Interview Reports : พี่ต้อม (เติมยศ เดชสุภา) กรรมการผู้จัดการ JSS Production (ตอนจบ)

 เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม 

facebook : bobbysound88

“ เราค้าอาวุธเรื่องของเสียง มันเป็นแบบนั้นจริงๆ

เราเป็นพ่อค้า ใครมาเช่า เราก็ให้ เราไปหมด ให้นักดนตรี ให้ศิลปิน ที่จะนำไปใช้ ”

(เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว..)

หากมีสงครามราคา JSS จะรับมือยังไง

        หากพูดถึงเรื่องตัดราคา ตัดราคาอะไรล่ะ ในเรื่องธุรกิจใช่ไหม นั่นเป็นอีกเรื่องนึง ตรงนั้นก็ต้องไปห่ำหั่นกัน ซึ่งควรจะวิเคราะห์และพิจารณากัน ถ้ามีการตัดราคาสมมตินะ ตรงนี้เราพูดถึงเรื่องธุรกิจแล้วนะ บริษัท A เสนอ 100 บาท บริษัท B ก็เสนอ 100 บาท พอบริษัท C เสนอ 70 บาท เล่นกันไปเล่นกันมา ถ้าผมลดต่ำกว่า C ผมถือว่าตัวเองเป็น A+ พวกนั้นไม่ตายหมดเลยเหรอ คือมันไม่ได้ไงครับ ที่มันเริ่มมีปัญหาใน ตอนนี้ เกิด JSS บอกขอลงไปเล่นด้วยคนสิ ถ้า JSS จัดเซต 15,000 ไปรับงาน แล้วคนอื่นๆ ตายมั้ยล่ะ ถามว่าลูกค้าหรือผู้บริโภคเขาจะเลือกใครล่ะ คิดแบบพื้นๆ นะ เขาก็ต้องเลือก JSS จ่ายมา 15,000 เราไปทันที งานอะไรเราไปหมด เปิดตัวสินค้า อีเว้นต์ในห้าง กลายเป็นว่าเจ้าเล็กเจ้าน้อยอยู่ไม่ได้ แค่เปิดรายชื่ออุปกรณ์มาก็กินขาดเลย ตอนนี้เด็กๆ น้องๆ ก็ต้องเข้าใจในธุรกิจว่า JSS เราไม่ไปแข่งตรงนั้น ส่วนพี่ๆ ที่ทำธุรกิจนี้ก็ต้องเข้าใจด้วยเช่นกัน เรียกว่าเรากินเผื่อเหลือ ไม่ได้กินเรียบ ถ้าเรากินเรียบ วงการตายเลยล่ะ ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว กลับไปทำไร่ไถนากันเหมือนเดิม ค้าขายก๋วยเตี๋ยว อะไรก็ว่าไป หากเป็นแบบนั้นวงการนี้จะมีแค่เจ้าใหญ่ไม่กี่ราย ผลเสียคือวงการไม่เกิดความหลากหลาย การพัฒนาจะไม่เกิดความต่อเนื่อง อันนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผมนะ คือเราถอยเพื่อให้วงการมันโต ไม่ได้เอาดีคนเดียว ถ้าเราจะเล่นแบบบุกไปกินเรียบเรา ก็ทำได้ แต่ถามว่าอยู่กันได้มั้ย วงการตายเลยนะ

ในกรณีที่ซัพพลายเออร์ตัดราคากันเอง จะแนะนำยังไง

        ผมแนะนำไม่ได้ มันอยู่ที่จิตใต้สำนึกของการทำธุรกิจ ถามว่าคนที่เค้าจะตัดราคาเนี่ย เขาตัดเพื่ออะไร คือต้องดูว่าสมเหตุสมผลหรือเปล่า มันอยู่ที่คนทำธุรกิจว่าจะใช้ดุลพินิจยังไง เพื่ออะไร เพื่อความอยู่รอด ในระยะสั้น/ระยะยาว ต้องดูกันให้ถ่องแท้ ถ้าเล่นแบบสุกเอาเผากิน เล่นแบบฉาบฉวย มันจะกินได้แค่ไหน สำหรับ JSS ทำธุรกิจมา ถามว่ามีการตัดราคามั้ย ผมไม่อยากใช้คำว่าตัดราคา ขอเรียกว่าเป็นการต่อรองในการทำธุรกิจ มันเป็นมารยาททางธุรกิจในการทำงาน ทุกคนต้องมีมารยาท

กลยุทธ์อัพเกรดคุณภาพอุปกรณ์เพื่อรับงานในราคาเดียวกับคู่แข่ง ได้ผลไหม

        มุมมองของผม น่าจะเป็นแบบนั้นมากกว่า เราจะมีการนำเสนอลูกค้ายังไง ยื่นข้อเสนอลูกค้ายังไง ทำให้ลูกค้ามีความเอนเอียงมาหาเรา แก่งแย่งลูกค้าด้วยการบริการที่ดี ไม่ใช่แย่งชิงลูกค้าด้วยการตัดราคากัน ในมุมลูกค้ายังไงก็ชอบของถูกอยู่แล้ว แต่จะได้คุณภาพดีแค่ไหนนั่นก็อีกเรื่องนึง ตรงนี้สำคัญมาก อย่างอาจจะมีคนบ่นว่า ตอนนี้เกิดการตัดราคาเพื่อแย่งงานกัน ต้องถามว่าคนที่บ่นเนี่ย ไปตัดราคาแข่งกับคนอื่นหรือเปล่า ถ้าคุณตัดเพื่อเอาตัวรอด ก็ไปว่าเขาไม่ได้ คุณกำลังจะอดข้าวอยู่แล้ว มีงานเข้ามาก็ต้องเอา ตัวเองไม่เอา คนอื่นก็เอาไป มันพูดลำบากนะ สถานการณ์แบบนี้ผมเข้าใจเลยนะ ต้องเข้าใจว่า ควรเดินอย่างระมัดระวังในการทำธุรกิจ

ส่วนใหญ่กำหนดราคาก่อนจ้าง หรือจ้างก่อนค่อยบอกราคา

         อย่างที่ผมบอก เราเดินเข้าไปในร้านอาหาร ประเด็นแรกเราอยากกินอะไร เราเห็นเมนู เราชี้เมนูนี้ราคาเท่านี้บาท แน่นอนควรจะต้องตกลงราคากันก่อน ว่าคุณจะต้องจ่ายเท่านี้ ไม่ใช่สั่งมากินก่อนแล้วค่อยถามราคา ปกติราดหน้าจานนี้ขายอยู่จานละ 50 บาท อยู่ๆ กินก่อนแล้วจ่าย 20 บาท เพราะมันไม่อร่อย ส่วนประเภทที่ว่ามาช่วยกันก่อน เสร็จงานแล้วค่อยคุยกัน อันนั้นก็อีกเรื่องนึง ตรงนี้เป็นแนวการทำ PR ของแต่ละคน แต่ก็ต้องระวังจะมาทะเลาะกันทีหลัง เพราะคนรับงานก็คาดว่าจะได้เงินตามที่ตัวเองต้องการ ส่วนผู้จ้างก็อยากจ่ายเท่าที่ตนอยากจะจ่าย คือต่างคนต่างมีตัวเลขในใจ แต่ไม่ตกลงกันตั้งแต่แรก แบบนี้อันตรายเหมือนกัน ใช่มั้ยครับ กรณีแบบนี้เราตีหัวเค้า หรือเค้าตีหัวเรา มันต้องดูนะ(หัวเราะ) พอเสร็จงานผู้จ้างก็อยากจ่ายน้อยๆ คนรับงานก็คาดว่าจะได้ค่าจ้างเยอะๆ ไม่มีใครอยากทำงานโดยไม่เอาอะไรเลย มันไม่มีในโลก ทำงานฟรีไม่มีในโลก ตัวผมเองก็อยากได้เงินดีๆ แต่มันต้องมีเหตุผลรองรับในตัวธุรกิจ

การเซตอัพระบบเสียงในอดีตกับยุคปัจจุบันมีความแตกต่างกันยังไง

          ถามว่าแตกต่างกันหรือยากง่ายต่างกันมั้ย มันก็มีความยากง่ายและแตกต่างกันไปตามแต่ละยุคแต่ละสมัย ถ้าย้อนกลับไปในยุคอดีต แน่นอนมันเป็นเรื่องของอะนาลอก ความเจริญในด้านพัฒนาการต่างๆ ในยุคนั้นเขาก็ว่าเทคโนโลยีสูงแล้วนะ แต่ในการทำงานมีอุปสรรคความยากลำบากมั้ย ตอบว่ามี ความพร้อมด้วยหลายๆ ปัจจัย เช่น เรื่องของโนว์-ฮาว ใช่ว่าจะไม่มีเลย เพราะมันหลายๆ อย่างที่ต้องเจอหลายรูปแบบเลย เมื่อเกิดปัญหาในยุคนั้นเราก็ค่อยๆ แก้กันไป เก็บประสบการณ์จากตรงนั้น มาแก้ตรงนี้ สั่งสมมาตลอดระยะเวลา 30 ปี เท่าที่อุปกรณ์เรามีอยู่ อาศัยเก็บเกี่ยวประสบการณ์มา เราไม่ได้รับการสนับสนุนจากใคร เราเป็นเอกชนที่เติบโตมาในธุรกิจนี้ เรียกว่ายืนด้วยลำแข้งตัวเองมาตลอด การที่จะบอกว่าเราได้ฝ่าฟันจนกลายมาเป็นผู้นำอุตสาหกรรมนั้น สมมติ อย่างตัวพี่แจ็ค (เจษฎา พัฒนถาบุตร) มุมมองส่วนตัวพี่แจ็คมองว่า ในธุรกิจนี้เรามองเรื่องความเจริญของวงการ ในยุคอดีตถึงปัจจุบัน ผมไม่เคยมองว่าใครเป็นคู่แข่งของ JSS ในมุมมองส่วนตัวนะใครจะมองว่าJSS เป็นคู่แข่งหรืออะไรก็ตาม หรือบางครั้งอาจจะมองว่าเป็นมาเฟียเครื่องเสียง ก็ไม่อยากมองแบบนั้น

          เมื่อสัก 10 ปีที่แล้วเคยมีแม็กกาซีนฉบับนึงมาสัมภาษณ์ ให้ฉายาเลยนะว่า "เจ้าพ่อค้าอาวุธ" เราค้าอาวุธเรื่องของเสียง มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เราเป็นพ่อค้า ใครมาเช่า เราก็ให้ เราไปหมด ให้นักดนตรี ให้ศิลปิน ที่จะนำไปใช้ ในมุมมองตัวพี่แจ็คเองพยายามที่จะสรรหาอุปกรณ์ที่คิดว่าดีที่สุดในโลก มาให้นักดนตรี หรือคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้านเสียงเนี่ย มีโอกาสได้ใช้กัน เรามองแบบนั้นมากกว่านะ ไม่งั้นไม่มีโอกาสได้ใช้หรอก ในอดีตเราเคยเอาของมือสองมาจากต่างประเทศ เราเริ่มจากจุดนั้นด้วยนะ แต่ปัจจุบันเราซื้อป้ายแดง ถามว่าเจ้าเล็กๆ ที่เล่นของมือสองตอนนี้ก็ไม่ถือว่าแปลก มันอยู่ที่มุมมอง อยู่ที่ประสบการณ์ ซึ่งบางคนอาจจะลดต้นทุนเพื่อที่จะรับงานให้ดีขึ้น ทั้งนี้ก็อยู่ที่มุมมองของเจ้าของธุรกิจ มันก็มีอะไรหลายๆ อย่าง

มีข่าวลือว่า JSS ผูกขาดกับคอนเสิร์ตต่างประเทศข้อเท็จจริงเป็นยังไง

          คำๆ นี้ไม่รู้ว่าใครปล่อยข่าวเนอะ แต่จริงๆ แล้วตัวพี่แจ็คเอง หรือตัวผมเอง เราทำให้กับทุกๆ องค์กร ทุกๆ โปรโมเตอร์ เราคิดว่าโปรโมเตอร์ทุกๆ คน ในประเทศไทยเนี่ย มีศักยภาพที่จะหยิบศิลปินในโลกนี้มาเล่นในบ้านเราได้ ฉะนั้นเราเองในฐานะผู้ให้บริการระบบเสียง เราจำเป็น ต้องสรรหาอุปกรณ์ต่างๆ มาให้พร้อม เพื่อที่จะให้โปรโมเตอร์ได้เกิดความมั่นใจว่า หากเขาซื้อโชว์นั้นมาแล้ว ระบบเสียงจะต้องซัพพอร์ตโชว์นั้นไปจนจบงาน แล้วประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องแบกเครื่องเสียงข้ามน้ำข้ามทะเลจากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งจะทำให้โปรโมเตอร์ลดต้นทุน ในการที่จะขนย้ายอุปกรณ์มาจากต่างประเทศ ซึ่งสมัยก่อนมันเป็นแบบนั้น เป็นปัญหาของอดีต แต่ปัจจุบันทุกอย่างพร้อมแล้ว หลายๆ อย่าง หลาย ๆ ปัจจัยเกื้อหนุนกัน คือทุกอย่างมันเข้าที่เข้าทางหมดแล้วนะ ไล่ตั้งแต่กำลังซื้อคนเข้ามาดู เงินทุนของผู้จัด อย่างผู้จัด ในฐานะ JSS ดูแลในเรื่องโปรดักชันเสียง สามารถลดต้นทุนใหักับผู้จัด (ลดยังไง...?) สมมติ ถ้าไม่มี JSS ไม่มีใครทำอุตสาหกรรมระบบเสียงในประเทศไทยเลยนะ เราจะมีโอกาสได้ดูคอนเสิร์ตดีๆ มั้ย อาจจะตอบว่ามี แต่ผู้จัดต้องแบกรับต้นทุนในการขนย้ายอุปกรณ์จากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มขึ้นอีกกี่เท่าผมไม่รู้ ซึ่งมันอาจจะทำได้เพียงแค่ศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ แต่ศิลปินเบอร์กลางๆ หรือกระทั่งอินดี้ อาจจะจัดลำบาก เพราะต้นทุนไม่คุ้มกับรายรับ ผมไม่ได้บอกว่าเป็นข้อดีของ JSS นะ อาจจะเป็นข้อดีของหลายๆ คนที่ทำธุรกิจเครื่องเช่าในวงการบ้านเรา

ในเมื่อ JSS มีอุปกรณ์คุณภาพระดับโลก ทำไมยังมีศิลปินบางคนขนเครื่องมาเอง

           แน่นอนว่ามี เพราะมันเกิดจากหลายๆ กรณี อย่างกรณีของ มาดอนน่า ปีนึงเขาออกอัลบั้ม หรือทำเวิลด์ทัวร์คอนเสิร์ต เขาก็ต้องกำหนดเลยว่าทำเท่าไหร่ 50-60-80 โชว์ เดินทางไปทั่วโลก ฉะนั้นคำว่า "เวิลด์ทัวร์" เนี่ย มันจะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน คือมันมีหลายๆ แบบ ศิลปินจะทำแบบนั้นได้ ต้องอาศัยการบริหารจัดการ อาจจะมีเรื่องของต้นทุนที่มันเพิ่มมากขึ้นมหาศาล ค่าน้ำมันลิตรนึงเท่าไหร่ ใช้รถบรรทุกกี่คัน ใช้คนงานเท่าไหร่ มันเป็นต้นทุนทั้งนั้น ยกตัวอย่างศิลปินภายในประเทศ หากใช้เครื่องเช่าในพื้นที่จากต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ก็ใช้เครื่องในเชียงใหม่ ภูเก็ตก็ใช้เครื่องที่ภูเก็ต อีสานใช้เครื่องแถวอีสาน ต้นทุนการเดินทางมันก็ลดน้อยลง คนก็ลดน้อยลง เวลาที่ติดตั้งก็น้อยลง ทุกสิ่งทุกอย่างมันลดลงไปหมด แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพว่ามันได้ขนาดไหนอันนี้ก็ไปเสี่ยงกัน อาการเดียวกับการทำงานกับศิลปินต่างประเทศ ที่เค้าเวิลด์ทัวร์ไปทั่วโลกเค้าไม่อยากเสี่ยง อีกอย่างเขาแบกรับความเสี่ยงในการขนเครื่องไปด้วย แล้วขายโชว์ทั้งแพ็กเกจเลยจะง่ายกว่ามั้ย เพราะ ว่ามันเป็นเรื่องของคุณภาพ อย่าลืมคำว่า มืออาชีพในระดับโลกนั้น เขาต้องมองหลายๆ อย่าง ของชิ้นเล็กๆ น้อยๆ ไล่ตั้งแต่สายแจ็ค ปลั๊กต่างๆ เขาให้ความสำคัญหมด ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจเรานะ คือของบางอย่างถ้าหาไม่ได้ อาจจะทำให้โชว์ของเขาล่าช้าออกไป

ซัพพลายเออร์ในต่างจังหวัดมีโอกาสเติบโตหรือไม่

           ถามว่ามีโอกาสเกิดหรือเติบโตนั้น เกิดในรูปแบบไหน มาถูกที่ถูกทางหรือเปล่า ไม่ใช่เกิดออกมาแล้วไม่มีการคุมกำเนิดเหรอ มันต้องดูว่าในธุรกิจดีมานด์/ซัพพลาย มาดูภาวะตลาดว่ามันสอดคล้องกับตัวธุรกิจ เหมือนกับในหมู่บ้านฉันมีแม่ค้าขายกล้วยทอดอยู่ในหมู่บ้านนึงที่มี 500 หลังคาเรือน ในหมู่บ้านนั้นขายกล้วยทอดกันอย่างเดียวเลย ส่วนคนบริโภคก็ต้องกินแต่กล้วยทอด (หัวเราะ) มันล้นเลย อาการเดียวกันต้องดูดีมานด์/ซัพพลายเป็นยังไง ฉันจะทำธุรกิจนี้เพราะใจฉันรัก หรือฉันมีเงิน เราต้องมองว่าเราทำธุรกิจของเรามันไปกระทบกระเทือนธุรกิจอื่นๆ หรือไม่ มันต้องมาดูรายละเอียด

ต้องพิจารณาถึงโปรโมเตอร์ในต่างจังหวัดด้วยหรือไม่

            คือมันต้องมองหมดเลย ภาพรวมทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญคือผู้บริโภค กำลังซื้อของคนจะเข้าไปดู ค่าตัวศิลปิน ทุกอย่างสัมพันธ์กันไปหมดเลย มันเป็นทั้งขบวนการเลยนะ ถามว่ามันเป็นเรื่องซีเรียสมั้ย ตอบว่าซีเรียสนะ เพราะมันลงทุนไม่ใช่บาทสองบาท

คอนเน็กชันและความน่าเชื่อถือในธุรกิจนี้สำคัญไหม

            สำคัญนะ เค้าเดินมาหาเราเพื่ออะไรล่ะ เขาก็ต้องเชื่อว่าเราช่วยเขาได้ ลูกค้าที่เป็นโปรโมเตอร์เริ่มจากเล็กๆ แล้วค่อยๆ เติบโตก็มีหลายรายนะ ตอนนี้โปรโมเตอร์ในบ้านเรามีเกิน 10 รายนะ แต่มันก็มีอาการคนในอยากออก คนนอกอยากเข้าเช่นกัน คนที่ไม่เคยทำก็อยากเข้ามา คนที่ทำอยู่ก็อยากถอยเหมือนกัน ตอนนี้เราไม่ต้องไปพูดถึงโปรโมเตอร์ เราจะพูดถึงระบบ Rental ทั้งหลายแหล่ ต้องมีจิตสำนึกในการทำธุรกิจ ก็ภา วนาจะไม่ฟาดฟันกันเอง ไม่ไปโจมตีกัน อย่าง JSS เน้นขายบริการ และเรามีความสัมพันธ์ระหว่างกันกับทุกๆ คน เราให้ความสำคัญกับทุกๆ คน

คอนเสิร์ตต่างประเทศใหญ่สุดที่ JSS เคยจัดมาคือคอนเสิร์ตอะไร

            ไมเคิล แจ็คสัน ถือว่าเป็นคอนเสิร์ตในตำนาน ที่เคยจัดในอดีต ครั้งแรกจัดที่สนามศุภชลาศัย และครั้งที่ 2 จัดที่เมืองทองธานีที่ลานจอดรถเป็นลักษณะ Out door ปัจจุบันมันไม่มีคอนเสิร์ตไหนที่เรียกได้ว่าใหญ่แบบนั้น ตอนนี้คอนเสิร์ตอะไรก็ใหญ่หมดแหละ แต่มาตรฐานของ JSS คือพยายามทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่เราให้ความสำคัญหมด ไม่ว่าจะเป็นสาย เรื่องแจ็คเราเก็บหมด มุมมองจากคนภาย นอกอาจจะมองว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นการสร้างความเชื่อมั่นจนเกิดเป็นความน่าเชื่อถือก็ว่ากันไป

รายได้ของธุรกิจ JSS มีส่วนแบ่งจากที่ไหน

             รายได้ของ JSS 80% มาจากกรุงเทพฯ ส่วนที่เหลือก็กระจายออกไปตามต่างจังหวัด หากถามว่าเราจะไปบุกต่างจังหวัดหรือเปล่า มันต้องดูดีมานด์/ซัพพลาย บุคคลากรพร้อมมั้ย ถ้าเราจะลงไปเล่นกับคนต่างจังหวัด จะไปทำให้เค้าเหนื่อยใจอีกหรือ ให้เค้าหากินตรงนั้นดีมั้ย แต่ถ้าอยากให้ผมไปเปิด บอกมาเลย ไม่ใช่ไปเปิดแล้วก้อนหินมาเต็มเลยก็ไม่ไหวนะ

JSS ต้องการให้ต่างจังหวัดเติบโต เพราะหวังระบายอุปกรณ์มือสองได้ง่ายๆ หรือเปล่า

             ผมไม่ได้เน้นขายของ ธุรกิจหลักของตัว JSS เองไม่ได้นำสินค้าโน่นนี่นั่นมาขาย เรายืนหยัดและชัดเจนในธุรกิจ Rental ส่วนรายอื่นจะทำหรือไม่ ผมไม่ออกความเห็นหรือวิจารณ์ มันเป็นสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจ จะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นๆ ก็ว่ากันไป แล้วแต่มุมมองแต่ละท่าน เพราะธุรกิจต้องทำเพื่อให้อยู่รอดได้ บางครั้งการจับธุรกิจหลายๆ อย่างกลับกลายเป็นว่าไปสร้างเรื่องปวดหัวให้ตัวเองหรือเปล่า แค่เรื่อง Rental อยากเดียวปวดประสาทพอมั้ย ยังต้องมารับผิดชอบเรื่องขายของ มาทำเรื่องการตลาดเพื่อดันยอดขาย เรื่องขายไม่พอต้องมานั่งวางแผน การเซอร์วิสอีก แค่นั้นไม่พอต้องมาแบกต้นทุนต่างๆ โน่นนี่นั่นอีก ไม่รู้นะ อันนี้มุมมองของผม ถูกมั้ยล่ะ ถ้าคุณอยากทำ Rental ด้วยจะขายของด้วย จะสต็อคของด้วย ถ้าได้กำไรมหาศาล มันโอเคก็จบ

JSS ไปรับงานต่างจังหวัดบ้างไหม

            ไปนะ ส่วนใหญ่จะเป็นงานคอนเสิร์ตที่เจ้าภาพซีเรียสมากๆ แต่จะเป็นคอนเสิร์ตศิลปินไทย คอนเสิร์ตที่ศิลปินระดับตำนาน อย่างงานเคาน์ดาวน์ที่อุดร โปรโมเตอร์ก็เป็นท้องถิ่น เค้าเดินมาหาเราเอง ทุกคนมีสิทธิ์เรียกใช้บริการ JSS ได้หมด ไม่ใช่มอง JSS ว่าโอ้โฮ!..ของแพงไว้ก่อน ทุกคนให้การยอมรับ JSS โปรดักชันหมดเลย แต่กลายเป็นว่าไม่ซื้อบริการ อย่าไปมองแบบนั้น ทุกคนมีสิทธิ์จับต้องได้หมดเลย เรายินดีให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ เพื่อให้เข้าใจทิศทางในการทำธุรกิจ อย่าไปมองว่า JSS เข้าถึงยาก

ตอนนี้คิดว่าวงการเครื่องเสียงไทย อยู่ในภาวะแบบไหน

            ตอนนี้อยู่ในช่วงกำลังเติบโตไปอย่างต่อเนื่อง แต่เราต้องมาวิเคราะห์กันถึงเรื่องดีมานด์/ซัพพลาย ผมพูดถึงความพร้อมในหลายๆ ปัจ จัย ของคนที่จะทำธุรกิจนี้ ที่จะมารองรับในการทำธุรกิจนี้ได้แค่ไหน ดีมานด์/ซัพพลายเป็นสิ่งสำคัญ เรื่องเงินเราไม่ห่วง แต่หากจะมาทำธุรกิจนี้ ต้องมองว่าจะยืนหยัดในระยะยาวได้ยังไง ตรงนี้สำคัญกว่า มีหลายๆ ท่าน หลายๆ คนเน้นเอามันส์ ตรงนี้ผมไม่วิจารณ์นะ แต่ภาพรวมของวงการก็เดินไปในทิศทางที่ดี เครื่องเสียงระดับรากหญ้าก็เริ่มตื่นตัว ต้องใช้คำว่า "เริ่มตื่นตัว" เริ่มให้ความสำคัญ เริ่มพัฒนาตัวเอง แต่การพัฒนาตัว เองต้องพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง มีความชัดเจน มีมารยาทในการทำธุรกิจ

คิดเห็นยังไงกับงานชูตเอาต์

            อย่างงานชูตเอาต์เนี่ย ถามว่าดีมั้ย มันก็ดีนะ แต่เราต้องกลับมาถามว่า เราชูตเอาต์เพื่อวัตถุประสงค์อะไร เพื่อทดสอบการทำงานหรือเพื่อแสดงศักยภาพของสินค้าตัวนั้นตัวนี้ สรุปว่าเป็นสิ่งที่ดีนะการชูตเอาต์เนี่ย ในมุมมองของผมมันไม่ใช่การแสดงศักยภาพ ว่าใครดีใครเด่น ประกาศแสนยานุภาพใส่กัน อีกด้านที่ผมมองคือ เป็นการเปิดพัฒนาการของวงการเครื่องเสียงในบ้านเรา เป็นการสะท้อนอุตสาหกรรมระบบเสียงในบ้านเรามากกว่า ผมเคยให้สัมภาษณ์สื่อหลายๆ เล่ม ถามว่ามีการชูตเอาต์ มีการเทรนนิ่งโน่นนี่นั่น ซึ่งผลลัพธ์ก็มีทั้งด้านบวกและด้านลบ นั่นก็สุดแท้แต่ใครจะได้บวกไปหรือได้ลบไป

เคยมองซัพพลายเออร์เจ้าเล็กๆ มั้ย เพราะครั้งนึง JSS ก็เริ่มมาจากจุดนั้น

            มองเหมือนกัน เราอยากช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรม ให้เขาเติบโตด้วยตัวเขาเอง แต่เราอาจจะเป็นต้นแบบให้เค้าได้หยิบฉวยประสบ การณ์ แบ่งปันข้อมูลให้เค้า ผ่านทางโซเชียล ผ่านสื่อนิตยสารต่างๆ เค้าจะได้ความรู้จากตรงนั้นไป และนำไปพัฒนาในองค์กรของเค้า

ต้นแบบของ JSS ได้มาจากไหน

            มุมมองของตัวพี่แจ็คเอง ผมว่ามันอยู่ที่ตัวบุคคล ตัวตน อยู่ที่ใจจะรักในธุรกิจ จะมั่นคงกับธุรกิจนี้แค่ไหน แล้วยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน มันถึงมายืนอยู่จุดนี้ได้ อย่างยักษ์ใหญ่ที่เป็น Rental ในสหรัฐฯ เราก็มอง Clair Brothers พวกนี้ถือว่าเป็นระดับโลก เค้าก็เป็นหนึ่งในไอดอลของผมเหมือนกัน สักวันนึงเราอยากจะทำแบบนี้ แบบนั้น แต่แน่นอนเราก็ต้องดูหลายๆ ปัจจัย ทั้งดีมานด์/ซัพพลายด้วย ดูกำลังของเราด้วย เราอยากพัฒนาให้ได้สักครึ่งนึงของเค้า เรานำเอาสิ่งดีๆ ของเค้ามาพัฒนาในองค์กรของเรา มาพัฒนาในอุตสาหกรรมประเทศของเรา ให้มันเติบโต

ตำแหน่งไหนที่เทรนนิ่งคนยากและใช้เวลานาน

            ในกระบวนการภาพรวม เรียกว่าทุกตำแหน่ง เพราะต้องพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง เพราะการพัฒนาบุคคลมันสำคัญมาก ตั้งแต่โหลดเดอร์ เทคนิเชียล เอ็นจิเนียร์ ทำยังไงให้โหลดของเราแล้วไม่ให้เกิดความเสียหาย การแพ็กกิ้งของโหลดอิน/โหลดเอาต์ ทำไงให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด นั่นคือผลกำไรของเราแล้ว

ตอนนี้เทรนด์ของอาชีพเอ็นจิเนียร์กำลังเป็นที่นิยม เขาควรจะเริ่มต้นจากอะไร

            เดี๋ยวนี้รู้สึกจะมีการสัมมนา อบรมความรู้เยอะแยะไปหมดเลย ถามว่าดีมั้ย ตอบว่าดี เพราะมันเป็นการพัฒนาวงการ แต่เราต้องเข้าใจเจตนาของผู้ให้การอบรม... (1) เขาจัดตรงนี้มาเพื่ออะไร... (2) ผู้ที่เข้าไปทำการอบรม ต้องเข้าใจด้วยว่าตัวเราเข้าไปเพื่ออะไร ถูกมั้ย แน่นอนทุกคนเข้าใจหมดแหละทั้ง 2 ปัจจัยนี้ แต่ลึกๆ แล้วควรรู้ว่าจะเริ่มจากจุดๆ ไหนมากกว่า พูดแค่นี้คนอ่านก็น่าจะรู้ว่าเป็นยังไง เราตั้งเลข 0 ถึง 9 มันควรจะเริ่มจากเลขอะไร เริ่มจากเลข 3 เหรอ คือปัจจุบันมันกลายเป็นการเริ่มจากเลข 2-3-4 ไปแล้วนะ คือไม่ได้เริ่มจากเลข 0 ทีนี้คำว่าศูนย์มันคืออะไร ถ้ามีคนใฝ่ฝันอยากมาเป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์ของ JSS ควรเริ่มต้นจากศูนย์ คุณจะมาจากไหนก็แล้วแต่ พอมาอยู่กับเราเริ่มต้นศูนย์เลย ฟอร์แมตแล้วเริ่มต้นใหม่ ควรเข้ามาทำงานเริ่มต้นจากศูนย์ เพราะตัวผมเองก็เริ่มต้นจากศูนย์ พี่แจ็คเองก็เริ่มต้นจากศูนย์ เราไม่ได้ไปกดดันนะ ทุกอย่างมันคือเบสิค

ทุกวันนี้โอกาสเปิดกว้างขึ้น ทุกคนสามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้ในอินเทอร์เน็ต เกิดผลกระทบอะไรบ้าง

             อย่างในโลกโซเชียล โลกอินเตอร์เน็ตทุกคนเข้าไปค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ เค้าไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย แต่อยู่ที่ความเข้าใจ จะเสพข้อมูลพวกนั้นต้องแยกแยะให้เป็น ว่าอะไรถูกหรือผิด ข้อมูลเยอะๆ มันถมเข้ามา บางทีก็ทำให้เราไขว้เขว ทั้งนี้ก็เป็นสิทธิแต่ละท่าน

เป้าหมายของ JSS คืออะไร

             ตอนนี้เราคงไม่ได้มองถึงระดับภูมิภาค อย่าลืมว่ารอบๆ ประเทศเรา มี Rental ใหญ่ๆ ในสิงคโปร์ มาเลย์ เวียดนาม มันมีอยู่ แต่เราพยา ยามทำในบ้านเราให้แข็งแรงและให้ดีที่สุด แล้วค่อยนำเสนอออกสู่ต่างประเทศ ทุกวันนี้เราก็ไปต่างประเทศอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะทำยังไงให้มันแข็งแกร่ง ให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ ในแผนของเราก็คิดไว้ว่าอยากเทรนด์คนให้ไปประจำอยู่ในแต่ละประเทศ แต่เราต้องดูด้วยว่ากลุ่มคนในเจเนอเรชันใหม่มีความหลากหลาย ต่างความคิด ใช่มั้ย ซึ่งจะแตกต่างจากคนรุ่นพวกผม ผมให้น้ำหนักกับเด็กแต่ละ GEN เพราะสำคัญมาก