งานเปิดตัว d&b audiotechnik Newest Innovation (01)

“ ลำโพงทุกลำโพงมันมีเสียงเหมือนกัน

ทำไมต้องเป็น d&b ทำไม d&b จึงแพงกว่าของคนอื่นเหตุผลมันคืออะไร ”

          ผ่านไปแล้วกับกิจกรรมดีๆ ที่จัดโดย บริษัท วันซิสเท็มส์โกลบอล จำกัด ณ. โชว์รูมของบริษัทที่ถนนศรีนครินทร์ งานนี้มีชื่อว่า d&b audiotechnik Newest Innovation หรือแปลเป็นไทยก็คือนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจาก d&b audiotechnik นั่นเอง งานดังกล่าวจัดขึ้นในวันที่ 29 มีนาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น. งานนี้ผู้เขียนไม่พลาดที่จะทำสกู๊ปรายงานพิเศษให้ทุกท่านได้อ่านกัน นอกจากจะมีแขกระดับ VIP แล้ว ยังมีผู้สนใจจำนวนมากที่อยู่ในวงการเครื่องเสียง รวมถึงแฟนพันธุ์แท้ของ d&b อีกด้วย ภายในงานยังมีกิจกรรมตอบคำถามเพื่อรับของที่ระลึก และมีการเลี้ยง cocktail ช่วงหลังเลิกงานสัมมนาอีกด้วย วันนั้นกว่าจะกลับกันก็เกือบๆ 3 ทุ่ม สำหรับเนื้อหาสาระต่างๆ เป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามกันได้เลย


เข้าสู่งานสัมมนา

        ช่วงพิธีกร... กราบสวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่านอย่างเป็นทางการอีกครั้ง สำหรับครั้งนี้เป็นงาน d&b audiotechnik Newest Innovation ในช่วงแรกของงานจะเป็นการพรีเซ้นต์แบรนด์ d&b และก็เทคโนโลยีตัวใหม่ล่าสุดของตัวอาร์เรย์โพรเซสซิ่งหรือ AP ของเราเอง เสร็จจากตรงนี้จะมีพักเบรค ในส่วนช่วงที่สองเป็นเรื่อง New Electronic ของ d&b ซึ่งจะมีการนำเสนอ Loudspeaker รุ่นใหม่ด้วยนะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาขอเรียนเชิญ พี่โอ๋ (คุณวนิสา ชมพู) ขึ้นมาบรรยายในครั้งนี้ครับ... คุณโอ๋ กล่าว... สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวเองก่อนนะคะ ชื่อ โอ๋ วนิสา ชมพู อยู่ฝ่ายมาร์เก็ตติ้ง บริษัท วัน ซีสเท็มส์ โกลบอล นะคะ ขอถามก่อน มีใครใช้ d&b อยู่บ้าง หรือมีงานติดตั้ง d&b อยู่แล้ว รบกวนยกมือด้วยค่ะ จริงๆ เราเชิญลูกค้า V.I.P. หลายท่านเหมือนกัน แต่ว่าติดงาน มีใครเคยได้ยินแบรนด์ d&b มาบ้างแล้ว แต่ยังไม่รู้รายละเอียด ยกมือหน่อยค่ะ มีใครยังไม่รู้จักแบรนด์ d&b เลย ถือว่าน้อยมาก แปลว่า 80-90% เคยได้ยินแบรนด์ d&b มาก่อน แต่ว่าอาจจะรู้จักหรือทราบข้อมูลไม่ใช่ทั้งหมด รวมถึงที่มาที่ไปของแบรนด์ d&b เป็นยังไง วันนี้ โอ๋ อยากให้บรรยากาศเป็นแบบสบายๆ กันนะคะ ถือว่ามาฟังความเป็นมาของแบรนด์ d&b กัน

         เมื่อสักครู่น้องพิธีกรได้กล่าวไปแล้วว่าวันนี้เราจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ซึ่งในช่วงแรกเนี่ยจะเป็นเรื่อง Brand Introduction และก็เป็น New Technology ของ d&b นั่นคือ อาร์เรย์โพรเซสซิ่ง (Array Processing) ซึ่งยังไม่มีแบรนด์ไหนที่มีเทคโนโลยีแบบนี้เลยนะคะ จากนั้นก็จะพักเบรค หลังจากนั้นจะเป็นพาร์ทที่ 2 ซึ่งจะเป็นเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องของแอมปลิไฟเออร์ (Amplifier) ถัดมาจะเป็นเรื่องของ Loudspeaker ตอนนี้ d&b เค้ามีลำโพงรุ่นใหม่อะไรบ้างเดี๋ยวเราจะมาดูกันในช่วงพาร์ทที่ 2

         หลายคนอาจจะรู้จักแบรนด์ d&b มาแล้ว ขอเกริ่นนำนิดนึง จริงๆ d&b เป็นแบรนด์ระดับอินเตอร์ ซึ่งมีชื่อเสียงในระดับสากล และได้รับการยอมรับในเรื่องของคุณภาพ มีคำถามแรกอยากรู้ว่าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ d&b อยากทราบว่าตั้งแต่ก่อตั้งมาปัจจุบัน d&b มีอายุเท่าไหร่ ใครตอบได้จะมีรางวัลให้จาก d&b คำตอบที่ถูกต้องคือ 35 ปี แฟนพันธุ์แท้รับของรางวัลไปเลยค่ะ อันนี้เป็นแค่น้ำจิ้มเรามีของรางวัลอีกเยอะ สำหรับ d&b เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 1981 จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 35 ปีแล้ว ลองนึกดูนะคะว่าแบรนด์หนึ่งแบรนด์หรือคนหนึ่งคน ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว เขาคิดค้นอะไรกันมาบ้าง

         จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เริ่มจากเอ็นจิเนียร์จำนวนสองคน จากเยอรมันนะคะ คนนึงมีความรู้เรื่องด้านอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนอีกคนมีความรู้ด้านอะคูสติก คำว่าอิเล็กทรอนิกส์ในที่นี้คืออะไร ก็คือพาร์ทที่เป็นแอมปลิไฟเออร์ ส่วนอะคูสติกก็คือ Loudspeaker เป็นลำโพง เมื่อสองคนนี้มาทำงานร่วมกันจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะเกิดการพัฒนาสองพาร์ทไปพร้อมๆ กัน สองคนนี้คือผู้ก่อตั้ง d&b เมื่อ 35 ปีที่แล้ว จากจุดเริ่มต้นมีโรงงานเล็กๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ โรงงานขยายใหญ่ขึ้น ตลอดระยะเวลา 35 ปี d&b ได้สร้างแบรนด์และมีการเติบโตขึ้น สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าพอ สมควร

         กลับมาที่เรื่องของตัวแทนจำหน่าย ซึ่งแบรนด์ทุกแบรนด์ก็จะเป็นแบบนี้ทั้งหมดทั่วโลก แต่ตอนนี้ d&b มีตัวแทนอยู่ครอบคลุมทั้งหมด 70 ประเทศ คือเค้าไม่ได้โฟกัสแค่ขายผ่านตัวแทนจำหน่าย แต่ตัวเค้าเองไปเปิดออฟฟิศในประเทศนั้นๆ เพื่ออะไร ก็เพื่อให้เข้าถึงการเซอร์วิสลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพราะรักษามาตรฐานให้ไปในทิศทางเดียวกันให้มากที่สุด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเค้าจึงไปสร้างออฟฟิศในแต่ละทวีป จริงๆ ในทวีปเอเชียก็มีออฟฟิศอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นหนึ่งที่ และประเทศสิงคโปร์หนึ่งที่ ซึ่งที่ประเทศสิงคโปร์เพิ่งจะเปิดภายในปีนี้... จริงๆ ออปชันแรกในเอเชียก็คือประเทศไทย ตอนนั้นประเทศเรามีปัญหาภายในเค้าเลยไม่เอา จึงเปลี่ยนแผนไปที่สิงคโปร์ซึ่งทำให้เค้าทำงานง่ายขึ้น...

         ถัดไปคุณคิดว่าใครที่ต้องการใช้ d&b บ้าง หลายๆ คนอาจจะตอบตัวเองไม่ได้ว่าเราจำเป็นต้องใช้ d&b หรือเปล่า... คำตอบคนที่ต้องการใช้ d&b คือ ผู้ที่ต้องการระบบเสียงที่มีคุณภาพดี ยกตัวอย่างศิลปินที่เค้าไปออนทัวร์ในระดับโลก ปกติเค้าจะระบุไว้ในไรเดอร์ รู้จักไรเดอร์ใช่ไหมคะ ไรเดอร์ก็คือสเป็กอุปกรณ์ที่ศิลปินแต่ละคนต้องการ ไม่ว่าเค้าจะไปแสดงคอนเสิร์ตที่ไหนก็แล้วแต่ เค้าจะระบุรายละเอียดของโปรดักชัน เช่น ขนาดเวทีเท่าไหร่ สเป็กของไลท์ติ้งเป็นอย่างไร แล้วสเป็กเครื่องเสียงมียี่ห้ออะไรบ้าง ที่ศิลปินคนนั้นยอมรับและสามารถมาแสดงคอน เสิร์ตในประเทศนั้นๆ ได้... ถามว่าทำไมศิลปินจึงต้องระบุระบบเสียง เหตุผลเพราะว่าตัวศิลปินเองเนี่ย ต้องการควบคุมคุณภาพในการโชว์เหมือนกัน... ต่อไปจะเป็น Reference ที่ โอ๋ ยกตัวอย่างให้ดู ดึงมาเฉพาะปีล่าสุดคือ 2016 จริงๆ แล้ว Reference ของ d&b มีเยอะมาก ทั้งในส่วนของงานติดตั้งและงานทัวร์ เป็นพันเป็นหมื่น Reference เลย

         ตอนนี้ยกตัวอย่างงานทัวร์ที่อัพเดตล่าสุด อันแรกเป็นงานของ Rolling Stone เป็นงานทัวร์... ต่อมาวง MUSE ออนทัวร์ สำหรับวง MUSE จะระบุไว้ในไรเดอร์ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนก็แล้วแต่ทั่วโลก จะต้องใช้แบรนด์ d&b… ต่อมาล่าสุดมาดอนน่า ซึ่งเป็นตัว อย่างที่ดีในเคสนี้ สำหรับมาดอนน่าออกทัวร์รอบนึง 8-12 เดือน ล่าสุดที่มาดอนน่ามาเล่นคอนเสิร์ตในไทย เค้าเอาโปรดักชันมาเอง ทั้งเวที เครื่องเสียง ระบบไฟ ซาวด์เอ็นจิเนียร์ ทำไมจึงนำมาเอง มีลูกค้ามาถาม จริงๆ เราก็มี d&b ในประเทศไทย แล้วทำไมมาดอนน่าจึงเอา d&b ใส่เครื่องบินจัมโบ้ 2 ลำมาเอง เอารุ่นใหญ่มาเลย รุ่น J ซีรี่ส์ บินไปทัวร์คอนเสิร์ตทั่วเอเชียต้องใช้ d&b แต่ว่าขนมาเอง มีใครรู้บ้างว่าเพราะอะไร เหตุผลคืออะไรที่มาดอนน่าต้องขนเครื่องเสียงมาเอง... ระหว่างนี้มีผู้ตอบว่า... เพราะง่ายต่อการติดตั้ง ปกติก็ใช้ระบบเสียงชุดนี้สำหรับทัวร์อยู่แล้ว การแขนมาเองจึงง่ายเพราะไม่ต้องหาเครื่องเสียงในประเทศนั้นๆ คุณโอ๋ บรรยายต่อว่า... โอ๋ อธิบายให้ฟังนิดนึงคือ การทัวร์คอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกเนี่ย ปกติในไรเดอร์ก็จะไปหาระบบของประเทศนั้นๆ แต่เคสของมาดอนน่าเนี่ยเค้าทัวร์ 8 เดือน ไม่รู้กี่ 10 ประเทศทั่วโลก ซึ่งทุกครั้งที่เค้าไปโชว์ เค้าเอาระบบเสียงไปเอง เพราะไปบางประเทศไม่ต้องไปหาซัพพลายเออร์ใหม่ ไม่ต้องไปดีลงานใหม่ ไม่ต้องไปเริ่มต้นในการเจร จาใหม่ นี่เป็นเหตุผลที่มาดอนน่านำระบบ d&b มาเอง

          ถัดไปเป็น Maroon 5 ทัวร์ และในไทยเป็น Reference ของใครบ้าง เช่น บริษัท มีเดียวิชัน ล่าสุดคืองานโขนพระราชทาน เป็นงานฉลองเฉลิมพระชนพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว... ถัดไปงานมายามิวสิคเฟสติวัล (MAYA Music Festival) เป็นงาน EDM ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ และยังมีบริษัทอื่นๆ ที่ใช้ลำโพง d&b… ถัดไปเป็น เคเอส ไลท์แอนด์ซาวด์ จริงๆ คอนเสิร์ต Reference ที่ใช้ d&b ในประเทศไทยมีเยอะมาก ตรงนี้เรายกมาแค่เป็นบางตัวอย่างเท่านั้นนะคะ สำหรับงานติดตั้งล่าสุดเป็นผับออนิคซ์ ที่ RCA และที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงสาขาแจ้งวัฒนะ อันนี้เป็นโปรเจคที่เราค่อนข้างภาคภูมิใจ เพราะว่ามีการเดโมแข่งกับยี่ห้ออื่นอีก 4 ยี่ห้อ ซึ่งเราชนะได้งานนี้มา

d&b แตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร

         คราวนี้ โอ๋ ต้องขอผู้ช่วย ขอเสียงปรบมือให้กับคุณแม็ค (เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคเซลล์ บ.วันซิสเท็มส์ฯ) ด้วยคะ จริงๆ หลายคนอาจจะคิดว่า โอเค ลำโพงทุกลำโพงมันมีเสียงเหมือนกัน ทำไมต้องเป็น d&b ทำไม d&b จึงแพงกว่าของคนอื่น เหตุผลมันคืออะไร เชื่อว่าหลายคนมีคำ ถามและอยากรู้เหตุผล คุณแม็คกล่าวว่า... หนึ่งในคำถามที่ผมได้ยินบ่อยที่สุด ทำไม d&b ไม่มีลำโพง 15 นิ้ว สงสัยเหมือนผมมั้ยครับว่าทำไม เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง สำหรับ d&b เราเรียกตัวเองว่าซิสเท็มนะครับ ซึ่งประกอบด้วย 3 พาร์ทใหญ่ๆ คือ 1) อะคูสติก... 2) โลจิสติกส์ และ 3) ซัพพอร์ต... ภายในอะคูสติกก็คือ Loudspeaker > โพรเซสซิ่ง > แอมปลิฟายเออร์ เราเรียกตัวเองซิสเท็มเพราะว่า แอมปลิไฟเออร์ ลำโพงหรือทุกอย่าง เราทำที่โรงงานเราเองทั้งหมดที่เยอรมัน เราไม่ทำ OEM เราไม่จ้างบริษัทอื่นทำ เราทำเองทั้งหมด ฉะนั้นการออกแบบหรือการดีไซน์จึงเป็นเนื้อเดียวกันหมด อย่างแรกเรามีซอฟต์แวร์ ในการทำงานก็คือ เรามีข้อมูลมาปุ๊บใส่เข้าไปในซอฟต์แวร์ จากซอฟต์แวร์คอนเน็กไปที่แอมป์ จากแอมป์ส่งไปที่ลำโพง ทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบอยู่ในระบบของมันอยู่แล้ว

        คุณโอ๋ เสริมว่า... คือมีการพัฒนาร่วมกันทั้งหมด คุณแม็ค กล่าวต่อว่า... เป็นเทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นมา ในส่วนของโลจิสติกส์ ผมจะอธิบายว่าทำไมลำโพงของเราไม่มี 15 นิ้ว ถ้าเกิดเป็น 15 นิ้วเนี่ย ตู้มันอาจจะต้องใหญ่ขึ้นใช่ไหมครับ เมื่อตู้มันใหญ่ขึ้นในการขนย้าย เค้าคิดว่าต้นทุนในการขนย้ายในยุโรปหรืออเมริกาเนี่ย หากเป็น 15 นิ้ว มันไม่สามารถเรียงได้ 2 แถว บนรถ 6 ล้อหรือรถขนส่ง เพราะมันจะยาวเกินตัวรถมาเยอะ เค้าเลยทำเฉพาะ 12 นิ้วเพราะมันเรียงได้เยอะกว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงไม่ทำ 15 นิ้ว คำถามต่อไป... แล้ว 12 นิ้วเสียงดังพอหรือเสียงดังเท่า 15 นิ้วเหรอ เรามีเทคโนโลยีที่สามารถรีดเสียง SPL ให้ดังเท่ากับลำโพง 15 นิ้ว ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องขนตู้ใบละ 100kg. ไปทำงาน เพราะใบละ 60kg. ก็สามารถทำงานได้ แล้วเรื่องริกกิ้งทาง d&b คิดให้ทุกอย่าง อย่างตู้ J ซีรี่ส์ตู้ใหญ่ๆ สามารถใช้คนๆ เดียวแขวนได้ คุณอัลฟอนโซ เคยทำมาแล้ว ใครอยากรู้ว่าแขวนยังไง ซื้อกับผมสักหนึ่งซิสเท็มผมจะเทรนนิ่งให้ว่าแขวนยังไง (หัวเราะ)

         ถัดไปเรื่องซัพพอร์ตเป็นหัวใจหลักของ d&b เราค่อนข้างซีเรียสกับเรื่องซัพพอร์ตมาก ที่บริษัทเราจะมีการเทรนนิ่งทุกๆ 3 เดือนนะครับ เราอยากให้ทุกคนรู้ ไม่ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อกับเราก็ตาม ว่าทำไมต้องเป็น d&b หลักการเบื้องต้นคืออะไร d&b คืออะไร เราจึงทำเทรนนิ่งค่อน ข้างเยอะ เพื่อที่จะซัพพอร์ตให้ลูกค้ารู้เกี่ยวกับโปรแกรมคำนวณ ใช้โปรแกรมคอนโทรล ทุกอย่างที่เกี่ยวกับซัพพอร์ต เราพยายามทำให้ลูกค้ามากที่สุด รวมถึงการบริการหลังการขาย คงรู้กันใช่ไหมครับว่า d&b รับประกัน 5 ปี ทุกตัวทุกชิ้นส่วน เราจึงเรียกรวมกันว่าเป็นซิสเท็ม นี่คือข้อมูลคร่าวๆ ที่ทำให้เกิดเป็นซิสเท็มขึ้นมา ซึ่งผมเรียกว่า d&b ซิสเท็มนะครับ คุณโอ๋ เสริมว่า... นอกจากเรื่องของอะคูสติก การออกแบบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมกันทั้งหมด ซึ่งเรียกว่าเป็นซิสเท็มแล้วเนี่ย ในเรื่องโลจิสติกส์ บางคนอาจจะบอกว่าในไทยเรื่องการขนย้ายค่าแรงมันไม่ได้แพงมาก จริงๆ มันเป็นต้นทุนแฝง ซึ่งบางทีเราอาจจะมองไม่เห็นก็ได้ สมมติหนึ่งซิสเท็มเรามีรถหนึ่งคัน เราขนไม่พอเราต้องซื้อรถเพิ่มมั้ยคะ สรุปต้องซื้อเพิ่ม คนที่ใช้ขน ขนของหนักๆ ไม่ไหวหลายๆ งาน ต้องจ้างคนเพิ่มมั้ยคะ ต่างประเทศเค้าจะคิดถึงพวกต้นทุนแฝงพวกนี้ และพยายามที่จะลดต้นทุนพวกนั้นลงไป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม d&b จึงดีไซน์ให้ลำโพงเล็กลง

         สำหรับเรื่องซัพพอร์ตขออธิบายเพิ่มเติมจาก คุณแม็ค เมื่อสักครูนิดนึง ตรงขั้นตอนแรกเรามีการออกแบบก่อนใช่มั้ย ถ้ามีงานมาเราก็ทำการออกแบบให้ โดยที่ออกแบบบนคอมพิวเตอร์ ลิงค์มาที่แอมป์ ลิงค์ไปที่ Loudspeaker รายละเอียดตรงนี้เราจะอธิบายในส่วนถัดไป หลัก ๆ เราจะอธิบายคำว่า ซิสเท็ม มีคำถาม PA ขายพ้อยส์ซอร์สอย่างเดียวหรือเปล่า.? ไม่ขาย อยากได้ซับวูเฟอร์อย่างเดียวก็ไม่ขาย แอมป์อย่างเดียวก็ไม่ขาย เพราะว่าแอมป์ของเราจะมีลำโพง d&b ทุกรุ่นอยู่ในนั้น สรุปว่าซื้อแยกส่วนไม่ขาย เวลามีลูกค้ามาถาม เราไม่ขายเป็นส่วนๆ ไม่ใช่เพราะเราหยิ่งนะ ทางบริษัทเมืองนอกเค้าก็ไม่ขายให้เราเช่นกัน การขายของมันจะต้องสมเหตุสมผลด้วยนะ ถ้าเกิดว่ามาขอซื้อไลน์อาร์เรย์ของเรา 4 ใบ เอาไปใช้งานข้างละ 2 ใบ ซึ่งเราพิจารณาแล้วว่ามันไม่สามารถใช้งานได้จริง ไม่ใช่เราไม่ขายนะ แต่เราสั่งซื้อเมืองนอกแล้วเค้าไม่ขายให้เรา จริงๆ เรามีงานติดตั้งกับลูกค้าไปบ้างแล้วซึ่งอธิบาย Reference ไปแล้วหลายราย คุณโอ๋ กล่าวว่า... คุณแม็คช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยว่า ทำ ไมเราจึงได้งานโปรเจคใหญ่ๆ โดยที่แบรนด์อื่นที่มาแข่งกัน เราถึงได้โปรเจคเหล่านั้นมา มีขั้นตอนยังไงบ้าง คุณแม็คอธิบายว่า... มาดูซิสเท็มเวิร์คโฟล์วของ d&b จริงๆ มันไม่จำเป็นต้องเป็นงานติดตั้งหรือเครื่องเช่า ทุกอย่างใช้เวิร์คโฟล์วเดียวกันหมด อันดับแรกเลยคือแอปพลิเคชัน เราจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เท่าไหร่ แอปพลิเคชันยังไง

        ข้อมูลพวกนี้สำคัญมาก ข้อมูลพื้นที่ ข้อมูลสถานที่ Indoor/Outdoor กว้างยาวสูง ข้อมูลพวกนี้เราจะนำมาเข้าโปรแกรมที่ชื่อ ArrayCal ซึ่งเราจะคำนวณออกมาว่า พื้นที่ของคุณเท่านี้ ใช้งานแอปพลิเคชันแบบนี้ ต้องการ SPL เท่านี้ ต้องใช้ลำโพงรุ่นไหน ต้องใช้ลำโพงอะไร ต้องใช้แบบไหน แขวนแบบไหน ไม่ใช่ว่าจะซื้อแบบนี้ไปใช้แบบนั้น เราต้องออกแบบให้มันสมเหตุสมผลก่อนครับ จากนั้นเราสามารถเอ็กพอร์ตจาก ArrayCal ที่เราทำมาแล้ว ไปที่โปรแกรม R1 ซึ่ง d&b จะมีโปรแกรม 2 ตัว ตัวแรกคือ ArrayCal ใช้คำนวณค่าต่างๆ อีกตัวคือโปรแกรม R1 ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวคอนโทรลแอมปลิไฟเออร์ทั้งหมดในระบบ หลังจากนั้นเราได้ไฟล์มาใส่ที่ R1 แล้ว เราส่งไฟล์ไปคอนโทรลตัวแอมปลิไฟเออร์ แล้วปล่อยเสียงออกลำโพงได้เลย แล้วทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย 3 พาร์ทแรกเรานั่งทำงานอยู่ที่บ้านก็ได้ เราไม่ต้องไปทำหน้างานแดดร้อนๆ เราเตรียมข้อ มูลพอไปถึงหน้างานเราโหลดข้อมูลใส่แอมป์แล้วทำงานได้เลย... ง่ายมั้ยครับ...

         คุณโอ๋ เสริมว่า... เรียกว่าการทำงานในพาร์ทนี้ 80% ทำในออฟฟิศ นั่งทำงานในห้องแอร์เย็นๆ สบายๆ พอไปถึงหน้างานปุ๊บ เป็นเรื่องการติดตั้งอย่างเดียวแล้วนะ จริงๆ คนเยอรมันเป็นคนขี้เกียจ คอนเซ็ปต์ของเค้าก็คือ ทำงานให้เสร็จตั้งแต่ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ พอไปถึงหน้างานปุ๊บ เซตอัพเสร็จ เค้าก็มีเวลากินเบียร์ เพราะคนเยอรมันเค้าไม่กินน้ำเปล่า เค้ากินเบียร์ มีรูปนึงให้ทาย ปกติทำงานเวลาแขวนไลน์อาร์เรย์เป็นเรื่องง่ายมั้ยคะ... ยากใช่มั้ย... ใช้คนหลายคน ถ้าเป็นยี่ห้อคนไทยทำเองแบบตู้ DIY ออกแบบตู้เอง ออกแบบที่แขวนเอง ตู้ใบนึงต้องใช้ 4 คนหามยาก.! จะแขวนขึ้นไปหนึ่งพวง แขวนผิด ดอกลำโพงขาดจะเอาลงมา คิดว่าไหวมั้ย จริงๆ คอนเซ็ปต์ฝรั่งเหมือนวิธีคิดของคนไทยเลย สมมติไลน์อาร์เรย์เป็นโค้งๆ ใช่มั้ย Q ซีรี่ส์ เป็นซีรี่ส์แรกของ d&b สรุปว่าไลน์อาร์เรย์มันเป็นเรื่องกล้วยๆ ความหมายก็คือ Q ซีรี่ส์ทำให้ไลน์อาร์เรย์เป็นเรื่องกล้วยๆ แค่นั้นเอง สำหรับ d&b ออกไลน์อาร์เรย์มาขายชุดแรกก็คือ Q ซีรี่ส์ ซึ่งนานมาก ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว ตอนนี้เป็นรุ่น Y ซีรี่ส์มาแทน สำหรับ Q ซีรี่ส์ เป็นลำโพงไลน์อาร์เรย์ที่ขายดี ในตลาดขายได้เยอะมาก ดังนั้น d&b ทำให้ไลน์อาร์เรย์กลายเป็นเรื่องกล้วยๆ ใครไปซื้อก็ได้ง่ายๆ แขวนง่ายๆ ทำงานง่ายๆ

          ถามว่า... d&b แบ่งซีรี่ส์ลำโพงออกเป็นอะไรบ้าง คุณแม็คกล่าวว่า... ตอนนี้สินค้าของ d&b มีอยู่ 2 อย่างก็คือโมบายหรือทัวริ่ง หรือจะเป็น Installation ซึ่งจะแบ่งเป็นสองกลุ่มหลักๆ ผมจะอธิบายให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง คุณโอ๋ เสริมว่า... กลุ่มโมบายก็เป็นลำโพงสำหรับใช้งานทัวร์ทั้งหลาย ต้องมีการเคลื่อนย้าย มีการขนส่ง พอเป็น Install ปุ๊บก็จะเป็นงานที่ติดตั้งทั้งในและนอกอาคารก็ได้ ซึ่งคำสั่งการติดตั้งมันก็มีแอปพลิเคชันหลายอย่าง แล้วก็มีออปชันให้เลือก อันสุดท้ายคือ ไลน์คัลเลอร์ จะเปลี่ยนเป็นสีอะไรก็ได้ คือบางอาคารมีการออกแบบภายใน คือไม่อยากให้ลำโพงมาทำลายทัศนียภาพ มีดำๆ ไปห้อยอะไรทำนองนี้ สมมติว่าในห้องนั้นสีม่วง แล้วติดลำโพงสีดำเข้าไปปุ๊บ ดีไซน์จบ แต่ d&b เค้าคิดเผื่อคือไม่ว่าสีอะไรก็ทำได้ สีเหลืองก็ทำได้ สีขาวแบบเดียวกลืนกับผนังหรือฝ้าเพดานก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นลายอะไรก็ทำได้ สรุปว่าเค้าสามารถทำให้ลำโพงไปแฝงตัว ณ. สถานที่นั้นๆ ได้ ตรงนี้คือรายละเอียดที่เค้าคิดถึง

(โปรดติดตามอ่านในตอนต่อไป... ครับ)


เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม

แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88