Basic Sound Reinforcement (06 - 07)

ตอนที่ 6

“ ค่า RMS มันจะอยู่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของค่า Peak  ซึ่งดูเหมือนจะน้อย ตรงนี้เป็นค่าที่เราสามารถใช้งานได้จริงๆ

เมื่อเปิดเครื่องต่อเนื่อง 2-4 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น”

… (เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว)...

วิทยากร : ทีมงาน YDACC

           RMS เอาแค่ว่ามันวัดจากค่าอะไร และหลายคนคงอยากรู้ค่า P.M.P.O. กับ RMS มันคืออะไร พูดแบบสั้นๆ ก็แล้วกัน ตอนนี้ที่เราเห็นมีอยู่สามอย่าง จากตรงกลางขึ้นไปข้างบน เราเรียกว่า Peak (Vp) จากล่างสุดกับบนสุดเรียก Vpp เป็นค่า Peak-to-Peak หรือ P.M.P.O. จริงๆ มันเป็นค่าใกล้เคียงกัน เป็นค่าสูงสุดของแต่ละฝั่งที่ไปได้ และเราจะเห็นเส้นประ สังเกตว่าสัญญาณมันไม่ได้เป็นเส้นตรงมัน เป็นเส้นโค้งเป็นไซน์เวฟนั่นเอง ฉะนั้นมันจะเอาจุดแต่ละจุดมาพล็อตกราฟ ซึ่งจุดแต่ละจุดนำมายกกำลังสอง แล้วนำมาบวกกันได้ แล้วถอด Root เรียกว่า Root -Mean-Square เป็นค่าเฉลี่ยที่ถูกต้อง ส่วน P.M.P.O เป็นค่าต่ำสุดถึงสูงสุด ดังนั้นหน่วยวัด RMS จึงเกิดจากค่าเฉลี่ยที่เกิดจากของจริง เป็นจุดต่อจุดเลย เป็นค่าที่ถูก ต้องที่สุด หรือพูดง่ายๆ เป็นค่าต่อเนื่องนั่นเอง เพาเวอร์แอมป์ 100 วัตต์ RMS หรือ Continuous อะไรแบบนี้ เป็นค่าเฉลี่ยของกำลังวัตต์ ค่า Power Max ก็คือ P สามารถให้กำลังขับสูงสุด แล้วไม่บอกอะไรเลย เดาได้เลยว่ามันคือ Peak เฉยๆ มันก็จะเขียนเวอร์ขึ้นไป แต่ต้องบอกด้วยว่าโรงงานต้องมาตรฐาน ไม่ใช่อยากใส่ตัวเลขอะไรก็ใส่ ต้องจำกัดว่าอุปกรณ์ต้องมาตรฐานด้วย ได้รับการรับรองมาตรฐานเพราะ ว่าพวกนี้จริงๆ มันจะเป็นตัวค่าที่ตรง เพราะบางทีเราใช้มันอาจจะไม่ใช่ตัวเลขที่แสดงผลอาจเป็นไปได้เหมือนกัน

กราฟแสดงค่า RMS, Vpp, Vp

ตารางเปรียบเทียบหน่วยโวลเตจแบบ dBu และ dBV

           สังเกตว่าค่า RMS มันจะอยู่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของค่า Peak ซึ่งดูเหมือนจะน้อย ตรงนี้เป็นค่าที่เราสามารถใช้งานได้จริงๆ เมื่อเปิดเครื่องต่อเนื่อง 2-4 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น มันก็ยังทำงานได้ แต่ถ้าเป็นค่า Peak มันอาจจะเป็นแว๊บนึงที่มันสวิงขึ้นไปได้ แล้วมันก็ตกลงมาหรือต่ำกว่านี้ แล้วแต่ นั่นคือประสิทธิภาพไม่คงที่ แค่ช่วงระยะเวลาแว๊บนึง แต่มันมักจะเป็นตัวเลขที่สวยหรูในสเป็กชีทของลำโพงหรือเพาเวอร์แอมป์หลาย ๆ ยี่ห้อ ส่วนใหญ่ใช้กับคอนซูมเมอร์ P.M.P.O 1500 วัตต์ เท่ากับ 85 วัตต์ RMS อะไรแบบนี้ นี่คือที่มาว่า 0.775 ไปอยู่ตรงไหน ตอนแรกเราได้ dBu กับ dBV มา เมื่อเราได้มาโดยเฉพาะ dBu เมื่อเราได้ผลลัพธ์มาปั๊บ สังเกตว่าผลลัพธ์มันจะได้เป็นแบบไหน 20 เป็นเลขบวกใช่มั้ย แล้วคูณกับตัว เลขนึง แล้วใส่ลอการิธึม (log) คุณสมบัติของมันก็คือ ถ้าเศษมากกว่าส่วน ผลลัพธ์จะได้เลขมากกว่า 1 คือเป็นเลขที่มีค่าเป็นบวก เมื่อใส่ log เข้าไปก็จะออกมาเป็นบวก แต่กรณีเศษน้อยกว่าส่วน หากมีการเทค log ผลลัพธ์จะออกมาติดลบ ถ้าสัญญาณเข้ามาเท่ากับสัญญาณมาตรฐาน สมมติสัญญาณกีตาร์เข้ามาที่ระดับ 0.775 V ตรงนี้คือเศษเท่ากับส่วนถูกมั้ย ผลลัพธ์คือเป็น 1 ซึ่ง log 1 เท่ากับ 0 ซึ่ง 0 คูณอะไรก็ได้ 0 เริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริงแล้วนะ แต่ถ้าสัญญาณกีตาร์ดีดเข้าไปเบาๆ นั่นคือเศษน้อยกว่าส่วน ชุดนี้จะติดลบ เมื่อคูณอะไรก็จะอยู่ในฝั่งติดลบ แต่ถ้าปล่อยสัญญาณเข้ามาดังมากๆ มันก็จะทะลุแดนบวกใช่มั้ย ซึ่งค่าบวกก็จะเกิน 0 ขึ้นไป นี่ก็เป็นที่มาของเฟดเดอร์ความดัง

มิเตอร์บนเฟดเดอร์


สูตรคำนวณความดัง โวลเตจและกำลัง

เปรียบเทียบระดับความดังที่หูคนรับได้

          ถ้าต้องการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ log อย่างลึกซึ้ง แนะนำให้เข้าไปที่เว็ปไซต์ google แล้วค้นหาเกี่ยวกับคำว่า log จริงๆ เนื้อหาก็อยู่ในมัธยมปลาย แต่ต้องเป็นสายวิทย์นะ แต่สายศิลป์ไม่แน่ใจว่าได้เรียนหรือเปล่า จริงๆ ไม่ได้ยากอะไร แค่วิเคราะห์ให้ดูว่า ถ้าเศษมากกว่าส่วน หรือเศษน้อยกว่าส่วนผลลัพธ์จะเป็นยังไง ซึ่งมันจะมีแค่ค่าติดลบกับเป็นบวกแค่นั้นเอง ฉะนั้นเวลาไปมิกซ์เสียงต้องเอาเครื่องคิดเลขไปด้วย (หัวเราะ) วัตถุประสงค์เพียงอยากให้รู้ว่าทำไมต้องติดลบ ทำไมสัญญาณเป็นบวก เพราะมาตรวัดตรงนี้เป็นค่าของลอการิธึมนั่นเอง ซึ่งเหมือนกับหูคน                 สำหรับการได้ยินของหูคนเราก็จะเป็นแบบลอการิธึม สังเกตนะจาก 0 ถึง -5, -5 ถึง -10 มีช่วงความยาวเท่ากันใช่มั้ยหรือ -10 ถึง -20 มันห่างกัน 10 หน่วยใช่มั้ย แต่มันยาวพอๆ กับส่วนบน นั่นเพราะมันเป็นกราฟเส้นโค้งไม่ใช่กราฟเส้นตรง ระยะของมันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ห่างกันทีละ 10 จะเริ่มเบียดกันจนกระทั่งสุดท้าย สัญญาณที่เข้ามาเป็น 0 คือไม่มีอะไรเข้ามา ซึ่ง 0 หารอะไรก็ได้ค่าเป็น 0 ค่า log 0 คือ -inf ตรงนี้เป็นคณิต ศาสตร์ของลอการิธึมเช่นกัน นี่คือที่มาว่าทำไมจุดสุดท้ายของสเกลวัดความดังจึงเป็นลบอินฟินิตี้ (-inf) บางคนนึกว่าสกรีนเอาสวย (หัวเราะ) อันนี้ เป็นคณิตศาสตร์ล้วนๆ เลยครับ บางคนเห็นว่าเส้นมันไม่เท่ากัน ซึ่งสูตรคำนวณลอการิธึมมันมีอยู่จริง เพียงแต่ว่าเส้นมันไม่เท่ากัน มันเกิดจากเส้นโค้งของกราฟ นึกว่าสกรีนเอาสวย เพราะถ้าแบ่งระยะเท่ากันมันไม่สวย เลยกลายเป็นยาวมั่งสั้นมั่ง เอาฟังแค่ผ่านๆ เอาแค่ศัพท์มันก็พอ อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่าเส้นแบ่งแต่ละที่ทำไมมันแบ่งไม่เท่ากัน มันคือลอการิธึม ซึ่งเหมือนหูคนทุกประการ... ถัดไปถ้าเรามีแหล่งกำเนิดจากจุดนึง แล้วเรานำไมโครโฟนไปรับเสียง ระยะห่างค่านึง ถ้าเรานำไมโครโฟนตัวนี้เคลื่อนห่างออกไปมากกว่าเดิมสองเท่า ความดังที่ปรากฎจะน้อยลง 6dB มันจะหายไป 6dB เราได้อะไรจากเรื่องนี้ สมมติว่าเรานำไมโครโฟนไปรับเสียงดังๆ แล้วเสียงมันแตก เราลดที่เกนอะไรก็ไม่ได้แล้ว เปลี่ยนไมค์ก็ไม่ทันแล้วงานก็จะเริ่มแล้ว ทำได้อย่างเดียวคือถอยระยะ กรณีถ้าทำได้นะ คือใช้วิธีนี้ช่วย เสียงก็จะแตกน้อยลง เวลาไปแซมเปิลเสียงระเบิด..ตู้มมม..!! เสียงปืนใหญ่ เอาไมค์ไปจ่อใกล้ๆ ดีมั้ย ก็ใช้วิธีนี้ได้ เสียงอึกทึกทั้งหลาย เราถอยระยะห่างออกมา ทุกๆ ระยะทางเพิ่มขึ้น 2 เท่า เสียงจะลดลง 6dB

เปรียบเทียบกำลังวัตต์เทียบกับความดัง

กำลังวัตต์ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 เท่า ความดังจะเพิ่มขึ้น 10dB

VU มิเตอร์แบบอะนาลอก

         ถัดไปเป็นอุปกรณ์ที่เราต้องใช้ในการทำงานเสียง บางคนอาจจะไม่ใช้โดยตรง แต่บางคนต้องใช้ตลอดเวลา ก็ให้ใช้เท่าที่จำเป็นละกัน บางทีไม่ต้องใช้ก็ได้ ถ้าเราฟังออก แต่ส่วนใหญ่จะฟังไม่ค่อยออกจึงจำเป็นต้องใช้ บางคนก็มีไว้เท่ห์ๆ แต่ดูไม่เป็น เหมือนขับรถแล้วมิเตอร์เต็มหน้าคอน โซล เหยียบคันเร่งเข็มอะไรมั่งไม่รู้ ให้เขาติดแต่ดูไม่เป็น เริ่มจากยุคอะนาลอกก่อนเลยประมาณยุค 30-40 ปีที่แล้ว เราจะใช้มิเตอร์แบบเข็ม ข้างในก็จะเป็นขดลวด สัญญาณขึ้นมาปั๊บเข็มก็จะกระดิกขึ้นมาทีนึง เมื่อไม่มีสัญญาณเข้มจะเด้งกลับมาทางซ้ายมือสุด การทำงานขดลวดมันก็มีความ ผิดพลาดกันอยู่ พอสัญญาณมันหมดปั๊บเข็มมันไม่ได้เด้งกลับมาทันที มันจะค่อยวิ่งกลับมา มันมีความหน่วงของสัญญาณ หรือความเฉื่อยของมัน แต่นั่นคือฟิลลิ่งของคนทำงานในยุคนั้น มันก็จะมีความนุ่มนวลในสไตล์การทำงาน แต่ในยุคปัจจุบันที่เป็นดิจิตอล เราคงไม่ได้ใช้เข็มกันแบบนี้แล้ว มิเตอร์ของเราจะวิ่งในแนวดิ่ง หรือบางยี่ห้อจะเป็นในแนวนอน ซึ่งนั่นก็แล้วแต่ มาตรฐานที่เราใช้บนนั้นเราก็จะมาเรียง ซึ่งถูกเรียกว่า VU มิเตอร์ มาจากคำว่า Volume Unit มิเตอร์ จากในรูปมิเตอร์เริ่มจาก -20 ไปจนถึง +3 ซึ่งค่าจาก 0 ไปจนถึง +3 นั้น เราจะเห็นเป็นโซนแถบสีแดง เป็นอันเข้าใจว่า สัญญาณในบริเวณนี้มีความดังเกินมาตรฐาน เป็นส่วนที่เรียกว่าเป็น Peak นั่นเอง

         ตรงนี้เป็นมิเตอร์อะนาลอก ส่วนมิเตอร์ที่เป็นสเกลอื่นๆ เนี่ย ก็แล้วแต่ว่าจะเลือกยี่ห้อไหน หรือมาตรฐานอะไรมาใช้งาน หน่วยงานที่ดูแลตรงนี้ก็จะมีหลายหน่วยงาน แต่ที่เราต้องรู้จักคือ EBU ซึ่งเป็นโซนทางยุโรป เป็นสหพันธ์การกระจายเสียงทางยุโรป มันเริ่มจากงานของบรอดคาสต์ ที่มักจะใช้กันแพร่หลาย อย่างเช่นสถานีโทรทัศน์ ซึ่งได้ออกมาตรฐานมิเตอร์นี้ขึ้นมา ช่วงมันจะกว้างขึ้นเพราะว่าเป็นดิจิตอลสเกล เรียกว่า dBFS หรือ dB Full Scale กับอีกหน่วยงานนึงฝั่งอเมริกาคือ AES (Audio Engineering Society) เป็นสมาคมเกี่ยวกับซาวด์เอ็นจิเนียร์ฝั่งอเมริกานั่นเอง ฉะนั้นแต่ละฝั่งนี้จึงจับมือกันออกมาตรฐานเหล่านี้ออกมา เพื่อสร้างมาตรฐานให้กับคนที่ทำงานเบื้องหลัง คนที่อยู่ในสายงานเสียงทั้งหมดเพื่อควบ คุมให้เสียงออกมาเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นประเทศนึงก็มิกซ์อีกแบบนึง ส่วนอีกประเทศก็มิกซ์อีกแบบ ใช้คนละมิเตอร์ พอนำมาเปิดอีกประเทศนึงปรากฎว่าเปิดด้วยกันไม่ได้ เสียงแตกมาเลย อีกอันก็เบามาเลย ซึ่งจะเจอปัญหาก็ต่อเมื่อ ผมนำงานไปให้พี่เปิด แล้วมันเกิดมาตรฐานไม่เท่ากัน เช่นซื้อหนังข้ามชาติ ซึ่งอาจเจอบ่อยๆ เป็นปัญหาสองมุมมอง มุมแรกคือคนที่เป็นเอ็นจิเนียร์ที่ไปมิกซ์ทั่วๆ ไป แล้วใช้มิกซ์หลายๆ ยี่ห้อ หลายๆ แบบ เดี๋ยวเป็นอะนาลอกบ้าง เดี๋ยวดิจิตอลบ้าง สุดท้ายจะหาแต่ค่า 0dB อย่างเดียว เรียกว่าหา 0dB อย่างเดียวเลย ตรงนี้มันไม่เท่ากัน อธิบายง่ายๆ เลยคือมันมีหลายมาตรฐาน เหมือนกับขับรถยุโรปเหยียบไปที่เลข 100 แค่ 100 ทำไมมันเร็วขนาดนี้ กลายเป็นว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่พอมาเทียบเป็นกิโล โอ้โห...! กลายเป็น 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากมาตรฐานมันไม่เท่ากัน คนขับจึงต้องรู้ว่ามาตรวัดที่อยู่ตาเราเนี่ยเขาใช้มาตร ฐานไหน ถ้าไปวัดแบบนี้มันไม่ได้

สเกลวัดความดังแบบต่างๆ เช่น VU, UK PPM, EBU, SMPTE

ภาพไดนามิกเรนจ์ของสัญญาณเสียง

        ทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องเพดานกัน คนที่ใช้ดิจิตอลมิกเซอร์ หลายคนไม่ได้ดูสิ่งนี้ เห็นไฟมันสวยให้วิ่งเต็มมิเตอร์ เอาให้มันแตะแดงพอดิบพอดี อาจจะเป็นความเชื่อส่วนบุคคลหรืออะไรก็ตาม แต่จริงๆ แล้วมันมีเรื่องมาตรฐานนึงมาเกี่ยวข้องนั่นคือเฮดรูม (Head room) สังเกตว่าโปรเฟสชันนอลคือ +4dBu ดังนั้นสัญญาณจะเพิ่มตามแรงที่เราป้อนอินพุตเข้ามา จากเกนหรือจากแหล่งกำเนิดเสียงก็แล้วแต่ ก็ค่อยๆ หมุนขึ้นมาเรื่อยๆ จน ถึงมาตรฐานตรงนี้ นี่คือค่าปกติ แต่หากต้องการเผื่อขึ้นไปอีกหน่อยนึง บางช่วงอาจมีการพูดเบาไปนิดนะ เราก็ชดเชยขึ้นไปอีกหน่อย บางทีเปลี่ยน คนพูดต้องชดเชยขึ้นไปอีกนิดนึง มันก็จะเริ่มเข้าใกล้สีแดง โชคร้ายไปเจอท่านประธานที่ฟิตจัด กลัวไมค์ไม่ดัง เล่นตะโกนซะดังเลย.. สวัสดีคร้าบ..!! สัญญาณทะลุไปถึงสีแดง โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว อันตรายอย่างแรกเลยคือเกิดพื้นที่เป็นดิสตอร์ชัน เป็นอาการเสียงแตก บางครั้งสิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่รู้สึกว่ามันเยอะเท่าไร แต่เมื่อมันถูกขยายออกไปในระบบ เช่นไปผ่านมิกเซอร์ขนาดใหญ่ไปออกอากาศ ไปออกเครื่องส่ง มันจะสร้างปัญหาร้าย แรงขึ้นไปอีก เพราะมันจะมีการขยายสัญญาณขึ้นไปมากกว่าเดิมอีกเป็นหลายร้อยเท่า มีการส่งออกดาวเทียม สตรีมมิ่งไปที่ต่างๆ เต็มไปหมด อุปกรณ์ปลายทางถ้าไม่มีอุปกรณ์ป้องกันมันก็จะเกิดความเสียหายได้ เครื่องโสตอาจจะเสีย เครื่องส่งอาจจะพัง อยากให้ดูมิเตอร์ประกอบตามที่อธิบายไปเมื่อสักครู่นี้ เมื่อมีสัญญาณผ่านมิเตอร์เข้ามา มันจะสัมพันธ์กับการปรับโวลุ่มของเกน มากน้อยแค่ไหนให้ดูจากมิเตอร์เป็นหลัก ของใครเป็นมาตรฐานไหนก็เลือกเอา ภาษาทางเทคนิคเรียกว่า "ต้องเหลือเฮดรูม" ให้มันจากจุด +4dBu ขึ้นไปมีเฮดรูม เฮดรูมก็คือหลังคาที่สูงมากๆ หากกระโดดนิดนึงก็ถึงหัวละ ก็หมายถึงเสียงแตก สมมติว่าเสียงนึงดังสุดของลำโพง ผมพูดแค่นี้ถือว่าดังมากแล้วนะ แต่ไม่ได้เผื่อให้อีกคนที่พูดเสียงดังกว่าผมอีก มาถึงปุ๊บก็ สวัสดีคร้าบบบ..!! ..ล้นเลย หูแตกเลย ถ้าบนมิกเซอร์ก็จะมีผลต่อเสียงที่ออกไป ในทางเทคนิคถ้าไม่เหลือเฮดรูมอุปกรณ์จะมีปัญหา สมมติลำโพงมันดัง 130dB SPL ปล่อยไปซะ 120dB SPL พอมีอะไรเข้ามาปุ๊บลำโพงแตกเลย คำว่าดิสตอร์ชันไม่ได้หมายถึงแตกอย่างเดียว ยังหมายถึงเสียงผิดเพี้ยนอีกด้วย คือผิดเพี้ยนไปจากรูปเดิม

       ก่อนที่เราจะหมุนหรือปรับอุปกรณ์อะไรต่างๆ เนี่ย เวลาที่ไม่มีอินพุต ตัวมันเองก็จะสร้างสัญญาณรบกวนด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว อาจจะมาจากวงจรภายในเราเรียกว่า “น้อยส์ฟลอร์” ถ้าไม่มีเฮดรูมหากพูดเบาอาจจะไม่แตก แต่พูดแรงๆ ก็จะเกิดดิสตอร์ชัน ถ้าพูดในสภาวะปกติมันก็ไม่ได้ต่าง เมื่อไหร่สัญญาณเข้ามาแรงๆ มันก็ Peak เลย เกิดอาการแตกพร่า ทั้งๆ ที่มันได้ความดังเท่ากัน บาลานซ์โดยไม่มีเฮดรูมให้ดู ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ฉะนั้นจากจุดน้อยส์ไปจนถึงเพดาน เราเรียกว่า “ไดนามิกเรนจ์” หมายถึงช่วงเสียงกว้างที่สุดเท่าที่เสียงยังดีอยู่ เป็นช่วงสัญญาณที่เสียงขยายสัญญาณออกมาแล้วมีคุณภาพ ฉะนั้นช่วงนี้ เครื่องมือยิ่งกว้างเท่าไหร่ ก็จะได้เสียงที่ดีเท่านั้น อุปกรณ์จึงแข่งกันตรงจุดนี้แหละว่าใครจะมีไดนามิกเรนจ์ดีกว่ากัน อย่างที่บอกอุปกรณ์ทั้งหลายถ้าเรามีความเชี่ยวชาญในการดูอุปกรณ์ ดูสเปก รวมไปถึงเราได้มีโอกาสทดสอบกับมัน ดู VU มิเตอร์เป็น เรื่องพวกนี้ก็จะไม่เกิดปัญหาขึ้นหรือควบคุมได้ ทีนี้ปัญหานี้ใช่ว่าจะมีเฉพาะในอะนาลอกอย่างเดียว บางคนคิดว่าหน้าตาบางอย่างจะมีเฉพาะในมิกเซอร์อะนาลอก บางคนบอกใช้ดิจิตอลแล้วไม่เกี่ยวมั้ง สำหรับเรื่องของดิจิตอลมันจะมีสิ่งหนึ่งเป็นข้อจำกัด นั่นคือสมองกลของมันที่เรียกว่า CPU/DSP ทีนี้จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ก็จะมีความสามารถไม่เท่ากัน ซึ่งจะวัดกันด้วยจำนวนบิต 16 บิต 8 บิต 12 บิต หรืออะไรก็แล้วแต่ ในยุคแรกตัว DSP มันจะวิ่งที่ 16 บิตเป็นหลัก เลเวลหรือระดับสัญญาณเท่ากับ 2 ยกกำลัง 16 มันใช้ฐานสองในการคำนวณ ได้ค่าออกมาประมาณ 65,000 เป็นการไต่ขั้นบันได นั่นคือไดนามิกเรนจ์จะได้ประมาณนี้

  

ไดนามิกเรนจ์เทียบกับสเกลความดังอุปกรณ์                          เปรียบเทียบจำนวนบิตของ DSP ที่ความละเอียดต่างกัน

       หากย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วก็ถือว่าหรูแล้ว ในยุคที่แผ่นเสียงเฟื่องฟู ดิจิตอลเริ่มมานั่นคือ 16 บิต นั่นคือ CD แต่ปัจจุบันเริ่มไม่พอ เพราะเสียงมันกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เป็นตัวทำให้ DSP ต้องปรับตัว ต้องใช้บิตจำนวนสูงขึ้น นั่นคือสแตนดาร์ดอย่างน้อยต้องอยู่ที่ 24 บิต เพราะจะรองรับเลเวลได้ที่ 144dB สามารถไต่ระดับเสียงเครื่องบินไปจนถึงเสียงระเบิด แต่ปัจจุบันก็ไล่กันถึง 32 บิตเข้าไปแล้ว เพื่อรองรับหางเสียงรีเวิร์บที่เสมือนจริงมากขึ้น ซึ่งรองรับไปถึง 192kHz กันแล้ว จริงๆแล้วถ้าด้วยสภาพการใช้งานกันตามปกติ ค่า 16 บิตก็ฟังไม่ออกนะครับ แต่สภาพของภาพยนตร์ต้องการนำเสนอรายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ เสียงที่มันมีไดนามิกเรนจ์ที่ต่างกันมากๆ หรือในหนัง Star War ที่มันมีแข่งรถ มันต้องการไดนามิกเรนจ์ใหญ่ๆ ก้นลึกๆ คือมันต้องไต่จากช่วงที่เบาที่สุดไปหาช่วงที่ดังที่สุดในเวลาอันรวดเร็ว หากไดนามิกเรนจ์ไม่เพียงพอก็จะเกิดการผิดเพี้ยนได้ ตรงนี้ก็เป็นแนวทางในการนำไปเป็นปัจจัยประกอบ ในการเลือกซื้ออุปกรณ์ดิจิตอล ไม่ใช่ว่าดิจิตอลมิกเซอร์เหมือนกันก็จริง แต่รายละเอียดมันไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด ราคาถูก/แพงนี่คือผลของมัน คิดง่ายๆ เวลาซื้อคอมพิวเตอร์ Windows 8 มันมีตัวละ 9 พันหรือ 1 หมื่นนิดๆ กับ 3 หมื่นกว่า จอภาพมันก็เท่ากันนะ แต่ทำไมราคามันจึงต่างกัน แต่อีกคนโน้ตบุ๊คจอเท่ากันเลยราคา 7 หมื่น นี่เป็นความแตกต่าง พวกหน่วยประมวลผลจะมีผลต่อการทำงาน ถ้าใครเล่นเกมส์จะรู้ เล่นๆ ไปภาพมันกระตุก เนื่องจากสมองของมันประมวลผลไม่ทัน

เปรียบเทียบสเกลวัดเฮดรูดของระบบเสียงชนิดต่างๆ

        แต่ถ้าเป็นมิกเซอร์ เป็นโปรเซสเซอร์ เป็นดิจิตอล และมีอุปกรณ์ราคาถูก ยิ่งค่าบิตน้อยลง เฮดรูมก็จะน้อยลงไปด้วย หมายถึงมันจะชนเพ ดานเร็วขึ้น เพราะดิจิตอลมิกเซอร์ไม่ได้ดีไปกว่าอะนาลอกมิกเซอร์ หรืออุปกรณ์โพรเซสเซอร์ทั้งหลาย ย้อนกลับไปยุคแรกๆ ที่จะต้องมีทั้ง Insert, Send, Return แต่ดิจิตอลมันมีทุกอย่างไง มันใส่ทุกอย่างลงไปอยู่ในนั้น แต่ว่าการเรียกใช้งานแต่ละครั้งมันต้องดึง DSP มาใช้ ฉะนั้นถ้ามันเปิดมากๆ นึกถึงคอมพิวเตอร์แหละ เปิด Excel ดูหนังด้วย ถ้าเจ้านายมาจะได้สลับหน้าต่างกลับมา Excel ได้ แล้วยังมีแชทด้วย เปิด YouTube ด้วย แล้วเปิดกราฟิกหลายๆ อัน ทำให้คอมพิวเตอร์ชุดนั้นเวลาทำงานมันจึงเกิดอาการกระตุก คือมันสลับการประมวลผลข้อมูลไม่ทัน แต่เสียงอาจจะไม่ได้กระตุกแต่ว่ามีการเฉลี่ยแล้ว เหมือนที่อธิบายไปในเรื่อง RMS มันคิดค่าเฉลี่ยทั้งหมด ฉะนั้นเสียงมันก็จะเบาลง สุดท้ายมันไปแสดงผลเรื่องความหนาบางของเสียง เปิดไมค์ 1 แชนเนล 2 แชนเนลก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่พอเปิดหลายๆ แชนเนล เอะ...! ทำไมเสียงมันบางลง คือมันแย่ลงเรื่อยๆ มันถูกแชร์สมรรถนะลงเรื่อยๆ อันนี้ไม่ต้องพูดถึงของใคร ของค่ายผมก็เป็นเหมือนกัน ถูก/แพงก็มีผลต่อเรื่องพวกนี้ ตัวแพงแน่นอนว่า DSP มันออก แบบในแต่ละโมดูลแยกต่างหาก ตัวถูกก็จะใช้วิธีแชร์แบบเหมาไปเลย ทั้งนี้ก็อยู่กับประเภทการใช้งาน กรณีที่ซีเรียสมากๆ ของถูกมันจะไปไม่ได้ อันนี้ความสำคัญในการเลือกอุปกรณ์ ถ้าต้องใช้ 7 วัน 24 ชั่วโมงอะไรแบบนี้ อย่างเป็นงานออร์กาไนซ์ บางคนเอาอุปกรณ์ราคาถูกมารับงาน เผอิญงานนี้มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมา ตรงนี้กล้าเสี่ยงมั้ย ดังนั้นการเลือกอุปกรณ์ต่างๆ ก็มีผล

. . . (อ่านต่อตอนที่ 7 ) . . .