่ใช่ว่าเราจะดำน้ำจัดอุปกรณ์ต่างๆ ให้เค้า ว่าแบบนี้แหละสุดยอด ซึ่งตรงนี้ไม่ได้นะ จะเรียกว่าเราทำงานตามใบสั่งของต่างประเทศก็ได้ ถามว่าแบบนี้เท่ากับเอาดีมานด์มาเป็นตัวกำหนดซัพพลายหรือไม่ มันก็มีส่วนถูก แต่เราต้องมาวิเคราะห์อะไรหลายๆ แบบ หลายๆ อย่างในธุรกิจของบ้านเราเหมือนกัน ถ้านั่งเทียนลุยน้ำ โผล่ขึ้นมาแหนเต็มหัวทำยังไงล่ะ การทำงานในธุรกิจนี้ ประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญ มันต้องซีเรียสกันมาก

หากมีผู้สนใจอยากเป็นโปรโมเตอร์คอนเสิร์ตควรจะเริ่มจากอะไร

    อันดับแรกเป็นเรื่องสถานภาพความพร้อม ซึ่งความพร้อมในที่นี้มันมีหลายๆ องค์ประกอบที่สำคัญ ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วมาจ้างแจ็คซาวด์ไปลุยเลย แบบนี้ผมก็เคยเจอ แบบทำเอามันส์ แต่ถามว่าอยู่ๆ ทำธุรกิจยอมเจ้งทีนึง 10 ล้าน 20 ล้านไหวหรือเปล่าล่ะ มันไม่ได้นะ จะทำเอามันส์อย่างเดียวไม่ได้หรอก เราเองจะคอยให้คำปรึกษาเช่นกัน ถ้าพูดถึงในแง่ช่องทางธุรกิจ มันก็มีโอกาส มีช่องว่างอยู่นะ แต่ต้องทำให้เป็น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แล้วแต่มุมมองของธุรกิจ หากใครชอบงานด้านนี้ก็มาเลย เรายินดีให้คำปรึกษา คือเราต้องดูแลลูกค้า แต่จะรอดหรือไม่ผมตอบไม่ได้นะ ยังไงก็แล้วแต่ เราต้องพยายามทำให้ลูกค้าอยู่รอด ไม่ใช่สักแต่ฟันหัวเข้าบ้านอย่างเดียว ลูกค้าอยู่ได้ เราอยู่ได้ เขาเติบโต เราก็โตไปด้วยกัน มันลูปเข้าหากันไปทั้งหมด ไล่ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง การจัดคอนเสิร์ตต่างประเทศครั้งนึงไม่ใช่ใช้เงินแค่ 5 แสน หรือ 1 ล้าน เขาลงทุนกันระดับ 10 ล้านขึ้นไป อย่างศิลปินบางเบอร์ค่าตัวมหาศาลระดับเกิน 20-30 ล้านยังมีเลย มันไม่ใช่เอาเงินออกประเทศอย่างเดียวนะ เงินเหล่านี้มันไปกระ จายอยู่ในทีมงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เกิดการจ้างงานเป็นขบวนการ ไล่ตั้งแต่สเตจ ไลท์ติ้ง ถามว่าสเตจใช้คนงานมั้ย คนงานอย่างน้อยๆ ต้องมี 20-30 คน ตีไป 20-30 ครอบครัว เงินตรงนี้กระจายลงสู่ครอบครัวไปหมดเลยนะ หรือจะเป็นธุรกิจตัวแทนขายบัตรคอนเสิร์ต ในตัวธุรกิจนี้ก็มีพนักงานเยอะแยะ เม็ดเงินกระจายลงไปที่ครอบครัวของพนักงานเหล่านี้ มันลงไปถึงรากหญ้า ผมไม่ได้มองว่าจะเอาเงินมาเข้ากระเป๋าซัพพลายเออร์หรือ Rental คนเดียว อย่าง บริษัท JSS เราจ้างลูกน้องแบบพนักงานประจำ มีงานหรือไม่มีงานเราก็จ่ายเป็นเงินเดือนประจำ

อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่ JSS ใช้ยึดตามมาตรฐานคอนเสิร์ตต่างประเทศใช่ไหม

    ใช่... คอนเสิร์ตในต่างประเทศมันเป็นสแตนดาร์ด เพราะเค้าจะทัวร์ไปทั่วโลก นั่นเป็นดีมานด์ของต่างประเทศ แต่เราต้องมาวิเคราะห์ตัวเราด้วยว่า เราจะไปถึงตรงนั้นได้หรือไม่ กำลังของเราแค่ไหน ส่วนราคาที่โปรโมเตอร์ต้องจ่ายค่าเช่า มันเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับเลยนะ อุปกรณ์ทั้งหมดแบบนี้ เท่าไหร่คุณก็ต้องจ่าย ผมไม่อยากใช้คำว่าสู้ราคา เพราะมันเป็นเรื่องของธุรกิจมากกว่า หากคุณจะเป็นโปรโมเตอร์คอนเสิร์ต คุณต้องเจอต้นทุนตรงนี้แน่ๆ เพราะกลไกต่างๆ มันถูกบังคับจากสภาพธุรกิจนี้เลย

เหตุผลที่เลือกลำโพง K1 เพราะต้องการผูกขาด...?

     มันไม่ใช่เรื่องการผูกขาด เขาแค่ไม่ทำเหมือนแบรนด์อื่นๆ ที่ใครมีเงินก็ไปซื้อได้ เราใช้ K1 มา 5 ปีแล้วนะ ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่เราต้องลงทุนอยู่แล้ว ทุกวันนี้เราก็เหมือนเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องเช่าในประเทศ เราเริ่มจากการใช้ลำโพง JBL แล้วมาใช้ Turbo Sound จาก นั้นก็มาใช้ JBL ที่เป็นไลน์อาร์เรย์รุ่น Vertex ซึ่งคิดว่าเราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ เพราะเทคโนโลยีมันไม่หยุดอยู่กับที่ มันเดินตลอด สำหรับ L-Acoustics K1 ได้ License มาในไทยมีเพียงเจ้าเดียวคือ JSS การที่จะสั่งซื้อ K-1 หลักร้อยล้าน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ปกติเค้าจะให้ประเทศนึงแค่เซตเดียว เขาดูประชากรว่าประเทศนี้น่าจะใช้เซตเดียว ประเทศนี้น่าจะ 2 เซต ของเราได้แค่เซตเดียว หากจะมีเซตที่ 2 ทาง L-Acoustics ก็ต้องถาม เพราะเขาดูเรื่องตลาด เพราะเดี๋ยวจะมาทำให้ตลาดเสีย

JSS จะเน้นเฉพาะระบบเสียง PA มากกว่าแบนด์เกียร์

     เราเน้นหมดเพราะมันเป็นธุรกิจของเรา คำว่าอุตสาหกรรมดนตรีมันต้องครบวงจร สังเกตว่าเวลา JSS ทำ เราจะทำหลายส่วน แต่บาง ส่วนเราไม่ทำ เราก็ดึงพาร์ทเนอร์เข้ามา อย่างสเตจเราก็ทำ เหตุผลเราทำเพราะต้องการแก้ปัญหาเรื่องเวลา เพื่อนำมาใช้งานระดับอินเตอร์ มันไม่ ใช่นั่งร้าน สมัยก่อนมันเป็นนั่งร้านใช่มั้ย เป็นแบบก่อสร้าง เราถือว่าเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำเวทีแบบน็อคดาวน์ ไม่มีการขันน็อตแยกชิ้นส่วน แต่ปัจจุบันคนใช้กันเยอะแล้วนะ เลียนแบบพัฒนากันไปเรื่อยๆ เนื่องจากเราเป็นผู้นำ เราจึงทำอะไรก่อนคนอื่น อย่างลำโพงในคอนเสิร์ต David Foster ก็มีลำโพง KUDO ซึ่งก็เป็นแบรนด์ L-Acoustics เช่นกันเพียงแต่เป็นรุ่นอื่นที่ไม่ใช่ K1 จะสังเกตว่าโลโก้ของเค้า การดีไซน์โลโก้ของเค้าจะมีเอกลักษณ์ แค่โลโก้เค้ายังพิถีพิถัน ไม่ใช่แค่ดูผ่านๆ มันต้องมีอะไรหลายๆ อย่างซ่อนอยู่ในนั้น มันเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์ เช่นสี่เหลี่ยมน่าจะหมายถึงวิทยาศาสตร์ ส่วนโค้งๆ น่าจะเป็นฟิสิกส์ เป็นพวกคลื่นเสียงแบบไซน์เวฟทำนองนั้น คือ CEO ของบริษัทเป็นนักฟิสิกส์ ร่วมกับผู้ถือหุ้นอีก 2-3 คนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์และเอ็นจิเนียร์ รวมถึงซาวด์เอ็นจิเนียร์ด้วยนะ ซึ่งจริงๆ ก็แตกตัวมาจากกลุ่มก้อนของ Turbo Sound หรือฟังก์ชันวัน คือกลุ่มพวกนี้จะเป็นแก็งค์เดียวกันหมด เพียงแต่แยกตัวออกมา

    ซึ่งกลุ่มพวกนี้มันถึงกันหมด อย่างตัวตู้ลำโพงก็มีการออกแบบที่ยืดหยุ่น สามารถปรับมุมกระจายเสียงได้ เรามีลำโพงชุดนึงไว้เก็บเสียงด้านข้าง แล้วปรับการกระจายเสียงเป็นมุมออกไป เพื่อไม่ให้มันสะท้อนกับผนังอะไรแบบนี้ ขึ้นอยู่กับการเขียน Alignment ระบบด้วย ตัวอย่าง ตู้พวกนี้ก็ต้องทำความสะอาด ช่วง 2 สัปดาห์ที่แล้วไปรับงานที่มันมีฝุ่น ต้องถอดออกมาหมดเลย แล้วใช้น้ำแรงดันสูงล้าง แล้วมันก็จะใหม่สะอาด เสร็จแล้วมันจะไม่สกปรกแบบนี้ จริงๆ ปกติวันนี้มันจะสะอาดเลยนะ อย่างรอยถลอกเราจะเก็บสีนิดๆ หน่อยๆ ผมไม่ปล่อยแบบนี้นะ อันนี้ถือว่าสกปรก ถ้าถอดออกแล้วบำรุงรักษาดีๆ ก็จะเหมือนตู้ใหม่ๆ เลย อยู่ในสภาพ 80% อย่างตู้ซับวูเฟอร์ที่ใช้งานคอนเสิร์ต David Foster จะเป็นตู้บรรจุไดรเวอร์ 18 นิ้ว 2 ยูนิต ชื่อรุ่น SB28 ถามว่าถ้าเทียบกับตู้แบบยูนิตเดียว มันอยู่ที่การใช้งาน และก็ซอฟต์แวร์ ซึ่งมันเกี่ยวพันกับการกระจายของเสียง เรื่องของเฟส การวางลำโพงก็เป็นอีกแนวคิดนึง

หากมีคนจะก๊อปปี้การเซตระบบเสียงของ JSS มีคำแนะนำอะไร

     ในอดีตเครื่องไม้เครื่องมืออาจจะไม่ทันสมัยเหมือนยุคนี้ การติดตั้งอาจจะมีปัญหาเรื่องการบาลานซ์เฟส คือทั้งหมดอยู่ที่ความเข้าใจเอ็นจิเนียร์ ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าใครผิดนะ อยู่ที่การจัดวางระบบมากกว่า อยู่ที่การดีไซน์ของเค้า อย่างการวางตู้ซับเรียงหน้าเวทีลักษณะนี้ เราจะไปวางมั่วๆ ก็ไม่ได้ มันอยู่ที่การดีไซน์ อยู่ที่ซอฟต์แวร์ อยู่ที่ขั้นตอนการทำซาวด์วิชั่น (ซอฟต์แวร์ของ L-Acoustics) จู่ๆ จะมาวางตามอำเภอใจไม่ได้นะ บางคนอาจจะเห็น JSS วางแบบนี้ก็อยากวางมั่ง โดยไม่ได้มีเครื่องมือช่วยออกแบบระบบเสียง ถ้าทำแบบนั้นจะเกิด Phase Shift กันแหลกลาน ผมจะห้ามเขาก๊อปปี้ JSS ก็ไม่ได้ไง ผู้ที่จะก๊อปปี้เราต้องเข้าใจคอนเซ็ปต์ คนที่จะนำเราไปเป็นตัวอย่างหรือเป็นต้นแบบต้องเข้าใจด้วย ไม่ใช่เห็นแต่ภาพแล้วก๊อปปี้หรือไปดีไซน์แค่รูปแบบภายนอกตามเรา ตรงนี้สำคัญ เพราะมันมีอะไรลึกๆ มันเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์ และก็เป็นเรื่องของเทคโนโลยี คือ 3 ประเด็นต้องจำให้มั่น จะทำเอาเท่ห์ เอามันส์ไม่ได้ ถ้าเราคิดว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมระบบเสียง ผมเองไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นตัวจริง แต่ว่าก็ทำงานด้านนี้มาตั้งแต่หัวดำยันหัวหงอก นับเวลาก็ 30 ปี ที่ยืนหยัดอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ อยู่ในธุรกิจนี้

อุปกรณ์ที่ซื้อกันมาในระยะเวลา 30 ปี เก็บไว้ไหน

      เราต้องเทรด (ขาย) ออก ตัวไหนที่เราคิดว่า เราต้องเก็บไว้ในสต็อค อุปกรณ์ที่เป็นวินเทจที่จำเป็นต้องใช้เราก็ต้องเก็บเอาไว้ เช่นพวกอุปกรณ์อะนาลอกบางตัว ตัวไหนที่เราไม่จำเป็นต้องใช้เราก็ขายออกไป ซึ่งเราต้องมีวิธีบริหารจัดการทางด้านระบบ คือมันต้องวางแผน ไม่ใช่มีเงินแล้วบ้าระห่ำซื้อแหลกอย่างเดียว ไม่ใช่มีที่ดินแล้วขายที่ดิน มีที่นาขายนามาซื้อ ต้องมองในมุมธุรกิจด้วยนะ แต่ถ้าเน้นเอามันส์ก็อีกเรื่องนึง แต่บังเอิญตรงนี้มันคือธุรกิจ เรามีลูกมีเมียต้องดูแล (หัวเราะ) เราจะทำยังไงให้การทำงานของเรามีศักยภาพมากขึ้น ปัจจุบันยิ่งเข้าสู่ AEC ยิ่งต้องพัฒนาตัวเอง อันนี้เป็นมุมมองของผมนะ ถามว่าถ้าเพื่อนบ้านจะจ้างเราไป เราก็ไปได้ เพราะเราเคยทำมาก่อน เราไปมาเลย์ฯ ไปสิงคโปร์ เราไปมาทั่ว ขนของกันเข้าไปเลย ปัจจุบันเรายังไม่มีออฟฟิศในต่างประเทศ เรามีสำนักงานใหญ่อยู่แค่ประเทศไทย อย่างในกรณีของพม่าเนี่ย มันเป็นเพียงการลงทุนร่วมเท่านั้นเอง คือทางบีอีซีฯ เค้าลงทุน ของเราแค่ซัพพอร์ตด้านเทคนิคัลแค่นั้นเอง มันเป็นเรื่องการลงทุนของผู้ใหญ่ทางโน้น ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ก็สต็อคไว้ที่โน่นเลย ส่วนระบบจะแตกต่างกับที่นี่ แต่ว่ามีระบบดิจิตอลบ้างแล้ว ลำโพงเมนพีเอก็เป็นไลน์อาร์เรย์ของ JBL แอมป์ก็ใช้ Crown คือเราต้องให้ทุกอย่างมันแมทช์กัน ไม่ใช่ว่าลำโพง JBL แต่ไปเอาแอมป์อะไรที่เราประดิษฐ์ขึ้นมาเอง เราต้องดูว่าสเป็กมันไปด้วยกันได้มั้ย

บางคนเห็น List อุปกรณ์ของ JSS ก็พยายามจะสต็อคตาม

     ผมไม่อยากให้มองอุปกรณ์ของ JSS ว่ามีสต็อคยาวเป็นหางว่าว ไม่ต้องบ้าระห่ำกันขนาดนั้น เราต้องดูธุรกิจเราว่าอยู่ตรงไหน รับงานแค่ไหน กำลังของเราแค่ไหน ความพร้อมของตัวเราเองมีแค่ไหน ความพร้อมที่สำคัญคือตัวบุคคลากร โน-ฮาวพร้อมแค่ไหน คือไม่ใช่จะไปไล่ซื้ออุปกรณ์เหมือนแจ็คซาวด์ เหตุผลที่ผมซื้อเพราะผมต้องใช้งาน เพราะนี่คือธุรกิจ เราต้องการให้ธุรกิจระบบเสียงในประเทศไทยมีการเติบโต ซึ่งเวลานี้เราก็ได้มาตรฐานสากลอยู่แล้ว ใครจะตาม JSS ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะนั่นคือการพัฒนาวงการ ไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง

อุปกรณ์ที่ JSS ซื้อมาเป็นป้ายแดงหมด พอหมดวาระแล้วมีวิธีขายออกยังไง

     โดยมาตรฐานของฝรั่งจะใช้เวลา 4-5 ปี แต่ของไทยเราลากใช้กันยาวเป็น 10 ปี หรือ 5 ปี แล้วแต่อยู่ที่เราจะเซอร์วิส ดูแลเค้ายังไง รถเราเวลาซื้อมา เรากัดฟันใช้ไป 7-8 ปี เรามีการถ่ายน้ำมันเครื่อง เราดูแลเค้าอย่างดี มันก็สามารถขยายเวลาสร้างผลกำไรให้เราได้มากขึ้น ต้องยอมรับว่าประเทศของเรา อยู่ระหว่างกำลังพัฒนาตัวเอง อย่าหลอกตัวเองนะว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว อันนี้เราโฟกัสเฉพาะธุรกิจของเรานะ นั่นถือธุรกิจ Rental หรือผู้ให้บริการระบบเสียง เรามาดูว่า 5 ปีขายทิ้งแล้วซื้อใหม่ หากเราทำไปแต่มันคุ้มมั้ย ต้องดูภาษีนำเข้า โน่นนี่นั่น เราพร้อมมั้ย เนื่องจากภาษีนำเข้าจัดอยู่ในหมวดภาษีของฟุ่มเฟือย 25%-30% สำหรับการนำเข้าถือว่ามหาศาล อุปกรณ์ของเราระดับมาตรฐานโลก แต่ต้องรับงานราคาแบบไทยๆ อุปกรณ์บางตัวเราใช้เกินกว่า 5 ปี เราใช้เฟิร์มแวร์อัพเดตตลอด เราต้องศึกษาอุปกรณ์ก่อนซื้อ ใช้คำว่าวงจรชีวิตของสินค้าเลย กับสิ่งที่เราเป็นผู้บริโภค อย่างสินค้าที่อายุสั้นก็มีหลายหลากนะ พวกไวร์เลสไมค์ พวกแจ็ค พวกสายสัญญาณ ถือว่าไม่ใช่เมนหลัก เราต้องรีบระบายออก ส่วนดิจิตอลเอฟเฟ็กต์เราต้องดูว่าตัวไหนเป็นตัวยอดนิยมในแวดวงเครื่องเช่าก็ต้องเก็บไว้ อย่าง TC Electronic, Lexicon ก็ต้องดูเป็นรุ่นๆ ไป

พัฒนาการของเพาเวอร์แอมป์ในอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นยังไง

     มันก็มีการพัฒนามานานพอสมควร ตั้งแต่ยุคอดีตแล้วนะ สมัยก่อนมีแอมป์ BGW มีแอมป์ Crown มีแอมป์ Yamaha เมื่อก่อนมีไม่กี่แบรนด์ ปัจจุบันก็เริ่มมีการพัฒนา มีให้เลือกหลากหลายขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องของเทคโนโลยี มีเรื่องของสวิตซิ่ง อย่างเช่น LAB.GRUPPEN อะไรทำ นองนี้ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับรสนิยมของเราว่าจะชอบอะไร ถามว่า LAB.GRUPPEN มันดีมั้ย มันดีนะ มันเป็นดิจิตอล มันเป็นแอมป์เบอร์แรกๆ เลยที่มีศักยภาพสูง เราต้องยอมรับว่ามันสามารถจัดวางพลังงานการจ่ายไฟได้ดี แปลงพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานเสียง แล้วใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยมาก แต่ไปขยายพลังงานไฟฟ้าให้มันเกิดขึ้นมหาศาล เรียกว่ากินไฟเท่ากันแต่ให้เสียงดังกว่า ดีกว่า เมื่อก่อนแอมป์กินไฟหนัก มหาศาลเลย กำลังวัตต์จึงจะได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ปัจจุบันกินไฟนิดเดียวให้พลังมหาศาล

ตลาดตัวลำโพง Turbo Sound ในไทยเน้นกลุ่มไหน

     เราทำตลาดเฉพาะลำโพงพวกสเกลเล็กซะมากกว่า เป็นงานระดับกลางๆ คือใช้รับงานในลักษณะลำโพงพวกพอร์ทเทเบิล และ Self-Power มากกว่า เหมาะสำหรับใช้เปิดตัวสินค้า อีเว้นต์ เรายังไม่อยากรุกตลาดตรงนั้นมากเกินไป เพราะปัจจุบันมันเยอะอยู่แล้ว เราเป็นห่วงผู้ บริโภค เดี๋ยวกลายเป็นซื้อของแพงเข้าไปอีก (หัวเราะ) พอแบรนด์ติดตลาดค่อยว่ากัน หากว่ามีใครสนใจระบบใหญ่ๆ เราก็สามารถซัพพอร์ตได้ ให้คำแนะนำจัดส่งให้ได้ ตอนนี้เราไม่ต้องมาแบกสต็อคไว้ให้ปวดใจ เพราะว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนทุกวัน การที่เราจะลงทุนในธุรกิจพวกนี้เราต้องศึกษาดีๆ สำหรับระบบที่ใช้เป็นชุดใหญ่เหมือนเราของ Turbo Sound ก็ถือว่ายังน้อยอยู่ แต่ว่าในต่างประเทศเยอะนะ อย่างวง Pink Floyd มันเป็นพ้อยซอร์สที่เป็นพวงองุ่น พวกเครื่องเสียงบ้านเราต้องเห็นแบบนั้น ถึงจะตกใจ เรียกว่าแขวนกันเป็นครึ่งวงกลมเลย เพื่อที่จะให้เสียงมันครอบคลุมสถานที่ โดยเฉพาะสนามกีฬาหรือสถานที่ที่คล้ายตัว U เราควรจะจินตนาการสถานที่นั้นๆ ว่าควรจะใช้อะไรแบบไหน ลำโพงมันมีประสิทธิภาพแค่ไหน ดูจำนวนการจุของคนดูด้วย 3 หมื่น 4 หมื่น 8 หมื่น ถ้าจำนวนคนดู 8 หมื่นต้องดีไซน์แบบไหน ซับซ้อนแค่ไหน ไม่ใช่อยากจะเซตแบบไหนก็เซต มันมีอะไรหลายๆ อย่าง ในมุมมอง ในแนวคิดที่พวกเราต้องมานั่งช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันพัฒนา ไม่ใช่แข่งขันเอาดีเอาเดือดอย่างเดียว

… (โปรดติดตามอ่านในตอนต่อไป... ครับ)…


เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม ; แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88