ความปลอดภัยในการทำงานของระบบเสียง

“ ตาม dB สเกล 10dB คือ 1 เท่า แปลว่าเสียงที่เราได้ยินตอนนี้ ถ้าเพิ่มขึ้น 1 เท่า จะมีค่าเท่ากับ 10dB ”

 วิทยากร : คุณชวลิต มหาวิริยะกุล (พี่แอ๊ด)

       สำหรับช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมาทาง บริษัท มหาจักรฯ ได้จัดงาน Mahajak-Pro Open House 2016 ขึ้น งานนี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ถือว่ามีความคึกคักพอสมควร วันที่ 25 ส.ค. 2559 คุณชวลิต มหาวิริยะกุล (พี่แอ๊ด) MD ของ บริษัท เท็นเยียร์ฯ ได้รับเชิญมาเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับหัวข้อ ความปลอดภัยในระบบเสียง มีผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายครั้งนี้เป็นจำนวนมาก เนื้อหาสาระเป็นยังไงติดตามกันเลยครับ

       ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอยนั่นคือ คุณชวลิต มหาวิริยะกุล หรือ พี่แอ๊ด เท็นเยียร์ ของเรา วันนี้จะมาให้ความรู้พวกเราในเรื่อง ความปลอดภัยในระบบเสียง หลังจากนั้นพี่แอ๊ดขึ้นไปบนเวทีพร้อมเริ่มกล่าวสวัสดีกับทุกท่านในงาน วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะมาเล่าเรื่องความปลอดภัยในระบบเสียง เวลาไม่ค่อยเยอะก็จะรวบรัดบางส่วนไป ความปลอดภัยจริงๆ เป็นเรื่องง่ายๆ เราทุกคนไม่มีใครอยากเจ็บตัว ไม่มีใครอยากตาย ไม่มีใครอยากพิการ ไม่มีใครอยากบาดเจ็บ ไม่มีใครอยากทำงานไม่ให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นทำอะไรก็ต้องทำเรื่องความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ ผมไปเจอในอินเตอร์เน็ตมีประโยคนึงบอกว่า Safety is as simple as ABC, Always be careful. Safety ความปลอดภัย การปกป้อง ให้พ้นจากภัยอันตรายต่างๆ... อันตราย คือคำว่า Danger ส่วนภัยอันตราย ก็คือที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน บางเรื่องเราก็ได้ยินกันมาโดยตลอด ความปลอดภัย เหตุไม่เกิดกับเรา เราไม่รู้สึก ถ้ามีใครตกจากที่สูงแล้วมาตายต่อหน้า เราก็อาจหวั่นไหว วันนี้หัวข้อแรกที่จะพูดคือ อันตรายจากความดังของเสียงเกิน อะไรคือ "เกิน" คือไม่พอดี อันตรายจากการติดตั้งไม่มั่นคง และการทำงานจากที่สูง เพราะเราต้องแขวนลำโพงใช่มั้ย บางทีเราต้องขึ้นไปแขวนเอง เรามาดูว่าที่สูงมันอันตราย และหัวข้อสุดท้ายอันตรายจากไฟฟ้าดูดไฟฟ้ารั่ว

       เนื่องจากมีเวลาไม่มากก็จะพูดได้จำกัด ในห้องนี้มีใครโดนไฟฟ้าดูดบ้างครับ อันนี้ผมไปค้นข้อมูลมา แต่ไม่ได้ค้นแบบซีเรียสนะ ณ. วันนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแค่ไหนยังไงไม่รู้นะ นั่นคือเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับความดังของเสียง ซึ่งอีกหน่อยก็คงมีคนสนใจมากขึ้นกว่านี้ เพราะผมถือว่ามันมีกฎหมายบังคับ กฎหมายนี้ออกเมื่อปี 2540 กฎหมายที่เกี่ยวข้องเค้าบอกว่า เรื่องกำหนดมาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป แปลว่าใช้ในทุกๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม จะเป็นที่ในโรงงาน ที่ในออฟฟิศ อันนี้เป็นเรื่องที่เค้าบังคับไว้ ในข้อที่ 2.1 เขียนว่า ค่าระดับเสียงสูงสุดไม่เกิน 115dB อันนี้ต้องไปศึกษารายละเอียดดู เพราะยังไม่มีการระบุเรื่อง dB สเกล แต่อยากให้รู้ว่ามีกฎหมายบังคับนะครับ ฉะนั้นที่มิกซ์เสียงกันดังสนั่นหวั่นไหวตลอดเวลา กฎหมายบังคับห้ามเสียงดังเกิน 115dBA ค่าเฉลี่ยระดับเสียง 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 70dB ขึ้นไป หมายถึงเมื่อเรานั่งทำงานต้องวัดค่าเฉลี่ยความดังตลอดไม่เกิน 70dB เกินกว่านี้ถือว่าอันตราย

       ถัดไปเป็นภาพสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เรื่องจริงนะครับ มีลำโพงติดบนหัวรถ เพราะในสมัยนั้นเค้าใช้เสียงเป็นอาวุธ เค้าเรียกว่า Sound Canon ยิงพวกความถี่เสียงต่ำ ถ้ารู้ว่าจะบุกจู่โจมเมืองนี้ ซึ่งปกติอาจบุกฐานที่มั่นยาก เค้าจะเปิดเสียงต่ำตลอดเวลาเลย มันจะไปสร้างความอึดอัดให้กับคนฟังได้ระยะหลายกิโลเมตร เค้าก็เปิดจนถึงระดับที่คนมันไม่มีสมาธิ หรือคุมจิตใจตัวเองไม่ได้ก็จะรบแพ้ นี่เป็นแนวคิดของเยอรมัน สำหรับหลักการทำงานผมไม่รู้นะ คือเค้ายิงเสียงขึ้นฟ้า ตอนแรกผมคิดว่าใช้ยิงระเบิด คือผมเอามาให้ดูเฉยๆ ว่าแนวคิดพวกนี้จริงๆ มันมีมานานแล้ว ในสมัยปี 1940 กว่าๆ มีกฎหมายฉบับนึงที่ออกมาไม่รู้ว่าบังคับเฉพาะกรุงเทพฯ หรือเปล่า ออกมาตั้งแต่ปี 2548 ปีนี้ปี 59 ครบ 10 ปีพอดี ขออ่านตรงนี้ก่อน... ระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยหลักเกณฑ์ที่ประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภทที่จัดให้มีการแสดงดน ตรี เต้นรำ ดิสโก้เธค คาราโอเกะ หรือการแสดงอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน พ.ศ. 2548 ข้อ 11 ระดับเสียงในสถานประกอบการตลอดระยะเวลาทำการต้อง มีค่าเฉลี่ยของระดับเสียงต้องไม่เกินระดับ 90 เดซิเบลเอ มีค่าความดังสูงสุดไม่เกิน ณ. เวลาใดเวลาหนึ่งไม่เกิน 110 เดซิเบลเอ และระดับเสียงที่ออกนอกอาคารสถานประกอบการต้องไม่ก่อเหตุรำคาญ รบกวนประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้เคียง... ซึ่งเหมือนเมื่อสักครู่เป๊ะเลยใช่มั้ย ที่พูดถึงหลักการทั่วๆ ไป แต่ประเด็นสำคัญคือว่า... ต้องมีระดับเสียงเฉลี่ยไม่เกิน 90 เดซิเบลเอ แปลว่าอะไร ถามว่าในขณะทำงานเสียงดังเกิน 90 เดซิเบลเอ ได้มั้ย คุณอาจมิกซ์เสียงระดับ 90 เดซิเบลเอ 100 เดซิเบลบ้าง หรือ 110 เดซิเบลบ้าง หรือน้อยกว่า แล้วนำค่าพวกนี้มาเฉลี่ย ตลอดช่วงการแสดงของคุณ ซึ่งไม่เกิน 90 เดซิเบล มีคำว่า "A" เข้ามา เป็นเรื่องการ Weight น้ำหนักเสียง

        ผมไม่ได้อธิบายในวันนี้ "มีค่าสูงสุด ณ. เวลาใดเวลาหนึ่ง" ไม่เกิน 110 เดซิเบล แปลว่ามีค่าพีคสูงสุดในการทำงานนั่นเอง นั่นคือเราไม่สามารถมิกซ์เสียง ณ. เวลาใดๆ ต้องไม่เกิน 110 เดซิเบล เกินไม่ได้ ถ้าเกินปุ๊บถือว่าผิดเลย ทันทีที่คุณแตะถึง 110 เดซิเบล ต้องหยุดเลย ตรงนี้เป็นค่าสูงสุด ณ. เวลาใดเวลาหนึ่ง ในข้อ 12 บอกว่า "ในระหว่างเวลาทำการ ต้องมีการหยุดหรือลดระดับเสียงจากการแสดงดนตรีหรือการเปิดเพลง หรือจากเครื่องกำเนิดเสียง หรือกิจกรรมอื่นที่ก่อให้เกิดเสียงดังมากเป็นระยะๆ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้พักจากการสัมผัสเสียง" นั่นหมายความว่าจะ EDM กันแบบไม่พักไม่หยุดเลย ไม่ได้นะครับ ควรจะมีช่วงพักช่วงหยุดบ้างตามสมควร จริงๆ ก็ไม่ได้มีปัญหา เดี๋ยวศิลปินเค้าต้องหยุดพูด ใครจะร้องเพลงตลอดเวลา ในข้อ 13 เริ่มน่าสนใจ "ต้องจัดให้มีบริการอุปกรณ์ป้องกันเสียงที่ได้มาตรฐานและสะอาดสำหรับผู้ใช้บริการเสมอเมื่อได้รับการร้องขอ และผู้ดำเนินกิจการต้องติดประกาศ หรือให้ข้อมูลด้านวิธีการอื่นใดเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้ทราบถึงการป้องกัน แก้ไข และการบรรเทาอันตรายที่อาจเกิดจากการได้ยินเสียงดัง"

        มีคนมาดูคอนเสิร์ต 3 หมื่นคน ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันกี่ชุด... แล้วอุปกรณ์นั้นคืออะไร.... คำตอบคือไม่รู้... กฎหมายออกมาแล้ว... แต่ผู้ปฎิ บัติ “งง” มีคนดูหนึ่งแสนคนทำไงเอ่ย... เอาแค่ 500 ก็ตายแล้วนะ เอียร์ปลั๊กตัวละ 100 กว่าบาท เวลามาดูคอนเสิร์ตถ้าใส่เอียร์ปลั๊กความถี่น่าจะได้ยินไม่ครบ ผมมีตัวนึงที่พกติดตัวตลอด เวลามิกซ์เสียง เค้าเอาไว้ใช้ร่วมกับการฝึกซ้อมยิงปืน ถือว่าใช้ได้ มันเป็นชั้นๆ มีรูปิดเปิดได้ อยากให้ดังมาก ๆ ก็เปิด อยากให้เบาก็ปิด มันจะเบาลงสักประมาณ 20 เดซิเบล ใครจะทำงานอาชีพนี้ต้องพกไว้เลยนะ หูเสียแล้วซ่อมไม่ได้นะ... เคยเห็นคอน เสิร์ตติดป้ายเตือนมั้ยว่า ให้ระวังเสียงดัง... ใครไปงานชู้ตเอาต์ พวกนี้น่าจะอยู่วงการเครื่องเสียง ดังได้ดังดี ดูหนังกลางแปลงมั้ยครับ หูดับ... อันนี้เด็ดสุด... เป็นกฎหมายในใจผมเลย ข้อ 14 "สถานบริการที่มีพื้นที่บริการตั้งแต่ 100 ตารางเมตร (คือห้องขนาดเท่าไหร่ครับ 10x10 เมตร ห้องบรรยายนี้ต้องติดป้ายนะครับ) หรือสถานประกอบการที่เคยก่อเหตุรำคาญเรื่องเสียง ต้องจัดให้มีเครื่องวัดระดับเสียงและแสดงผลการวัดผ่านทางจอแสดงผล เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้ทราบถึงระดับเสียงในขณะนั้น และสามารถพิจารณาการป้องกันตัวเองได้" เคยเห็นมั้ยครับ แต่มันเป็นกฎหมายที่ออกมา 10 ปีแล้วนะ คือเดิมกฎหมายเค้าเขียนด้วยความหวังดี แต่ในความเป็นจริงมันทำได้มากแค่ไหน สิ่งที่อยากชี้ให้เห็นคือ เราต้องทำให้ถูก ต้อง เวลาเค้าบังคับกฎหมาจริงจังจะได้ไม่เดือดร้อน แต่กฎหมายพวกนี้ใครเป็นคนมาวัด วัดที่ไหน วัดอย่างไร แค่นี้ก็ทะเลาะกันตาย วัดหน้าลำโพง มันก็ดังเกิน 100dB ก็จับได้ตลอด

        ทำไมต้องเป็น 90dBA อันนี้เป็นชาร์ตของต่างชาติเอามาให้ดูว่าเป็นคนละ dB ที่อยู่ในมิกเซอร์ เพาเวอร์แอมป์... อันนี้เป็น dB SPL เป็นเสียงจริงที่เกิดจากแรงอัดในอากาศจริงๆ หน่วยมันจะกลับกับทุกอย่างที่เป็นมิกเซอร์และกับไฟฟ้าทั้งหมด เพราะ 0dB SPL แปลว่าจุดเริ่มต้นที่สามารถได้ยิน เป็นเสียงเบาที่สุด ซึ่งจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตาม dB สเกล 10dB คือ 1 เท่า แปลว่าเสียงที่เราได้ยินตอนนี้ ถ้าเพิ่มขึ้น 1 เท่า จะมีค่าเท่ากับ 10dB คำว่า "เดซิ" แปลว่า 1 ใน 10 หลักจำก็มีแค่นี้ ผมไม่ได้ให้จำเพื่อไปสอบใบปริญญา แต่เราต้องรู้ว่าเวลามิกซ์เสียง คำว่า 10 เดซิเบลแปลว่าอะไร อย่างในมิกเซอร์ที่ไปซื้อมา หรือใน iPod, iPhone มาวัดอะไรทำนองนี้ มันอาจจะบอกค่าที่ไม่ถูกต้องก็ได้ โดยเฉพาะสเกลที่สกรีนจุดเฟดเดอร์มิกเซอร์ นึกออกมั้ยครับ หรือไปลองที่ Soundcraft Vi2000 ก็ได้ เราสังเกต 3dB, 5dB +/- อะไรพวกนี้ ทุกยี่ห้อเพราะมันสัมพันธ์กับการได้ยิน เพราะ 10 เดซิเบลก็คือ 1 เท่าของการได้ยิน เพราะถ้าเราลด 5dB ก็คือลดมาครึ่งนึง กรณีพลังงานไฟฟ้าถ้าเพิ่มขึ้นไป 3dB เช่นเพาเวอร์แอมป์ สมมติมันดังอยู่ที่ 100 วัตต์ ถ้าเราเปิดเพิ่มอีก 3dB พลังงานจะกลายเป็น 200 วัตต์ พลังงานกับการได้ยินเป็นคนละเรื่องนะ การได้ยินคือ 10dB ส่วนพลังงานคือ 3dB

        ทีนี้ถ้าเสียง 25dB SPL เสียงกระซิบ ส่วนเสียงพูดพวกนั้น ประมาณ 55dB ถ้า 65dB เป็นเสียงพูดคุยแบบเรายืนคุยกับเพื่อนฝูงนี่แหละครับ พูดแล้วชัดเจน ถ้าพูดเบากว่านี้ก็อาจจะไม่ชัดเจน แต่ที่น่าสนใจเค้าก็จะมาเน้นที่ 85dB คือเป็นเสียงของรถติดจอแจ เสียงดัง ฉะนั้นเวลาเราทำอะไรก็ตาม อย่าให้เสียงดังต่ำกว่า 85dB เพราะเราต้องการเสียงที่สื่อสาร อย่างเพลงป๊อบ เพลงร็อค ก็อาจจะสื่อสารโดยเนื้อร้องต้องได้ยินชัดถูกมั้ยครับ แต่ว่าเปิดเบาๆ ก็ไม่มันส์เนาะ แต่ถ้าดังมากเค้ามีกฎหมายกำหนด แล้วเป็นอันตรายต่อหู ตรงนี้ลองไปศึกษาเพิ่มเติม ที่น่าคิดคือระดับเสียงที่ดังกว่า 110dB จะเป็นอันตรายต่อหู ปรอทวัดจะเป็นสีแดง ที่ความดังที่ระดับ 140dB อันนี้ผมเคยอ่านมานานแล้ว ถ้ามากระทบหูเรา จะมีอาการหูดับเดี๋ยวนั้นเลย จะหนวกถาวรหรือไม่แล้วแต่สุขภาพแต่ละท่าน เล่นกันหนวกถาวรได้เลยนะ ฉะนั้นหลักจำง่ายๆ ที่ความดังที่ 90dB คนฟังต่อเนื่องโดยไม่เสียสุขภาพ อันนี้เค้ากำหนดไว้ได้ 8 ชม. ไม่ว่าจะเป็นเสียงในโรงเรียนหรือที่ไหนก็ตาม ถ้าเราได้ยินเสียงระดับนี้ตลอดอยู่ได้ราว 8 ชม. โดยที่สุขภาพหูยังไม่เสียหายมาก ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ตอนนี้มีเรื่องความดังกับเวลามาเกี่ยวข้องแล้วนะ ว่าความดังที่คุณได้ยินสามารถทนได้นานเท่าไหร่ ยิ่งอยู่นานยิ่งแย่ ถ้า 90dB หากคุณคุยกับผมสัก 10-15 นาทีหรือ 1 ชม. สบายมาก

        ฉะนั้นคอนเสิร์ตพวกเฟสติวัลเล่นกัน 10 ชม. เวลาไปดูต้องระวังนะครับ ทุกๆ 5dB ที่เพิ่มขึ้น เวลาที่เราไปอยู่สถานที่เพื่อฟังความดังระดับนั้นๆ มันจะลดลงไปครึ่งนึงเสมอ อันนี้ก็จำไว้คร่าวๆ ตามที่ผมเสิร์ซมาเนี่ย มันจะเป็น 3dB เป็นหลัก ฉะนั้นความดัง 95dB จะฟังได้ 4 ชม. ถ้าเป็น 90dB ฟังได้นาน 8 ชม. ถ้าเป็น 100dB ก็จะลดลงมาอีกฟังต่อเนื่องได้ 2 ชม. ถ้าเป็น 105dB จะฟังได้ 1 ชม. ถ้าเป็น 110dB จะฟังได้ครึ่งชั่วโมง ถ้าเป็น 115dB จะฟังได้เพียง 15 นาที ถ้าเป็น 120dB จะฟังได้ 7.5 นาที... แต่มีหมายเหตุนิดนึงนะครับ คือระดับความดังที่ 90dB ขึ้นไปนั้น เป็นผลทางจิตวิทยาเสียงที่เราได้ยินนั้นมันสนุก ถ้าเราทำดนตรีก็เลี้ยงความดังไว้ที่ประมาณ 90dB

        ที่เอามาให้ดูเพื่ออะไร จริงๆ มันก็ไม่ค่อยน่ากลัวเท่า ไหร่ ที่อยากพูดจริงๆ คือเรื่องมอนิเตอร์ของนักดนตรี ถามว่ามันดังเท่าไหร่ บางวงมีเกือบ 120dB เพราะคุณไปยืนจ่อใกล้ตู้เลย ไม่รวมเสียงจากตู้แอมป์ เล่นกันสนั่นหวั่นไหว พอคุณหัวเสียมากๆ จะรู้สึกว่ามอนิเตอร์ไม่ได้ยิน ขอเพิ่มไปเรื่อยๆ เพิ่มไปเรื่อยๆ ตามที่ผมบอกใช่มั้ย ถ้าเราเพิ่มอีก 1 เท่า ในส่วนพลังงานไฟฟ้านะได้แค่ 3dB ถ้าลำโพงตัวนี้ให้ความดัง 100dB แล้วบอกว่าไม่ได้ยิน ถ้านำลำโพงอีก 1 ใบ ได้ความดังเท่ากับ 103dB ตอนนี้มีแค่นี้ ถ้าความดังมากขึ้น 1 เท่าจะต้องได้ 10dB ตอนนี้มิกเซอร์ดังไม่พอ เข็มตี +6 ไปแล้ว มีอยู่ 2 ใบได้ 103dB ต้องเอามาอีกกี่ใบจึงจะได้อีก 3dB ต้องเพิ่มอีก 2 ใบรวมกับของเดิมเป็น 4 ใบได้ความดังรวม 106dB ยังไม่ถึงเท่านึง... ถ้าต้องการดังอีก 3dB ต้องเพิ่มลำโพงกี่ใบ เอามาอีก 4 ใบ รวมกับของเดิมเป็น 109dB… คำแนะนำนะครับ ถ้ามีตังค์ซื้อลำโพงใบใหญ่ ๆ ที่ให้ dB สูงๆ ดีกว่ามานั่งซื้อลำโพงใบเล็กๆ แล้วมานั่งเพิ่ม ตรงนี้ถ้าคุณสนใจเรื่องความดังนะครับ และการใช้ลำโพงใบเดียวมีปัญหาเรื่อง Phase Shift น้อยกว่า ถ้าเราอ่านสเปกลำโพงทุกยี่ห้อจะมีให้ 1W@1M ลำโพงใบนี้ให้ความดังกี่ dB คุณก็ลองไปเทียบเองว่า ถ้าใช้เพาเวอร์แอมป์ขับ 500 วัตต์มันจะเป็นกี่ dB ทีนี้กฎของ Invert Square Law ทุกๆ ระยะที่ห่างออกไปสองเท่า เสียงจะลดลงไป 6dB จาก 1-2-4-8-16 แต่ละช่วงจะหายไป 6dB กว่าจะได้ 3dB ถ้าลำโพงใบละ 2 หมื่นต้องใช้เงิน 2 หมื่น ถ้าต้องการอีกทีต้องเป็น 4 หมื่น เพื่อให้ได้อีก 3dB ถ้าเพิ่มไปอีกก็ตาย การเลือกลำ โพงต้องดูการตอบสนองความถี่และค่า dB SPL ให้สูงๆ ไว้ คุณไม่มีความจำเป็นต้องเปิดดัง แต่มันทำงานง่ายกว่า ปัญหาเรื่องเฟสของสัญญาณ เสียงก็จะน้อยกว่า

        สำหรับความดังมากๆ เนี่ยเค้ากลัวอะไรกัน นี่คือรูปของเซลล์ประสาทที่อยู่ในหู เค้าเรียกว่าคลอเคลีย ผมเรียนรัฐศาสตร์มานะ ไม่ได้เรียนวิศวกรมา อาจจะพูดศัพท์วิชาการไม่เก่ง เรียนหนังสือก็ไม่เก่ง แถมเกเรด้วย ตอนเป็นเด็กเคยสอบตก ไม่สนใจการเรียน ถ้าย้อนเวลาได้อยากกลับ ไปเรียน เพราะมีอีกหลายเรื่องที่มันต้องใช้ แต่มันต้องเรียนพื้นฐาน เราละเลยมันมากๆ พออายุเยอะขึ้นอยากกลับไปเรียนมันก็ทำได้แค่คอร์สสั้นๆ แต่การเรียนคอร์สสั้นๆ ก็ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้เยอะ มันเลยเสียดาย ตอนนั้นไม่ตั้งใจเรียน... รูปด้านซ้ายเป็นรูปในหูที่ถูกต้อง สุขภาพดี รูปขวาคือฟังเสียงดังมามากๆ แล้วเกิดความเสียหาย ถ้าสภาพหูเสียหายแล้วกินยาอะไรแล้วหูกลับไปอยู่ในสภาพดีได้... ไม่มีหรอกครับ... ฉะนั้นทำเสียงดังไปเรื่อยๆ วันนี้เป็นวัยหนุ่มสุขภาพแข็งแรง อาจจะอดทนได้... โอ้โห...! มันส์ แต่พออายุถึงจุดนึงคุณจะเสียใจในสิ่งที่คุณทำ คุณไม่สนใจการบาลานซ์แต่จะฟังเอาดัง เอามันส์อย่างเดียว ไม่ควรทำนะครับ ดังเหมาะสม ฟังสบายๆ ไม่เจ็บหู ลงมาจากคอนเสิร์ตแล้วหูไม่อื้อ ฟังแล้วสบาย ไม่ ใช่เดินลงมาแล้วหูดังวิ๊งๆๆ...! เมื่อสัก 30 ปีมาแล้ว ผมเคยทำพลาด ผมทำคอนเสิร์ต สัญญาณไม่แดงไม่เลิก มิกซ์เสียงจนไฟเหมือนต้นไม้คริสมาส แดงพ๊ากๆๆ...!! แบบนี้ไม่ควรทำนะครับ

        ตอนนั้นยังไม่มีความรู้ จึงเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง หากมีโอกาสได้บรรยายที่ไหน ความดังที่ได้ยินตอนนั้นมันดังขนาดไหน ต่อเนื่องนานเท่า ไหร่ เค้าจึงมีกฎหมายบังคับให้ผับบาร์เปิดความดังไม่เกิน 90 เดซิเบล เพื่อให้อยู่ได้ 8 ชม. จำว่า 90dB อยู่ได้ 8 ชม. เวลาเพิ่มความดังขึ้นทุกๆ 5dB เวลามันจะหายไปครึ่งนึง... จำแค่นี้ก็ทำมาหากินได้ตลอดชีวิต... แต่อาจจะทะเลาะกับผู้จ้าง... ไม่มันส์เอาอีกๆ ดังอีก.. ผมว่าเราจะอธิบายได้ว่ามันมีกฎหมายกำหนดนะ ผมปรับให้ดังได้ แต่พี่ต้องรับผิดชอบด้วยนะ คือบางทีเค้าไม่รู้ อย่าไปโกรธกัน สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไม่ใช่การทำเสียงให้ดีหรือเก่ง ที่สุดในโลก ทำชีวิตให้มีความสงบสุขนั่นแหละดีที่สุด แต่สิ่งที่เราทำมันเป็นสัมมาอาชีพ ทำให้สมกับเป็นมืออาชีพ อธิบายได้ มีเหตุและมีผล เลิกเดาเอาเอง เลิกดราม่า เวลาเราไปทำงาน เราเป็นผู้ซัพพอร์ตการแสดง ไม่มีใครซื้อตั๋วเข้าไปดูลำโพง JBL ไม่แขวนลำโพง JBL จะไม่ดูคอนเสิร์ต น้าแอ๊ดมิกซ์หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่จะไม่ซื้อตั๋วดู... มันไม่ใช่... คนที่มิกซ์เสียงดีที่สุด คือเวลาจบคอนเสิร์ตทุกคนไม่ต้องพูดเรื่องเสียง ถ้าคนดูบอกว่าโชว์นี้ดีมาก นั่นแหละประสบความสำเร็จ...

. . . (โปรดติดตามอ่านในตอนต่อไป..ครับ) . . .


 

เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม

แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88