งานสัมมนา Basic Sound Reinforcement (ตอนจบ)

(เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว)

วิทยากร : ทีมงาน YDACC

        หูฟังอันนี้นำไปใช้เป็นสตูดิโอมอนิเตอร์/PA มีงาน 2 ประเภทที่เรามักจะเจอ หากนำไปใช้ในสตูดิโออาจจะไม่ต้องดังมาก เพราะมันอยู่ในห้องเงียบๆ สามารถใช้แบบทั่วไปได้ แต่หากเป็นงานไลฟ์คอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ที่เสียงภายนอกดังมากๆ ต้องความไวสูง อิมพีแดนซ์น้อย คล้ายๆ กับลำโพง ได้ความดังออกมากี่ dB ขั้นต่ำอย่างน้อยต้องมี 80dB บางงานที่ต้องการดังมากๆ ต้องมีเป็น 100dB เหมือนนำลำโพงมากรอกหูอะไรทำนองนั้น มันก็ดังมาก สามารถเอาชนะเสียงด้านนอกได้ ดูแลสุขภาพด้วย อย่าเปิดดังอย่างเดียว ฟังดังๆ ได้แต่อย่าฟังนานๆ ฟังเท่า ที่จำเป็น ขั้วต่อก็มี 2 มาตรฐาน 1/4 หรือ 1/8 นิ้วก็แล้วแต่ เดี๋ยวนี้คนทำหูฟังเค้าออกแบบชนิดมีเกลียวมาให้ด้วย จะเอาไซด์ใหญ่หรือเล็กมีข้อต่อให้ จะเสียบกับมิก เซอร์หรือ iPhone ก็ได้ทั้งนั้น เกือบจะทุกยี่ห้อ สามารถทำได้หมด แต่ถ้าหมุนออกระวังหัวใหญ่มันหาย ยี่ห้อนึงเป็นเกลียว ยี่ห้อนึงดึงเข้าดึงออกระวังมันหาย ถ้าจำ แนกประเภทของมันหลักๆ เราเจออยู่ 3 ประเภท มีแบบเปิด, ปิด และกึ่งเปิด/ปิด ถามว่าดูจุดไหน ให้ดูที่ครอบหูมันปิดสนิทแค่ไหน มีเสียงรั่วออกมาแค่ไหน ถ้าเป็นงานสตูดิโอก็ต้องมีเสียงรั่วออกมาน้อยที่สุด เพราะว่าห้องมันเงียบ หากมีเสียงเล็ดรอดออกมา เสียงนั้นจะเข้าสู่ไมโครโฟน ไมค์ก็รับเสียงเข้าไปด้วย โดยเฉพาะในห้องร้อง กรณีนักร้องขอเพลงดังๆ เสียงดนตรีมันอาจจะรั่วออกมา โดยมากจะเป็นเสียงเมโทรนอม ติ๊ก-ต๊อก เป็นเสียงแหลมๆ แล้วมันชัดมาก เวลาเราไปมิกซ์ปุ๊บเสียงนี้โผล่มาอีกแล้ว เวลามิกซ์อาจจะเจอปัญหาได้ ดังนั้นควรจะใช้แบบ Close (ปิด) คือต้องปิดสนิทด้วยนะ เป็นไปได้หาขนาดที่มันพอ ดีกับนักร้องคนนั้นเลย ถ้าเป็นงานทั่วไปที่ไม่ซีเรียสก็ใช้แบบเปิด (Open) ได้ มันจะให้โทนเสียงโปร่งๆ ฟังสบายๆ เหมือนลำโพง มันจะไม่รู้สึกว่าฉันอยู่ในโลกมืด พอใส่ปุ๊บข้างนอกฟังไม่รู้เรื่องเลย อันนี้ได้ยินเสียงข้างนอกด้วย ส่วนซาวด์เอ็นจิเนียร์อย่างเรา เดี๋ยวต้องเปิดฟังข้างนอกบ้าง ฟังข้างในบ้าง ก็จะใช้แบบ Open ได้ยินข้างนอกด้วยข้างในด้วย ยังไงหาอุปกรณ์ที่เหมาะกับการทำงานของเรา

“ Auxiliary จะมี 2 ชนิดคือ Pre กับ Post แปลว่า ก่อนกับหลัง คำว่า Pre เป็นสัญญาณ Pre Fader ส่วน Post คือ Post Fader ” 

ช่องเชื่อมต่อสัญญาณ

        ในมิกเซอร์ก็จะมีช่องสำหรับต่อสัญญาณ ทั้งแบบ Phone/TRS/XLR ตามประเภทของสัญญาณที่เรานำเข้าไป ก่อนจะทำงานการเชื่อมต่อต้องดูให้ดีว่าเราใช้กับอะไร เป็นแบบโมโนหรือเป็นสเตอริโอ เราอาจจะเห็นค่า +4/-10 บางช่องจะบอกไว้ด้วย บางอย่างจะบอกด้วยว่า จุดไหนเป็น Insert บอกไปถึงจุดไหนที่เป็นอินพุต/เอาต์พุต กรณีเป็นช่องอินพุตจะต้องเป็น Female หากเป็นเอาต์พุตจะต้องเป็น Male หรือตัวผู้ มีใครไม่รู้จักหรือรู้จัก Talkback บ้าง บางคนอาจจะเคยได้ยิน จริงๆ Talkback เนี่ย แปลตรงตัวก็คือ "พูดกลับ" การทำงานในสตูดิโอมันจะมีอยู่ 2 ห้อง ห้องนึงเป็นห้องมิกซ์เสียง มีมิกเซอร์ มีลำโพงมอนิเตอร์ มีเอ็นจิเนียร์คนนึงอยู่ ห้องนี้จะเรียกว่าคอนโทรลรูม ถัดไปอีกห้องจะเป็นนักดนตรี หรือนักร้องอยู่อีกห้องนึงใส่หูฟัง และมีไมโครโฟนรับเสียงอยู่ เรียกว่าสตูดิโอรูม ถ้าห้องนี้ถูกกั้นด้วยกระจก มันจะไม่ถึงกันซะทีเดียว คนที่อยู่ในห้องสตูดิโอผ่านไมค์ เอ็นจิเนียร์ได้ยิน ถ้าไม่มีระบบนี้ เวลาจะตอบโต้ พูดคุยจะทำไง เขียนใส่กระดาษหรือตะโกนดีล่ะ ซึ่งไอเดียของ Talkback จะเป็นการยื่นไมค์ไปให้เอ็นจิเนียร์พูดโต้ตอบกับคนที่อยู่ในห้องสตูดิโอ เขาจึงเรียกว่า Talkback แต่ว่าในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะในสตูดิโออย่างเดียว ในห้องประชุม สเตจเวทีอยู่ไกล จะใช้วิทยุก็ไม่ไหว ตะโกนคงไม่ได้ เราสามารถตั้งไมโครโฟนตัวนึงไว้สำหรับเอ็นจิเนียร์ มันก็จะไปโผล่ที่มอนิเตอร์ไหนก็ได้ สมมติมือกลอง ก็คุยกับมือกลอง มือกีตาร์ สามารถเลือกคุยกับเฉพาะมือกลอง มือกลองอาจจะถูกตั้งสัญญาณไว้ที่ Aux 1 ก็รับสัญญาณช่องนี้ไป เราจะส่ง Talkback ไปหาเฉพาะคนนี้คนเดียว พอคุยกับมือกลองเสร็จ เราส่งไปคุยกับมือคีย์บอร์ดต่อ เราไม่จำเป็นต้องปล่อยออกสเตอริโอเอาต์พุต คือเราไม่ Talkback โผล่ออกมาที่เมน PA เพราะสิ่งที่คุยกันไม่ต้องการให้มารบกวนคนดู เพราะเคสนี้ต้องการสื่อสารเฉพาะกับแค่นักดนตรี

รู้จักมิกเซอร์

         มิกเซอร์นอกจากจะใช้รวมสัญญาณแล้ว ยังมีตัวนึงที่ชื่อ Lamb มันคืออะไร มันคือหลอดไฟ ถ้าไฟเวทีเปิดเราเห็นทุกอย่างแน่นอน หากเพลงจบ แล้วไฟเวทีดับ เคยเจอใช่มั้ย ช่วงเปลี่ยนเพลง เราจะต้องมีไฟสำหรับมิกเซอร์เราคนเดียว สำหรับส่องไปที่แชนเนล มันเป็นก้านไฟ แต่มันถูกออกแบบมาเฉพาะกับอุปกรณ์นั้น บางรุ่นแถม บางรุ่นไม่แถมมาพร้อมมิกซ์ ต้องซื้อแยกถือว่าเป็นออปชัน หนักกว่านั้นบางรุ่นไม่แถม และไม่มีขายด้วย (หัวเราะ) เพราะอะไร เพราะบางรุ่นมันสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป เราจึงไม่ขาย สามารถไปใช้อย่างอื่นได้ ซึ่งเราไม่แถม เพราะการแถมจะถูกบวกราคา เพราะใช่ว่าทุกคนจะเล่นในที่มืดๆ แล้วกลายเป็นว่าบางคนไม่จำเป็นต้องใช้ ใช้หลอดไฟอย่างอื่นก็ได้ แต่ผมก็บวกราคาลงไปในนั้นแหละ ถือว่าแฟร์ที่สุดแล้วนะ หากต้องการใช้ค่อยซื้อ ถ้าไม่ใช้ก็ไม่ต้องจ่าย บางคนใช้ไฟฉายยังมีเลย (หัวเราะ) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะ เพราะมิกเซอร์แบบนี้คงไม่นำไปมิกซ์คอนเสิร์ตมืดๆ หรอก มันจึงไม่ต้องใช้ก้านไฟ และมันไม่ได้ใหญ่ถึงขั้นต้องใช้ไฟ ฉะนั้นสรีระของมิกเซอร์จะเป็นตัวบอกว่า เราจะนำมันไปใช้ที่ไหนได้บ้าง ซึ่งบางรุ่นไม่จำเป็นต้องมี แต่บางรุ่นจำเป็น และบางรุ่นบังคับไปในตัวเลยก็มี อย่างมิกเซอร์เล็กๆ พี่จะไปนั่งมิกซ์คอนเสิร์ตพี่เบิร์ดเหรอ มีสคริปวาง คือมันคงไม่ขนาดนั้นถูกมั้ย มันคงจะไปอยู่งานอีเว้นต์ในห้าง อยู่ข้างๆ เวที มันก็บ่งบอกบางอย่างได้ สีของตัวมิกเซอร์ยังเป็นตัวบอกด้วย

 

 หูฟังแบบ Open-Back และ Closed-Back                                                      หูฟังแบบ Semi-Open

         เฉดสีของมิกเซอร์จะแยกว่ากลุ่มไหนใช้ทำอะไร สรุปหน้าที่ของมิกเซอร์ก็คือ นำอินพุตที่มีอยู่เยอะแยะมากมายมารวมกันให้เหลือน้อยๆ เบสิคของมิกเซอร์ก็คือ เราจะรวมสัญญาณให้เหลือเพียง 2 แชนเนล หรือที่เรียกว่าสเตอริโอ ในยุคโบราณจะเหลือแชนเนลเดียวคือโมโน ตรงนี้ความต้องการจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จนปัจจุบันคือจะมากกว่า 2 เอาต์พุต นั่นคือ 5.1 หรือ 6 แชนเนล หรือ 11.2 ก็แล้วแต่ พวกงานระบบเสียงรอบทิศทางอะไรทำนองนี้ ถ้าเลือกพวกนี้เป็นก็จะเลือกพวกนี้ได้ถูกต้อง ทีนี้มาดูส่วนประกอบที่เราจำเป็นต้องรู้จัก ไล่จากด้านบนสุดจะเป็นช่องต่อสัญญาณ I/O ถูกมั้ย I = Input, O = Output บางช่องจะเป็นอินพุต บางช่องเป็นเอาต์พุต เราจะไม่อธิบายทุกอัน แต่ถ้าสงสัยตัวไหนให้ยกมือถาม กรณีไล่ทุกอย่างมันเรียงไม่ถูก เคยมีประสบการณ์คืออธิบายว่าแต่ละปุ่มคืออะไร สุดท้ายไม่เข้าใจตั้งแต่ปุ่มแรกเลย ฉะนั้นให้ดูส่วนประกอบของมัน ไม่เข้าใจตรงไหนถามได้ แต่หลักการกว้างๆ เลยเราจะมองจากบนลงล่าง

กรณีที่ปิดเกนแล้วยังมีเสียงดังอยู่

        คำตอบคือต้องย้อนกลับไปเรื่องเลเวลที่มี 5 เลเวล ที่มี Phono, Mic, Instrument, Line ถ้าปิดเกนแล้วสัญญาณยังแดงอยู่ หรือมีเสียงเล็ดลอดเข้ามา แสดงว่าเฟดเดอร์ยังลดไม่สุด กล่าวคือยังไม่ถึงจุดลบอินฟินิตี้ เกนมันไม่ใช่จุดที่เป็นตัวกำหนดเปิด/ปิดสัญญาณ เรานำสัญญาณอะไรก็ตามมาเสียบที่อินพุต ถ้าดันเฟดเดอร์ขึ้นแล้วเสียงดัง แสดงว่าสัญญาณอิมพีแดนซ์มันแมทซ์กัน โดยวัดจากไหน ให้ดูมิเตอร์ ยังไม่ต้องดูก็ได้ ให้ดูอีกปุ่มนึงเขาเรียกว่า PFL มิเตอร์มันจะพุ่งขึ้นมาเลยว่ามีสัญญาณ ถ้ายังไม่เปิดเกนแล้วสัญญาณมันพุ่งขึ้นไป เกนก็ไม่ต้องไปแตะ เพราะสัญญาณมันแรงพอ คือหากสัญญาณมันวิ่งขึ้นไปพอที่เราจะใช้งานก็จบ อีกกรณีนึง ถ้าเสียบสัญญาณเข้าไปไฟบอกสัญญาณกะพริบเป็นจังหวะ ต่อให้ดันสุด เสียงก็ไม่ดัง จึงต้องมาชดเชยที่เกนเพื่อขยายสัญญาณไฟฟ้า

Talkback บนมิกเซอร์

        จำนวนกี่เท่าก็แล้วแต่ มันไปสัมพันธ์กับสัญญาณพื้นฐานทั้ง 5 สัญญาณ ไหนน้อยก็หมุนเยอะ สัญญาณไหนมากก็ไม่ต้องหมุน แต่ไม่ใช่ว่าพอไปถึงก็เร่งเกนทันที มันทำงานสัมพันธ์กันหลายส่วนทั้งเฟดเดอร์ เกน VU มิเตอร์ อยากอธิบายเพิ่มเติม ไมโครโฟนที่ซื้อมาเนี่ย ควรจะรู้ว่ามันมีค่าเท่าไหร่ แล้วสัญญาณมิกเซอร์รับสัญญาณเท่าไหร่ ถ้าตัวต่ำสุดมันเข้าล็อคแล้ว ซึ่งอิมพีแดนซ์ของไมโครโฟนมันต้องไปด้วยกัน คือเราแทบไม่ต้องเปิดเลย สมมติสัญญาณดั้งเดิมมัน -50dB คุณต้องการให้มันอยู่ที่ 0dB ก็ให้ +50dB ในยุคแรกมันจะเป๊ะมาก เพราะเกนพวกนี้มันจะมีค่าตัวเลขที่สามารถชดเชยให้อยู่แล้ว แต่สำหรับมิกเซอร์ดิจิตอลมันก็จะวัดไม่เหมือนกัน สมัยก่อนมันจะมีค่าที่วัดตรงเลย เช่นเอาต์พุต -40dB พอเปิดมาก็จะเป็น 0dB ถ้าเป็นบางยี่ห้อมัน -25dB เราก็ดันขึ้นไป +25dB มันก็จะเป็น 0dB จะสังเกตว่าไมค์ 2 ตัวหมุนเกนไม่เท่ากัน ไมค์ตัวนึงหมุนไป 40 อีกตัวหมุนไป 25 เพราะมันปล่อยสัญญาณออกมาไม่เท่ากัน ทำไงก็ได้ให้สัญญาณมันพอดี

Aux คืออะไร

        คำเต็มมันคือ Auxiliary มิกเซอร์ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมีจำนวน Auxiliary มากขึ้นเรื่อยๆ การที่มีจำนวนของ Aux เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้เราส่งสัญญาณจากแชนเนลในทิศทางที่เราต้องการ หรือจำนวนจุดที่เราต้องการ โดยมากเราจะใช้สำหรับพวกมอนิเตอร์ เช่นงานคอนเสิร์ต พวกมอนิเตอร์ หรือจะเป็นลำโพงมอนิเตอร์ ตำแหน่งต่างๆ หรือจะเป็นงานติดตั้งก็จะเป็นลำโพงจุดต่างๆ เสียงตามสายชั้น 1 ชั้น 2 ห้องนั้นห้องนี้ เราก็จะส่งผ่าน Auxiliary ต่างๆ เราต้องการให้เสียงไมค์ไปโผล่ชั้น 1 เพียงชั้นเดียว เราก็จะหมุน Aux 1 ตัวเดียว นี่คือวิธีการใช้งานพื้น ฐาน ดังมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณที่เราหมุนไป นี่คือเบสิคของมัน ทีนี้มันจะมีประเภทของ Auxiliary คือจะมี 2 ชนิด คือ Pre กับ Post แปลว่า ก่อนกับหลัง คำว่า Pre เป็นสัญญาณ Pre Fader ส่วน Post คือ Post Fader นั่นคือสัญญาณก่อนเฟดเดอร์ กับหลังเฟดเดอร์ ซึ่งสัญญาณวิ่งจากบนลงล่าง วิ่งมาปุ๊บเจอ Auxiliary ก่อน มันจะมีตัวให้ตัดสินใจว่า คุณจะเลือกใช้ Pre หรือ Post… กรณีเลือก Pre มันจะไม่สนใจว่าเฟดเดอร์อยู่ตรง ไหน แต่ถ้าเรากด Pre ปุ๊บ หมุนเท่าไหร่มันก็ไปทันที สัญญาณจะไปล่วงหน้าก่อนเฟดเดอร์ คือไม่สนใจว่าเฟดเดอร์จะอยู่ตำแหน่งความดังเท่าไหร่ ถึงแม้เฟดเดอร์จะปิดอยู่ก็ตาม กรณีที่เป็น Post Fader ทุกครั้งที่เราหมุนมันจะมาเช็คเฟดเดอร์ก่อนว่าเราตั้งไว้ที่ระดับไหน ถ้าตั้งไว้น้อย สัญญาณก็จะน้อยตาม กรณีปิดไว้สัญญาณจะไม่ออก กรณีตั้งไว้ที่ 0dB มันก็จะไปตามระดับสัญญาณที่เข้ามาเป๊ะ นี่คือความแตกต่างระหว่าง Pre/Post พอหลักการทำงานเป็นแบบนี้ก็เลือกเอาว่าจะทำยังไง สมมติว่าผมจะนำไมค์ไปทำมอนิเตอร์ ไมค์ตัวเดียวกันสามารถออก PA แต่ผมอยากให้ไมค์ตัวนี้ไปดังที่มอนิเตอร์ด้วย อาจารย์ขอมอนิเตอร์หน่อย อาจารย์หมุน Aux 1 ปุ๊บ เมน PA ไม่สนใจนะ ขอให้มอนิเตอร์มันดัง แต่ถ้าเมน PA มันดังไป ก็จะผลักมันลง อาจารย์ผมอยากให้มันดังกว่านี้ อาจารย์บอกอยากให้มันอยู่ที่เดิม ปัญหานี้แก้ยังไง ก็ต้องแก้ที่ Pre Fader มอนิเตอร์มันเป็น Pre มันล่วงหน้าไปก่อนเฟดเดอร์แล้วนะ สมมติผมส่งสัญญาณไปเหมือนกัน แล้วแต่ไปที่แอคโค่ แล้วย้อนกลับมาหาที่อาจารย์ ผมดันไปเลือกเป็น Pre อย่างเมื่อสักครู่ที่เราเลือกใช้ อาจารย์ปิดไมโครโฟนผมลง แอคโค่ยังออกอยู่เลย ได้มั้ย คือมันออกแค่เอฟเฟ็กต์แต่เสียงจริงไม่ออก เนื้อเสียงจริงๆ ไม่มีเลย มีแต่เสียงเอคโค่ คือเสียงรูเดียวกัน แต่ต่อออกเป็นเอฟเฟ็กต์ ไอเดียนี้ก็ถือว่าผิดแล้วนะ ก็ต้องปรับไปใช้เป็น Post คิดง่ายๆ ให้ใช้มอนิเตอร์ ให้ใช้ Pre ไปทำเอฟเฟ็กต์ให้ใช้ Post แต่กรณีที่เป็นแบบไปทำตรงนั้นตรงนี้ ไปทำอย่างอื่น อันนี้ขึ้นอยู่กับเราว่าจะให้ขึ้นหรือลงมั้ย ถ้าสัญญาณห้องโน้นมันแยกสัญญาณไปอีกห้อง แล้วผมดับแล้วให้มันปิดด้วย ควรจะใช้ Post มันจะอยู่แค่ 2 อย่างนี้แหละ Pre กับ Post ขึ้นอยู่กับการใช้งาน และคนดีไซน์ ส่วนเทคนิคการมิกซ์เสียงในสตูดิโอ ก็จะมีเทคนิค Pre/Post แต่จะไม่พูดถึง เดี๋ยวมันจะยากไป แต่เป็นการทำให้เสียงมันลอยขึ้น การผลัก เฟดเดอร์ขึ้น/ลง เสียงมันจะดัง/ดับหรือเปล่า มันก็อยู่ที่ Pre/Post นี่แหละ กรณีเรามิกซ์เสียงมันจมไปในทะเล เราต้องใช้ Pre เข้ามาช่วยนิดนึง

การตั้ง Gain กับ Fader จุดสำคัญอยู่ที่อะไร

        สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ความเข้าใจ เพราะว่าเรามอง Gain ของสัญญาณ คุณจะเอา Volume เยอะหรือสัญญาณเยอะไม่มีผล ถ้าผมเสียบไมโครโฟนลงไปแล้วสัญญาณมันเบาเนี่ย คุณต้องปรับ Gain มั้ย ก็ปรับขึ้นไปสิ คุณนำไมค์ไปเสียบรู 1 รู 2 ทีนี้เช็ค Gain ดู ถ้าสัญญาณไม่เท่ากัน อย่างแรกที่นึกได้คืออิมพีแดนซ์มันไม่เท่ากันจริงมั้ย คุณปรับเกน Gain เยอะๆ แล้วปรับ Volume น้อยๆ ก็ได้เหมือนกัน แต่มันจะ Peak แล้วไง เพราะเฮดรูมจะเหลือน้อย เพราะมันตอบโจทย์จริงๆ อยู่เรื่องเดียว เวลาวิธีใช้คุณเสียบไมโครโฟนเข้าไป สมมติ Gain คุณยังไม่เปิด ผมกด PFL แล้วไฟมันกะพริบถึงจุดที่ยังไม่ทำงาน แสดงว่าสัญญาณมันเบาใช่มั้ย คุณก็ต้องเร่ง Gain เพื่อให้สัญญาณมันได้ 0dB ถูกมั้ย ถามว่าปรับแค่ไหนสัญญาณจึงจะไปถึง 0dB คำตอบคือไม่รู้ แต่สิ่งแรกที่ต้องรู้คือสัญญาณทั้ง 2 ช่องนั้นมันบาลานซ์กันหรือเปล่า สมมติมันบาลานซ์กันคือ -25 แบบนี้ต้องชดเชยโดยการ +25 จะได้เท่ากับ 0dB คือมาตรฐาน แล้วถ้าคุณถามว่าจะเอา Gain เยอะๆ หรือน้อยๆ หรือจะผลัก Fader ลง สมมติคุณบอกว่าตั้งระดับ Gain น้อยๆ เราดัน Fader เยอะๆ มันยังไม่ถึงขีดแสดงว่าความดังยังไม่พอ คุณก็ต้องไปเร่งอันนี้สุดๆ ถ้าลำโพงยังดังไม่พอก็ต้องไปเร่ง Volume ของเพาเวอร์แอมป์ ถามว่าอะไรมาก่อน เสียงซ่าก็มาเพียบ เพราะว่าเกนมันยังไม่ได้เลย คุณไปเร่งสัญญาณขาออก เพราะสัญญาณขาเข้าน้อยเกินไป สมมติว่าเสียงมันเงียบ หรือมันดังเท่าที่คุณต้องการ แต่ทุกอย่างมันสุดหมดแล้วนะ

         ผมมีไมค์อีกตัวมาเสียบ แล้วอุปกรณ์มันไม่เหมือนกัน คุณไปปรับปุ่มต่างๆ เท่ากัน มันไม่ได้เลย เพราะขนาดปิดมันยังดังอยู่เลย ยังไม่ได้ปรับอะไรเลย เสียงทะลุออกไปแล้ว แตกกระจุย มันไม่บาลานซ์แล้วไง คุณจะต้องบาลานซ์อุปกรณ์ทุกๆ อย่างให้มันอยู่ในระดับที่เหมาะสมมิกเซอร์ ทำหน้าที่นี้แหละ กรณีที่คุณเอาใจไมค์อีกตัวมากไป อีกตัวก็จะมีปัญหา เหมือนมีภรรยาหลายๆ คน (หัวเราะ) คือจะอธิบายว่า ทุกอย่างมันอยู่ที่ความเหมาะสมในการบาลานซ์ ฉะนั้นตำแหน่ง 0dB ที่เราอธิบายถึงการใช้มาตรฐานเป็นเกณฑ์ แล้วคุณจะตั้งไว้ระดับน้อยกว่า 0dB ก็ได้ หรือจะเอามากกว่านิดหน่อยก็ได้เหมือนกัน ย้อนกลับไปเรื่องเฮดรูม คุณจะตั้งไว้น้อยกว่า 0dB ก็ได้ เหตุผลเพราะอะไรรู้มั้ย เพราะเผื่อไมค์ตัวนี้จะต้องไปเจอท่านประธานตะโกน แล้วสัญญาณมันแตะ 0dB พอดี ตรงนี้แหละที่เป็นเฮดรูมที่เราต้องเผื่อไว้ เพราะผมไม่รู้ว่าไมค์ตัวนี้จะไปอยู่ที่มือใคร ผมก็เหลือเฮดรูมเยอะๆ Gain น้อยๆ หน่อย แต่ถ้าตั้ง Gain เยอะๆ มันก็จะเหลือเฮดรูมน้อย พูดเบาๆ พอได้แต่เมื่อไหร่เจอเสียงตะโกนสัญญาณมันก็แตกพร่า ถ้าตั้ง Gain เยอะๆ แล้วลด Fader น้อยๆ เสียงก็ยังแตก สูตรสำเร็จผมไม่สามารถอธิบายได้ครบถ้วน ถ้าไม่ได้ลงมือปฎิบัติจริง ใช้อุปกรณ์จริง ผมเปลี่ยนไมค์สัญญาณก็เปลี่ยน

ตัวอย่างและส่วนประกอบของอะนาลอกมิกเซอร์

ความแตกต่างระหว่าง Volume, Level, Gain

บทสรุป

         จริงๆ เราจะเจอ 3 คำนี้อยู่บ่อยๆ นั่นคือ Volume, Level, Gain ถ้าเราไม่ได้เรียนมา และมองแบบผิวเผิน เราก็จะมองไม่ออกว่า 3 ตัวนี้แตกต่างกันยังไง คำแรกคือ Volume เป็นนิยามที่ผมชอบมาก เลยนำมาแบ่งปัน อันที่จริงโวลุ่มหมายถึงกำลังขับนั่นคือปลายทาง จะเพิ่มหรือจะลดตามการหมุนของปุ่มนี้ จะเรียกว่าเป็นเอาต์พุตสุดท้าย ทีนี้มาดูคำว่า Level หมายถึงอะไร มันจะมีตัวนึงมากำหนด จึงต้องเรียกว่าเป็น Level นั่นคือมาตรฐานที่มีหน่วยหรือตัวเลขมากำกับ กรณีของ Volume เราไม่สามารถอธิบายขนาดสัญญาณได้โดยตรง เราไม่รู้กำลังขับเท่าไหร่ รู้เพียง แต่มันเป็นกำลังขับสุดท้าย ฉะนั้นเลยต้องมีเรื่องของ Level ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่อง dB ทั้งหลายที่เราเรียนไป dBu, dBV ส่วน dBm เกี่ยวกับเรื่องเพา เวอร์ ซึ่ง dBu จัดเป็นสัญญาณแบบโปรเฟสชันนอล ส่วน dBV จัดเป็นสัญญาณคอนซูมเมอร์ และสุดท้าย Gain คืออะไร มันคืออัตราการขยายของวงจรระหว่างการส่งสัญญาณจากจุดนึงไปอีกจุดนึง ซึ่งเปลี่ยนไปตามอิมพีแดนซ์ของอุปกรณ์ เป็นนิยามที่ทรงพลังอ่านแล้วเพลียร์มากเลย

         ต่อไปใครถามก็ต้องบอกว่า 3 ตัวนี้มันต่างกันนะ ไม่งั้นเราจะอธิบาย 3 ตัวนี้เหมือนกันหมดเลย เราก็จะพูดถึงแต่เรื่องความดังว่าไปโน่นเลย เพราะว่าที่เถียงกันทั้งหมดเนี่ย สามตัวนี้จะไปมีผลกับอะไร จะผลัก Volume ก่อนหรือว่าดันจาก Gain บางคนบอก Gain เยอะๆ ปรับ Volume น้อยๆ บางคนบอก Gain น้อยๆ Volume เยอะๆ ทางธรรมบอกว่าเดินสายกลาง เอาข้างบนครึ่งนึง ข้างล่างครึ่งนึง... แบบนี้ไม่ใช่นะ.. ยิ่งไปกันใหญ่ ทุกอันมันมีเหตุผลในตัวว่าทำไมต้องหมุนเท่าไหร่ โดยเฉพาะเราต้องไปเกี่ยวข้องกับค่ามาตรฐาน Level ตรงนี้มีส่วนสำคัญมาก มันมีผลกับเอาต์พุตสุดท้ายที่เราจะได้ไป เวลาเราไปออกอากาศ ไปทำโปรดักชันต่อไป คนที่ใช้อุปกรณ์ต่อจากพวกเรานี่แหละ มันจะมีมาตรฐานมาควบคุม ผมเปรียบ เทียบให้ฟังนิดนึง ขับรถขึ้นไปทางด่วนมันเขียนว่า 80 มันเป็นมาตรฐาน ถ้าคุณขับเร็วกว่านี้ก็ขับได้นะ แต่มันมีความไม่ปลอดภัย แต่ถ้าขับ กทม. ไปพัทยา ความเร็ว 120 ใช่มั้ย ก็คล้ายๆ กัน มาตรฐานเซตอัพหรือวิธีคิดก็คล้ายๆ กัน เพียงแต่ตัวเลขไม่เหมือนกัน แต่วิธีคิดคล้ายๆ กัน


 เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม

แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88