ความปลอดภัยในการทำงานของระบบแสง (01)

“ ประมาณปี 1992 ผมทำงานมาเจอแต่ทรัสเหล็กหน้าตัดสี่เหลี่ยม  

75x75 เซนติเมตร ความยาว 3 เมตร ปัจจุบันบางท่านอาจจะยังไม่เคยเจอทรัส

เหล็กก็ได้นะครับ น้ำหนัก 80 กิโลกรัม ”

วิทยากร : คุณนรเศรษญ สมบูรณ์วงศ์ (พี่โจ้)

        ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ได้จัดงาน Mahajak-Pro Open House 2016 ขึ้น โดยวันแรกมีกิจ กรรมที่น่าสนใจในช่วงบ่าย นั่นคือการสัมมนาหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องของความปลอด ภัยด้านแสง เพื่อให้นิสิต นักศึกษา คนทั่วไป และผู้ที่ทำงานด้านแสงโดยตรงให้ได้ รับความรู้กัน สำหรับใครพลาดงานครั้งนี้ โปรดติดตามอ่านกันได้ผ่านคอลัมน์นี้นะครับ เมื่อพิธีกรเปิดคลิป VTR แนะนำวิทยากรเรียบร้อยแล้ว คุณนรเศรษญ สมบูรณ์วงศ์ (พี่โจ้) MD ของ บริษัท ไลท์ซอร์ส ได้ก้าวขึ้นเวทีพร้อมเริ่มกล่าวบรรยาย

        สวัสดีทุกท่านที่เข้ามาร่วมฟังการบรรยาย วันนี้ได้รับเกียรติจากทาง มหา จักรดีเวลอปเมนท์ คุณเกษมสิน กาญจนชัยภูมิ ให้เกียรติทางผมหรือไลท์ซอร์ส เรียกผม "โจ้" ก็ได้นะครับ มาพูดในเรื่องความปลอดภัยในระบบแสง สำหรับระบบไฟที่ทางไลท์ซอร์สนำไปใช้จากมหาจักรฯ ก็เป็นระบบไฟ สเปกส่วนใหญ่เราจะใช้ยี่ห้อ Martin ถึงวันนี้ก็ 10 ปีแล้วนะ ในช่วง 33 ปีที่ผ่านมามีการใช้แม็คไวเปอร์ ซึ่งในระบบมาตรฐานที่ใช้อยู่ในไรเดอร์ที่มีสเปกจากต่างประเทศเนี่ย ก็จะเป็นแบรนด์อยู่ 2-3 แบรนด์ เบอร์หนึ่งที่เราใช้งานอยู่ก็คือ Martin จาก 10 ครั้งที่เราได้รับงานจากต่างประเทศ จะมี 8 ครั้งที่มีสเปก Martin เป็นแม็คไวเปอร์ ส่วนอีก 2 ยี่ห้อที่ได้มาตรฐานมีการยอมรับในธุรกิจระบบแสง

       สำหรับวันนี้จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานระบบแสงกัน จริงๆ กว่า 60% จะเป็นระบบโครงสร้างซะส่วนใหญ่ บางครั้งเกือบ 70% ด้วยซ้ำไป เพราะอุปกรณ์ระบบไฟจะติดตั้งได้ต้องมีโครงสร้าง ตัวโครงสร้างเป็นสิ่งสำคัญ เหมือนอาคาร เหมือนตึกที่เราอยู่ ตัวโครงสร้างเป็นสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฐากฐาน เสาต่างๆ ระบบแสงก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทรัส เป็นลูปท็อป เป็นนั่งร้าน เป็นเลเยอร์หรืออะไรก็แล้วแต่ ส่วนอีก 30% เป็นระบบ wiring ระบบสาย ระบบ fixture… อันดับแรกจะพูดก่อนเลยคือระบบความปลอดภัยของระบบทรัส นั่งร้าน ก่อนอื่นอุปกรณ์ที่จะต้องนำ ไปติดตั้งในระบบไฟก็จะเป็นทรัส บางครั้งเราขึ้นในทำงานที่สูงๆ ซึ่งอาจจะมีความสูง 9 เมตร 12 เมตร อย่างบางแห่ง เช่น อิมแพ็กอารีน่า ประมาณ 25 เมตร ศูนย์สิริกิตต์ประมาณ 12 เมตร พารากอนก็ประมาณ 12 เมตร ที่ไบเทคก็ประมาณ 15 เมตร ล้วนมีความสูงทั้งนั้น การทำงานของเราเนี่ยจะต้องมีอุปกรณ์มาตฐานเพื่อขึ้นไปทำงานในที่สูง การป้องกันอุบัติเหตุในที่สูงๆ เราต้องใช้อะไรบ้าง อันแรกเป็นอุปกรณ์ที่ต้องมีประจำกายของพนักงานทุกคน คือที่บริษัทเนี่ยเจ้าหน้าที่ทุกคนจะมีอุปกรณ์ประจำกาย

เข็มกลัดนิรภัย

       ในอุปกรณ์หนึ่งชุดจะต้องมีตัวเข็มกลัดนิรภัย จริงๆ มี 2 แบบ คือแบบเต็มตัวหรือ Full Body ส่วนครึ่งตัวจะมี 2 แบบ คือครึ่งตัวด้าน ล่าง สามารถซื้อเป็นสองชิ้นได้ แล้วต่อเป็นเต็มตัวได้ กับที่เป็นกึ่งตัวด้านบนซึ่งเป็นฮาร์ฟบอดี้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กันคือเป็นฮาร์ฟบอดี้ด้านล่าง แต่จริงๆ แล้วความปลอดภัยสูงสุดควรจะเป็นแบบฟูลบอดี้ มันจะซับพอร์ตจุดด้านหลังของเราด้วย สังเกตดูว่ามันจะอยู่แค่เอว ถ้ามีการกระชากหรืออุบัติเหตุหลังของเราจะได้รับบาดเจ็บ แต่ถ้าเป็นฟูลบอดี้มันจะเต็มตัว อุปกรณ์ที่ควรใช้จึงเป็นฟูลบอดี้

เชือกนิรภัยแบบลดแรงกระชาก

       อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันคือแลนยาร์ด (Lanyard safety) มีหน้าที่อะไรเดี๋ยวจะอธิบายในลำดับต่อไป ซึ่งมีอยู่ 2 แบบคือแบบเดี่ยวกับแบบคู่ คำแนะนำอยากให้ใช้งานเป็นแบบคู่มากกว่าแบบเดี่ยว เหตุผลเพราะอะไรเดี๋ยวจะมีตัวอย่างให้ดู ถ้าเป็นแบบเดี่ยวเนี่ย เวลาเราปลดจากที่นึงไปอีกที่นึงเราจะไม่มีตัวเซฟตี้ หากมีอุบัติเหตุขณะนั้นเราอาจจะร่วงตกได้ทันที ถ้ากรณีที่เป็นเส้นคู่ เราปลดเส้นที่หนึ่งไปเกี่ยวก่อนแล้ว ขณะที่เส้นที่สองยังเกาะอยู่ มีความปลอดภัยสูงสุด คือการใช้งานอยากแนะนำให้เป็นแบบเส้นคู่ เพื่อความปลอดภัย 100% ตำแหน่งที่คล้องของแลนยาร์ดเนี่ย ตามมาตรฐานตัวคล้องซึ่งเรียกว่าไลฟ์ไลน์นั้น ต้องอยู่เหนือเรา เหตุผลเพราะอะไร คล้องสายแลนยาร์ดในตำแหน่งที่สูงกว่าตัวผู้ใช้ เพื่อลดแรงกระชากและป้องกันการแกว่งจากการตก การตกสูงเพียง 2 เมตร ทำให้เกิดแรงกระชากมากกว่า 20 เท่าของน้ำหนักตัวของท่าน ถ้ากรณีเราตกหรือพลาดก็อยู่ในระยะช่วงตัว แต่กรณีคล้องต่ำเวลาตกลงมาอาจจะได้รับอันตรายมาก แต่งานส่วนใหญ่เส้นไลฟ์ไลน์เนี่ยเราไม่สามารถทำที่สูงได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ แต่ส่วนใหญ่เราจะทำงานกับทรัส พวกงานมอเตอร์โชว์ งานเอ็กซ์โป หรือว่างานที่ทำคอนเสิร์ต เราสามารถทำไลฟ์ไลน์ให้อยู่ในระดับเดียวกับจุดทรัส ซึ่งทางบริษัทได้มีกฎกติกามารยาทกับพนักงานว่า ถ้าอย่างนั้นเราต้องไม่เดิน เหตุผลเพราะเราอยู่ในระดับเดียวกับทรัส เวลาตกลงมาระดับที่ยืนเราจะบาดเจ็บมากกว่า ปกติเราจะไม่สามารถทำไลฟ์ไลน์เหนือศีรษะเราได้ เพราะโครงสร้างส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งเดียวกับเรา ถ้าเป็นเชือกก็จะมีข้อเสีย คือจะมีความห้อยตัวมากกว่าสลิง เวลาตกลงมาก็จะมีอันตรายมากกว่า

 อุปกรณ์จิปาถะที่จำเป็น

       อุปกรณ์ในหนึ่งถุงที่เราต้องมี ตัวถัดมาเป็นอุปกรณ์โรยตัวหรือ Figure 8 จำนวนหนึ่งชิ้น มีตะขอ (Hook) แล้วมีเชือกความยาวประ มาณ 50 เมตร ขนาดประมาณ 10 มม. ไม่เกิน 11 มม. มีอุปกรณ์ช่วยดึง (Ascender) และคาราไบเนอร์ (Carabiner) ที่เห็นในรูปอยากจะแนะ นำ มันจะมีตัวล็อคกับแบบไม่ล็อค... ซึ่งจะมีผิด/ถูก... ที่ถูกคือต้องมีตัวล็อค กรณีใช้แบบไม่มีตัวล็อคในระหว่างใช้งาน ถ้ามีอุบัติเหตุแล้วมีการกระชากเกิดขึ้น ตัวล็อคตัวนี้หลุดขึ้นมาได้ การมีตัวล็อคจะดีกว่า... อีกอันที่คิดว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้งาน พอดีผมมีตัวอย่างมา คือหมวกเซฟ ตี้ กฎหมายอาคารทุกอาคารออกมา พนักงานที่เข้าไปทำงานในพื้นที่ของที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของไบเทค พารากอน อิมแพ็คอารีน่า เค้าบังคับเรื่องหมวกเซฟตี้ เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่ถึงกับสติ๊กมาก เวลาทำงานเค้าจะมีคนมาตรวจสอบ... พี่...!! อย่างนั้นอย่างนี่เลยนะ หมวกนี้สำคัญจะอธิบายให้ฟังว่า หมวกตามไซด์งานที่เป็นงานก่อสร้าง ซึ่งอันนั้นก็อีกราคานึง มันมีความแตกต่างแล้วแต่ว่าใครสะดวก ผมมองว่าหมวกแบบนั้น ข้อแรกมีน้ำหนักมาก แต่แบบที่ผมแนะนำเพียงแค่ 300 กรัมเท่านั้นเอง 3 ขีดเบามาก และมีขอบสังเกตว่าเวลาเราจะไปทำงาน บางทีเราไปกระแทกกับสิ่งอื่นๆ ด้านข้างเนี่ย บางครั้งทำให้เราทำงานไม่ถนัด หมวกลักษณะนี้จะใช้ปีนเขาปีนป่าย ใบนี้สามารถทำได้หลายอย่าง ใช้ปั่นจักรยานก็ได้ สามารถใส่ไฟฉายได้ ผมแนะนำเลยว่าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ต้องใช้ทุกครั้งในการทำงาน ไม่ว่าจะเข้าไปทำงานอะไรก็แล้วแต่ หมวกมีความสำคัญสังเกตหมวกก่อสร้างมีปีกมันจะทำงานยาก ทำงานที่สูงอาจจะมีอุบัติเหตุได้ด้วย เดี๋ยวจะพูดว่ามีความสำคัญอะไรบ้าง

การทำงานในที่สูง

        จากนั้น พี่โจ้ เปิดคลิปให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาชมกัน ระหว่างนั้นได้อธิบายว่า... สังเกตว่าจะมีไลฟ์ไลน์ สถานที่ที่ต่างประเทศเค้ามีให้เลยนะ แต่บ้านเราไม่มี น่าจะมีกฎหมายบังคับ คือของเค้าจะมีประจำสถานที่เลยนะ เค้าใช้ตะขอคู่เวลาเกี่ยวมันจะปลอดภัย แต่ไม่หลุดแน่นอน ให้สังเกตจะมีสลิง จะมีการย้ายตำแหน่งอุปกรณ์

โครงสร้างทรัส

        ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเสียงหรือแสง ตัวโครงสร้างมีความสำคัญมาก อุปกรณ์มีน้ำหนักมาก ถ้าพูดถึงโครงสร้างทรัสจริงๆ แล้วมีข้อควรจำมี "3 ไม่" นะครับ จะไม่เกิดปัญหาใดๆ เลย ถ้าไม่มี 3 ไม่ อย่างแรก "ไม่เกินพิกัด", "ไม่เอียง" และ "ไม่ชำรุด" คำว่าไม่เกินพิกัดหมายความว่าไง ในสเปกเค้าบอกเลยว่า ในความยาว 6 เมตร จุดเซ็นเตอร์โหลดได้ไม่เกิน 600 กิโลกรัม เราก็ต้องไม่โหลดเกินค่าที่ระบุในสเปกนี้ ยังไงความเสีย หายก็ไม่เกิดแน่นอน ในการทำงานเราต้องอ่านสเปกให้ดี คำว่าไม่เอียงคือต้องได้ฉาก พื้นต้องไม่ทรุด พอไม่ทรุด ชำรุดคืออะไร ทรัสเวลาเราใช้งานไปในระยะเวลาหนึ่ง บางทีตัวแตก ตัวซีด ตัวเฟรมด้านข้าง มีบุบ มีกระแทก มีความเสียหายเกิดขึ้น ฉะนั้นต้องเลิกใช้นะครับ เพราะมันจะมีความเสี่ยงต่อการไปรับน้ำหนัก ถ้าเรามี "3 ไม่" ครบ ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน บางครั้งความเสียหายเกิดจากโหลดเกินแล้ว ยังมีเกิดจากลมพัด สำหรับเรื่องทรัสเนี่ย โดยทั่วไปเป็นอลูมิเนียม ส่วนใหญ่เราเรียกว่า ตัวบนมีข้อต่อ มีซี่ตั้ง ซี่ทะแยง แล้วก็ซี่ตั้งด้านล่าง ถ้าเรากลับด้านบนมาอยู่ด้านข้างเนี่ย อันนี้ถือว่าผิด เพราะถือว่าเป็นตัวแตกแรง ส่วนที่รับน้ำหนักได้ดีที่สุดคือโหนด โหนดคืออะไร ตัวแตกแรงด้านข้างมาเจอกัน มันจะเป็นตัวบรรจบของทุกอย่างทั้ง 3 ด้านเลย ตรงนี้เป็นตัวรับแรงที่ดีที่สุด หากใครเคยไปทำงานที่ศูนย์สิริกิตติ์ จะเป็นเมนเฟรมสลับไปสลับมา ตัวรับน้ำหนักได้ดีที่สุดคือตัวบน เค้าให้ได้ 750 กิโลกรัม ตัวล่างเค้าให้ 500 กิโลกรัม คือโหนดเอาทุกอย่างมารวมกัน โครงสร้างทรัสจะมีประสิทธิภาพในการรับแรงได้สมบูรณ์ก็ต่อเมื่อง "ซี่" และ "แป๊บ" ต่างๆ ไม่มีรอยบุบชำรุด โก่งงอ รอยเชื่อมต้องเต็มไม่สึกก่อน ผิวทรัสไม่ถลอกเป็นร่องหรือชำรุดเป็นรู หรือเป็นคราบสนิมขาว ก็อยากจะบอกท่านว่าเหล็กเวลาเป็นสนิมจะเป็นน้ำตาล ทำปฎิกิริยาออกไซด์ อลูมิเนียมก็มีนะครับ ถ้าคุณเก็บทรัสอลูมิเนียมของใครก็แล้วแต่ เก็บให้มีความชื้นสัมพันธ์มากๆ แล้วคุณสังเกตรอยที่มันถลอกมาแล้ว มันจะเป็นคราบสีขาว เป็นฝุ่นเลยสีขาวๆ ตรงนั้นเป็นออกไซด์สนิมของอลูมิเนียม ตรงนี้ก็ต้องระมัดระวังเพราะมันกัดกร่อนเข้าไปในเนื้อผิวแล้ว ก็คือคราบสีขาวมันเป็นออกไซด์แล้ว

ครั้งแรกกับทรัสอลูมิเนียม

       ทรัสอลูมิเนียมพอดีมีประสบการณ์อยากจะเล่าให้ฟัง ประมาณปี 1992 ผมทำงานมาเจอแต่ทรัสเหล็กหน้าตัดสี่เหลี่ยม 75x75 เซนติเมตร ความยาว 3 เมตร ปัจจุบันบางท่านอาจจะยังไม่เคยเจอทรัสเหล็กก็ได้นะครับ น้ำหนัก 80 กิโลกรัม ต้องหามสองคนขึ้นไป ทุกครั้งเวลาทำงานจะมีที่ทำงานได้แค่ที่ MBK ฮอลล์ชั้น 7 การแบกขึ้นไปต้องใช้รถทอยขึ้นไป ใช้ 4 คนเพื่อแบก มารู้จักทรัสอลูมิเนียมครั้งแรกในชีวิตคือปี 1992 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพมิสยูนิเวิร์ส บริษัทเราได้รับเลือกจากบริษัทไทยสกายในสมัยนั้น ทำเคเบิลทีวีเป็นผู้ประมูลงานนี้ได้ เค้าก็ส่งทีมเทคนิคคัลจากทางฮ่อง กงเข้ามาคุยกับเรา เค้าก็สเปกของมาเลย ต้องเป็นทรัสอลูมิเนียมเท่านั้น เราก็ไม่มี เค้าก็แนะนำให้ซื้อ เราถามว่าซื้อที่ไหน เค้าแนะนำที่สิงคโปร์ถือว่าใกล้บ้านเราที่สุด ทำทรัสอลูมิเนียมหน้าตัด 95 เซนติเมตร เราก็บินไปดูเลย ราคาเท่าไหร่ เป็นยังไง ได้ความว่าเป็นของมีคุณภาพ เพราะท่อวัสดุเป็นของเยอรมัน จากนั้นเราก็สั่งซื้อเข้ามา เป็นครั้งแรกที่เห็นทรัสอลูมิเนียม ตอนนั้นมีสองไซด์คือที่เค้าสเปกตอนนั้นคือ 4.8 เมตรกับ 2.4 เมตร สำหรับ 4.8 เมตรห  หน้าตัด 95 เซ็นติเมตรเนี่ย ผมสามารถยกคนเดียวได้ ลองนึกภาพนะทรัสเหล็กยาว 3 เมตร หน้าตัดสี่เหลี่ยม 75 เซ็นติเมตร ต้องใช้คนถึง 4 คนยก น้ำหนักต่างกันประมาณ 2 เท่า และทำงานได้สะดวกรวดเร็ว และเป็นครั้งแรกที่ทำงานกับรอกไฟฟ้า และได้รู้จักรอกชนิดนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน แต่ก่อนใช้รอกธรรมดามีแบบ 2 ตัน 3 ตัน ปล่อยระยะจากพื้นไป 22 เมตร ใช้เวลาร่วมๆ ชั่วโมงนึง ในขณะรอกไฟฟ้าส่วนใหญ่ 4 เมตรต่อนาที เราใช้เวลาไม่เกิน 3-5 นาที ที่ความสูง 10-12 เมตร ก็เสร็จแล้ว ทีมจากฮ่องกงก็สเปกมาเลยว่า ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ ตอนนั้นใช้ประมาณ 60 ตัว สต็อคในปี 1992 แต่ละเจ้าคงมีไม่พอ เราก็ได้รอกของญี่ปุ่นมา ก็ถือว่าเป็นทรัสยุคแรกเป็นแบบอลูมิเนียมที่นำมาใช้ในบ้านเรา

การรับน้ำหนักของทรัส

         ความสามารถในการรับน้ำหนักของทรัส ขึ้นอยู่กับอะไร พื้นที่หน้าตัด ทรัสที่รับน้ำหนักได้มากที่สุดพวกเฮฟวี่ดิวตี้เนี่ย รูปร่างจะไม่เป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่า จะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านแนวตั้งจะสูงกว่าด้านแนวนอน แต่มีข้อห้ามคือ ห้ามกลับด้าน กล่าวคือเราไม่ควรนำด้านแคบมาขึ้นแทน เพราะจะทำให้น้ำหนักเสียไป 2 เท่า นอกจากนี้ยังมีหน้าตัดแบบอื่น เช่น สามเหลี่ยม คุณสมบัติอีกอย่างของอลูมิเมียมคือความหนา ผู้ผลิตเนี่ยจะบอกเนื้ออลูมิเนียม 6081T6 หรือ 6061T6 คำว่า T6 เป็นความแข็งแรง รหัส 6082061 เนี่ย เป็นเรื่องของความหนา ส่วน T6 เป็นสเปกเนื้ออลูมิเนียมอัลลอย ถัดไปมุมแหลมที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่าโหนดเนี่ย ซี่ทแยงต้องชนกันเป็นมุมแหลมเสมอ เป็นจุดรับน้ำหนักได้ดีที่สุด หากเรียงซี่ทแยงผิดวิธี จะทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักลดลง สังเกตดูให้ดีว่าซี่มันต้องต่อเนื่องกัน แต่มีข้อยกเว้น มีทรัสบางรุ่นบางยี่ห้อ ที่มีขนาดประมาณ 30 เซ็นติเมตร เค้าดีไซน์มารับน้ำหนักไลท์ดิวตี้ สังเกตรอยต่อจะไม่ต่อเนื่อง สุดท้ายเค้าจะเชื่อมแนวทุกด้าน เฉียงขวาหมด แต่ถ้ากรณีขนาด 40 เซ็นติเมตรขึ้นไปเนี่ย เค้าจะเฉียงซ้ายกับขวาเท่ากัน ซ้ายคือซ้าย ขวาคือขวา ตรงข้ามคือตรงข้าม เวลานำมาเชื่อมกันก็จะต่อเนื่องกันเสมอ มี 3 ยี่ห้อในโลกนี้เวลาเฉียงเค้าจะทำด้านเดียวกันหมด ทำให้เราไม่สามารถแตกแรงเพื่อให้ต่อเนื่องกันได้

น้ำหนักที่กระทำต่อทรัส

          ต่อไปเป็นเรื่องของน้ำหนักที่กระทำต่อทรัส มีหลายแบบ แต่ยกตัวอย่างมา 4 แบบคือ น้ำหนักแผ่กระจายสม่ำเสมอเรียกว่า ยูนิฟอร์ม เช่น การแขวนม่านหรือแผงฉากเข้ากับทรัส มีน้ำหนักต่อเนื่องกันตลอดจะใช้แขวนไฟ แขวนจออะไรก็ได้ แบบที่สองเป็นแบบน้ำหนักกระจายตัวเป็นระยะๆ สม่ำเสมอ เช่นการติดไฟเป็นระยะๆ โดยมีช่องไฟเท่าๆ กัน อันที่สามน้ำหนักถูกแขวนเฉพาะตรงกลาง จะเกิดความเครียดสูงที่ตัว ทรัสและทำให้ทรัสโก่ง อันที่สี่น้ำหนักถูกแขวนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง น้ำหนักจะเทไปด้านใดด้านหนึ่งมากกว่าปกติ ทำให้เสาทรัสหรือรอกที่รับน้ำหนักด้านนั้นๆ รับน้ำหนักมากกว่าตัวอื่น อันนี้คือลักษณะส่วนใหญ่ที่ถูกใช้งาน

ปัญหาการแขวนน้ำหนักเอียง

          ในกรณีที่แขวนน้ำหนักเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะมีผลให้รอกด้านนั้นรับภาระน้ำหนักมากขึ้น จะสังเกตว่าปัญหามักจะมาจากเราไม่ได้แขวนให้บาลานซ์กัน ทำให้เกิดปัญหา เช่น น้ำหนักตัวรอก 249 ปอนด์ อีกฝั่งรับน้ำหนัก 212 ปอนด์ โหลดหนัก 50 ปอนด์ รวมแล้วไปหนักรวมอยู่ที่ฝั่งขวาทั้งหมด กรณีคือน้ำหนักเอียง ในความเป็นจริงในความรู้สึกของท่าน ผมว่ามีบางเรื่องที่เรามองแล้วมันบาลานซ์เสมอ อันนี้ก็เช่นกัน ความเป็นจริงของการใช้รอกแขวนทรัส R คือจุดที่ใช้แขวนรอกแต่ละตัว และสมมติว่าน้ำหนักที่แขวนมีการกระจายตัวเท่าๆ กัน เช่นแขวนโคมไฟเฉลี่ยระยะเท่าๆ กัน หรือแขวนผ้าม่านหรือฉากผืนใหญ่ เต็มหน้าทรัส สังเกตดูให้ดีกรณีเราแขวนรอก 3 จุด รอกตัวกลางจะรับน้ำหนักภาระมากกว่าตัวริมประมาณ 3 เท่า อันนี้เป็นเรื่องจริงนะ คือเราจะมองว่าตอนเราแขวนมีรอกอยู่ 3 ตัว เราคิดว่ามันจะรับน้ำหนักเท่ากัน แต่จริงๆ ไม่ใช่นะครับ น้ำ หนักไปอยู่ที่ตัวกลางเสมอ ด้านซ้าย/ขวารับมาประมาณ 20% ในสไลด์สเปก 19% แต่มันมาจริงประมาณ 20% ส่วนตรงกลางมีอยู่ 62% มาจากหลักการคำนวณที่ถูกต้อง พอเราใช้รอก 4 ตัว รอกตัวกลางจะรับน้ำหนักกระจายมากกว่าตัวริมเป็น 2 เท่า ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่มีการคำนวณมาเรียบ ร้อยแล้ว เวลาทำงานจริงๆ น้ำหนักมันไม่ได้เท่ากัน ในปัจจุบันเนี่ยขอเสริมนิดนึง มีอุปกรณ์พ่วงเค้าเรียกว่าโหลดเซลล์ ใช้แขวนกับรอกเลย มันจะมีตัวเซ็นเซอร์บอกเลยว่ารับน้ำหนักเท่าไหร่ สมมติโหลดเซลล์รับน้ำหนัก 1 ตัน น้ำหนักที่ใช้งานจริงก็จะเป็น 1 ตัน พอเราแขวนของขึ้นไปตัวเลขจะแสดงบนจอคอมพิวเตอร์ของเรา ว่าตอนนี้โหลดรับน้ำหนักอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งตัวนี้น่าใช้ ต่อไปในอนาคตเราจะเห็นในบางคอนเสิร์ตหรือบางโชว์ ที่ทรัสอาจจะเคลื่อนที่ขึ้นลง หมุนได้ด้วย ซึ่งตัวนี้จะจำเป็น ตัวนี้ในบ้านเราตอนนี้ยังไม่มี

ทดสอบทรัส

           การทดสอบจะใช้น้ำหนักแขวนที่กลางทรัส ทรัสจะค่อยๆ แอ่นตัวลงจนถึงจุดวิกฤต สมมติว่าเค้าบอกสเปกมาโหลดได้ 300 กิโลกรัม เราจะโหลดได้ตามนั้น แต่มันจะไม่เสียรูปทรงนะ วันนี้ผมอยากบอกพวกเรา ที่เห็นใช้งานกันส่วนใหญ่เพราะใช้กันขนาด 30 เซ็นติเมตร มันสะดวก อีกอย่างมีราคาต่อชิ้นไม่สูงนัก แต่ขอย้ำว่าพยายามดูสเปก ถ้าทรัส 30 เซ็นติเมตร ทุกยี่ห้อในโลกนี้ได้สูงสุดแค่ 9 เมตร ลองไปอ่านสเปกดูให้ดี เพราะผมเห็นหลายคนใช้ 12 เมตร ไซด์นี้จะเหลือโหลดได้แค่ 40 กิโลกรัม ลองนึกดูพนักงานกี่คนที่ปีนขึ้นไปบนนั้น น้ำหนักเกิน 40 กิโลกรัมแน่นอน แต่ที่มันยังไม่เสียหาย เพราะทรัสของเรายังไม่มีอะไรเสียหายหรือเกิดการชำรุด อย่างไรก็ดีพยายามใช้ให้ได้ตามสเปก อย่างบริษัทผมใช้แค่ 9 เมตร บางทีเราแขวนรอกมากกว่าชาวบ้าน ผมมีเหตุผลตรงที่เรื่องความปลอดภัย ผมคิดว่าความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ พยายามใช้อะไรก็ตามให้อยู่ในสเปก อย่าใช้อะไรผิดสเปก แล้วความปลอดภัยจะเกิดขึ้นเอง จากที่บอกว่าทรัสมี 3 ประเภท ปัจจุบันมีมากกว่า 3 แล้ว อย่างแรก ชนิดใช้งานเบา Light Duty ไซด์ประมาณ 30 เซ็นติเมตร ชนิดใช้งานปานกลาง Medium Duty ขนาดประมาณ 40 เซ็นติเมตรขึ้นไป และชนิดใช้งานหนัก Heavy Duty มีตั้งแต่ 45 เซ็นติเมตรขึ้นไป ยังมีอีกแบบคือ Super Heavy Duty ขนาจะมีประมาณ 90 เซ็นติเมตรขึ้นไป...

… (โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป..ครับ)...


เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม  

แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88