งานสัมมนา Dante Network & Dante Via (01-03)

. . . ตอนที่ 1 . . .

ระบบ Dante มีสิ่งพิเศษอย่างหนึ่งที่เรียกว่า Automatic Discovery

เมื่อเชื่อมต่อสายมันจะช่วยหาว่าในระบบเน็ตเวิร์กมีอุปกรณ์ใดบ้าง

. . . . วิทยากร : คุณศักดิ์ชัย ชัยประภาทอง และทีมงาน Audinate . . . .

          หลายท่านอาจจะมีคำถามเกี่ยวกับระบบออดิโอเน็ตเวิร์กตัวใหม่ที่ชื่อ Dante มันคืออะไร…? เสียงดีหรือเปล่า…? มันทำงานเสถียรหรือไม่...? น่าใช้งานไหม...? แล้วจะเซตอัพยังไง...? ต้องซื้ออุปกรณ์อะไรบ้าง...? และจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบเน็ตเวิร์ก Dante…?

         สำหรับบทความชุดนี้ถูกเขียนขึ้นเป็นสกู๊ปพิเศษ แบ่งเป็นสองภาค ภาคแรกเป็นการบรรยายโดย คุณศักดิ์ชัย ซึ่งได้บรรยายไปเมื่อ 19 ก.ย. 58 ที่โชว์รูม YDACC ส่วนภาคสองจะเป็นงานสัมมนาที่ทางสยามดนตรียามาฮ่าจัดขึ้นเมื่อ 13 พ.ย. 58 ที่ห้องประชุมใหญ่ ทั้งหมดมีความยาว 10 ตอน และมีเนื้อหามากกว่า 30,000 คำ นับเป็นสกู๊ป Special Reports ยาวที่สุดที่เคยเขียนมา ถ้าใครไม่มีเวลาว่างอ่านก็ซื้อมาเก็บไว้ก่อน เพราะหากพลาดหรือถ้าขาดเล่มใดเล่มนึงไป เนื้อหาก็จะไม่ต่อเนื่อง ถ้าจะให้แนะนำสมัครรับเป็นรายปีไปเลยครับ ผู้เขียนได้พยายามเรียบเรียงการบรรยายของวิทยากรทุกๆ ท่านไว้อย่างครบถ้วนที่สุด ผู้อ่านจะได้เรียนรู้ระบบเน็ตเวิร์ก Dante จากเจ้าของเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งวิทยากรแต่ละท่านเป็นผู้รู้จริงในเรื่องเน็ตเวิร์ก Dante ไม่ว่าจะเป็น คุณศักดิ์ชัย และ ทีมงานออดิเนท เมื่อท่านอ่านบทความชุดนี้จบ ผู้เขียนหวังว่าท่านจะเข้าใจระบบเน็ตเวิร์ก Dante มากยิ่งขึ้น เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

            คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า สำหรับเรื่องเน็ตเวิร์ก Dante นั้นเนื้อหาค่อนข้างจะยาวนิดนึง ผมพยายามตัดแล้วตัดอีก เหลืออยู่นิดเดียว นี่ตัดไปเยอะแล้วนะ ปกติเราใช้เวลาอบรมเรื่อง Dante ประมาณ 2 - 3 วัน เพราะรายละเอียดเนื้อหามันเยอะ แต่วันนี้ผมก็จะย่อๆ มาให้ เพื่อให้พอเข้าใจคร่าวๆ โดยเนื้อหาจะไม่ลงลึกมาก แต่ว่าพอรู้เอาไว้ ทำไมต้องรู้ ถ้าเรารู้ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาได้ด้วย ปัญหามันต้องมีและเราต้องแก้ได้ ซึ่งการแก้ปัญหาเนี่ยอยู่ที่เบสิคของเรา คือพื้นฐานเราต้องดี แล้วเราจะเข้าใจ อันนี้ผมจะพูดเรื่องทั่วไปของระบบเน็ตเวิร์ก Dante สำหรับคำว่า "Dante" มันเป็นชื่ออินเทอร์เฟซ อย่าไปเข้าใจว่าเป็นผู้ผลิตนะครับ ฉะนั้น Dante จึงเป็นชื่ออินเทอร์เฟซที่เราใช้ เหมือนกับที่เราใช้ระบบ CobraNet, Ethernet, MADI และอื่นๆ ทั้งหมดเป็นชื่อของรูปแบบการเชื่อมต่อ...

            สำหรับเน็ตเวิร์ก Dante เป็นระบบเน็ตเวิร์กที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทที่ชื่อ ออดิเนท (Audinate) ซึ่งบริษัทนี้อยู่ในออสเตรเลีย แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงว่า Dante เน็ตเวิร์กคืออะไร สำหรับเน็ตเวิร์ก Dante ก็คือเน็ตเวิร์กที่รันบนสวิตช์ระดับกิกะบิต ใช้กับพวกสวิตช์รุ่นเก่าๆ อย่างพวก 100M ไม่ได้นะ ตรงนี้บอกไว้ก่อนเลยจะได้ไม่ผิดพลาดเอาตัวสวิตช์ 100M มาใช้ สำหรับการส่งข้อมูล ตัวนี้จะเป็นการส่งข้อมูลสองทิศทาง สายหนึ่งเส้นไม่ใช่วิ่งสัญญาณไปทางเดียว แต่มันรับส่งได้พร้อมกัน รองรับจำนวนแชนเนลได้สูงถึง 512 แชนเนล ซึ่งรูปโครงสร้างจะต้องใช้เน็ตเวิร์กที่เป็น 1 กิกะบิตเท่านั้น ตัวระบบเน็ตเวิร์ก Dante จะเรียกว่าเป็นระบบ Fix Latency หมายถึงทุกๆ จุดนั้นมีค่า Latency เท่ากัน เพราะฉะนั้น เราต้องเช็คเน็ตเวิร์กของเราก่อนว่าเราใช้กี่ชั้น เราจึงต้องกำหนดตัว Latency โดยปกติอุปกรณ์แต่ละตัวมันจะมีค่า Latency เฉพาะในตัวมันอยู่แล้ว แต่ว่าตัวนี้จะสามารถเซตได้ทั้งระบบว่าจะให้ค่า Latency วิ่งที่ค่าเท่าไหร่ ในระบบ Dante มันมีอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากที่สุดเลย จากที่ผมเคยใช้มาหลายๆ ฟอร์แมตแล้ว ไม่ว่าจะเป็น CobraNet ก็ตาม บอกเลยเซตยากมาก เพราะเราต้องกำหนดแอดเดรสอะไรต่ออะไร เดี๋ยวช่วงหลังเบรคเราจะมาอธิบายต่อว่ามันคืออะไร แล้วก็โครงสร้าง Ethernet ด้วย...

            กลับมาที่ส่วนความพิเศษของระบบ Dante จะมีสิ่งพิเศษอย่างหนึ่งที่เรียกว่า Automatic Discovery ในกรณีที่เสียบสายมันจะช่วยหาว่าในระบบเน็ตเวิร์กมีใครอยู่บ้าง แล้วตัวเครื่องในระบบก็จะแจ้งว่าฉันชื่อคนนี้ ฉันชื่อคนนั้น เหมือนเราขานชื่อเรียกกัน ก็ขานชื่อบอกฉันเป็นใคร อยู่ตรงไหน อันนี้เรียกว่าระบบเน็ตเวิร์ก Discovery ซึ่งระบบ IP ก็ยังมีการ Redundant ตัวเองได้ด้วย คือทีนี้ในระบบเน็ตเวิร์ก Dante เขาจะมีฟังก์ชั่นนึงที่เรียกว่า Redundant ตัว Redundant ในระบบอื่นๆ เวลาอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านมันจะมีการสะดุดนิดนึง คือบางคนอาจจะไม่สังเกตแต่คนที่ทำน่ะรู้ แต่ระบบนี้จะไม่เป็น สำหรับเรื่อง เวิร์ดคล็อค ตัวนี้จะเลือกออโตเมติกได้ หากตัวแม่ล่มมันจะหาตัวต่อไปโดยอัตโนมัติ คือทำ นองหาประธานคนต่อไปรอไว้ ซึ่งจะมีข้อดีคือระบบจะไม่ล่ม เพราะหลายๆ ระบบถ้าเวิร์ดคล็อคหาย เสียงหายด้วยถูกมั้ย ซึ่งเป็นมาตรฐานของระบบเสียง ระบบดิจิตอลทั่วไป ในส่วนของค่า Latency จะตั้งได้ต่ำถึง 0.5ms ค่า 1 ms นานแค่ไหน แล้ววินาทีนึงกี่ Sec ก็คือ 1  Sec ถ้า 1 ms ก็คือ 1/1000 วินาที นานมั้ย ไม่มีความรู้สึกนะ เพราะฉะนั้นตัวนี้ค่อนข้างที่จะเร็วมาก ดังนั้น 0.5ms หรือครึ่งของ ms นะครับ ตัวระบบ Dante เน็ตเวิร์กยังรองรับระบบที่เรียกว่า Virtual Sound Card ต่อไปนี้เราไม่จำเป็นต้องไปเสียบฮาร์ดแวร์ซาวด์การ์ดอีกแล้ว เราสามารถทำให้คอมพิว เตอร์เครื่องนึงกลายเป็นซาวด์การ์ดได้ด้วย โดยไม่ต้องเสียบฮาร์ดแวร์ ก็คือใช้อินเตอร์เน็ตที่เรามีอยู่ได้เลย

           ตัวเน็ตเวิร์ก Dante เวลาใช้จะต้องใช้เชื่อมต่อผ่านสวิตช์กิกะบิตเท่านั้นนะครับ โครงสร้างการเชื่อมต่อจะมีรูปแบบหลายลักษณะ ตัวสวิตช์กิกะบิตหนึ่งตัวก็จะมีค่า Latency หรือค่าหน่วงทางเวลาให้ช้าลงประมาณ 250 µsec. เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้สวิตช์สักประมาณ 5 ตัว ก็จะเป็น 300 ถึง 500 µsec. หรือ 1ms สำหรับสวิตช์ 10 ตัว สำหรับเน็ตเวิร์กที่ทำเราอาจจะกลัวปัญหาที่จะเกิดขึ้นโดยรันอยู่ที่ประมาณ 5ms รู้มั้ยครับว่าระยะความหน่วงระหว่างสองเสียงที่คนเรารู้สึกได้ จะเป็นระยะหน่วงที่กี่ ms ครับ คนทำซาวด์นี่รู้เลย พยักหน้ารอ ประมาณ 50ms ที่หูคนเราฟังออก อันนี้แค่ 5ms คิดเป็น 10 เท่าเลยนะ ระดับนี้แยกไม่ออกเลยนะ ขนาดรันบน safe mode ด้วยนะ ในการส่งข้อมูลในระบบ Dante จะสามารถส่งข้อมูลได้หลายๆ ชุดพร้อมกัน แล้วก็มีคนรับพร้อมกันหลายๆ คน ซึ่งในรูปแบบการส่งจะมี 2 ลักษณะคือแบบ Unicast และแบบ Multicast อันนี้ผมจะให้นิยามคำเหล่านี้ก่อน เพราะหลายคนทำระบบออดิโอเน็ตเวิร์กแล้ว งง Unicast คืออะไรครับ...? Multicast คืออะไรครับ...? ปกติเวลาส่งข้อมูล ในส่วนของปลายทาง ถ้าเป็น Unicast ก็จะเป็นการส่งทิศทางเดียว ในกรณีที่เป็นแบบ Unicast ก็จะเป็นแบบสายเส้นเดียวแต่วิ่งไปสองที่ ถ้าเป็นแบบ Multicast สายเส้นเดียวก็จะวิ่งไปทุกจุด ต้องบอกว่าหลายๆ จุด เช่น เราประกาศอยู่ที่อาคารนึง แต่ว่าจ่ายไปอาคาร 2-3-4-5 เราอาจจะมี 10 อาคารแต่เราไปแค่ 5 อาคารไง อีก 6-8-9-10 เราไม่กระจายข้อมูลไป อันนี้จะเป็นลักษณะของ Multicast ในรูปแบบถัดมา เดี๋ยวมีเรื่องในช่วงท้ายๆ จะพูดถึง Unicast และ Multicast กันอีกรอบนึง...

          ในส่วนของระบบเน็ตเวิร์ก Dante ทุกวันนี้เริ่มมีคนมาใช้ระบบ Dante มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ วัน เนื่องจากความง่ายและความเสถียรของระบบ อุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ของ ยามาฮ่า ที่ออกมาก็รองรับระบบ Dante ด้วย รวมทั้งระบบของ M7, MTX, MRX พวกอุปกรณ์ ยามาฮ่า ที่ลงท้ายด้วยตัวD ทั้งหลายนั้น รองรับเน็ตเวิร์ก Dante หมด รวมทั้งการ์ดที่เป็นของ ออดิเนท เอง เขาทำการ์ดขายด้วยนะครับ สามารถใช้งานร่วมกับบอร์ดยามาฮ่าได้ทุกตัว ที่เป็นรุ่นใหม่ๆ นะ สำหรับรุ่นเก่าๆ จะเสียบไม่ได้นะ แค่หาที่เสียบการ์ดยังไม่เจอเลย (ฮ่าๆ) กับ NEXO เขาก็ทำการ์ดออกมาเหมือนกัน หมายความว่าเราใช้แอมป์ของ NEXO แล้วเอาการ์ดนี้ไปเสียบที่แอมป์ แล้วสัญญาณเสียงวิ่งผ่านสายเคเบิล CAT ไปที่ตัวแอมป์ได้โดยตรง ไม่ต้องไปแปลงเป็นอะนาลอกเลย พอจะนึกภาพออกมั้ย เพราะฉะนั้นเราสามารถอยู่ห่างจากมิกเซอร์ได้ไกลมากเป็นร้อยเมตร ไม่ต้องไปดึงสายอะนาลอกมาต่อยาวๆ แล้วสายเคเบิลพวกนี้มันไม่มีการสูญเสียแบบอะนาลอกอีกด้วย ในส่วนของซอฟต์แวร์ทาง ออดิเนท ก็ทำขึ้นมาซัพพอร์ตเขาเรียกว่า Dante Controller หน้าที่ของเจ้า Controller มีหน้าที่ติดตาม ควบคุมและแก้ไขระบบ เนื่องจากว่าระบบนี้มันรันอยู่ในระบบเน็ตเวิร์กซึ่งเรามองไม่เห็นใช่มั้ย เราจะเข้าไปดูได้ก็ต้องดูผ่านโปรแกรมตัวนี้ ซึ่งซอฟต์แวร์ตัวนี้เป็นฟรีแวร์เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี ถ้าเราดาวน์โหลดโปรแกรมตัวนี้มาติดตั้ง เราก็จะสามารถตรวจสอบระบบได้ ซึ่งตัวนี้ฟรีนะครับ โหลดได้ที่เว็บไซต์ audinate.com ถ้าเป็นระบบพีซีจะ ต้องดาวน์โหลดโปรแกรมที่ชื่อว่า Apple Bonjour ต้องโหลดไดรเวอร์ตัวนี้เข้าไปด้วย คือเฉพาะพีซีอย่างเดียว ส่วนแมคฯไม่ต้อง แมคฯเขามีมาอยู่แล้ว ตัวนี้เขาใช้พอร์ต Ethernet นะไม่ใช่พอร์ต USB ก็คือพอร์ต LAN ที่เราใช้กันทั่วไป...

         ส่วนอีกตัวหนึ่งที่ ออดิเนท เขาทำออกมาเป็น license อันนี้ต้องซื้อ หรือคนที่ซื้อบอร์ดไปเขาก็จะแถมแผ่นเหลืองๆ ไว้ให้ ตัวนี้ทำหน้าที่ให้คอมพิวเตอร์แปลงมาเป็นซาวด์การ์ด ตัวนี้เมื่อใส่ลงไปในคอมพิวเตอร์ปุ๊บมันจะไปเกาะสิ่งที่เรียกว่า ASIO หรือว่า Core Audio พวกนี้จะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถบันทึกได้พร้อมกัน 64 แทร็ก แล้วสามารถเพลย์แบ็กได้ 64 แทร็กเหมือนกัน สำหรับคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง... ถามว่าเน็ตเวิร์กหนึ่งวงสามารถใช้คอมพิวเตอร์สองเครื่องอัดได้มั้ย... ตอบว่าได้... มันเป็นลักษณะการแชร์แพ็กเกจไงครับ มันไม่ใช่การต่อสายเข้าหากันแล้วสัญญาณจะดร็อป เราไม่ได้ทำสเน็คเคเบิล หรือเราไม่ได้ทำ Y เคเบิล เพราะฉะนั้นสัญญาณจะไม่ดร็อป ข้อมูลแค่ถูกแชร์ส่งไปเท่านั้นเอง เวลาเราพูดให้คนนึงฟัง ข้อมูลก็จะดังเท่าเดิมใช่มั้ย ไม่ได้เบาลงกว่าเดิม อันนี้หลักการแบบนั้น เป็นการสื่อข้อมูลกันแทน ฉะนั้น license หนึ่งอันก็จะลงคอมฯได้เครื่องเดียว หนึ่งแผ่นลงคอมฯหนึ่งเครื่อง อยากได้เพิ่มก็ไปซื้อเอามาใส่ อันนี้จะเป็นของ ออดิเนท จำหน่าย ไม่ใช่ของยามาฮ่าจำหน่ายนะ แต่คนที่ซื้อบอร์ด CL ไปเราจะแถมตัวนี้ให้หนึ่งแผ่น แถมให้ฟรีเลยนะ ไม่งั้นก็ไปซื้อเองประมาณ 100 ดอลล่าร์ ไม่แพงนะประมาณ 3 พันกว่าบาท บางช่วงก็เซลล์ลองไปดู ซึ่งตัวนี้จะใช้ผ่านระบบเน็ตเวิร์กระดับกิกะบิตเช่นกัน ตัวนี้ก็สามารถรองรับ DAW ด้วยนะ หรือว่า Digital Audio Workstation ที่รันบนตัว Nuendo หรือ Cubase มันสามารถทำงานได้สองทิศทาง ตัวมิกเซอร์สามารถสั่งให้คอมพิวเตอร์สามารถเรคอร์ดได้ด้วย

         ส่วนระบบเน็ตเวิร์ก Redundant จะเป็นการเชื่อมต่อแบบสองพอร์ต ตัวแรกเราเรียกว่าพอร์ต Primary คือพอร์ตหลัก ส่วน Secondary คือพอร์ตสำรอง บางคนบอกไม่ใช่พูดผิด Primary แปลว่าปฐมภูมิ ส่วน Secondary ก็คือทุติยะภูมิ อันนั้นก็ใช่ ปฐมก่อนแล้วมาทุติ ซึ่งก็คือตัวหลักก่อนแล้วค่อยตัวรอง เมื่อพอร์ตหลักทำงานอยู่จู่ๆ มันหยุดทำงานปุ๊บ พอร์ตที่สองจะทำงานทันที ระบบนี้จึงจำเป็นต้องใช้ฮับสวิตช์ ซึ่งตัวสวิตช์ก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งต้องใช้สองชุดมาต่อพ่วงกัน ซึ่งตัว Secondary จะแยกออกมาอีกวงนึง สีฟ้าคือเน็ตเวิร์ก Primary (ตามรูป) ส่วนเน็ตเวิร์กสีแดงจะเป็นของ Secondary ทั้งสองตัวนี้ทำงานพร้อมกันนะ ถ้าหากตัว Primary หลุด ตัว Secondary จะทำงานต่อเลย ผมจะวง เล็บไว้เลยว่าตัวนี้จะไม่เหมือนตัว CobraNet เลยนะ เพราะว่า CobraNet ใช้แค่วงเดียว ซึ่งก็คือ Primary วงเดียว อันนี้ต่อเข้าด้วยกันได้ แต่ตัว CobraNet จะมีตัวหนึ่งที่เรียกว่า Double Bandwidth คือมันใช้อีกพอร์ตนึงเนี่ยเพื่อไปทำให้ค่า Sampling rate ให้มันสูงขึ้น ตัวนั้นไม่ค่อยดีเท่า ไหร่ เพราะบางทีไปเสียบเส้นเดียว อย่างเสียงจากย่าน 20Hz-20kHz มันจะถูกหั่นออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือ 20Hz-1kHz ช่วงที่สอง 1kHz-20kHz นึกออกมั้ยครับ แบ่งครึ่ง ถ้าเราเสียบสายไปเส้นหนึ่งมันก็จะดังแค่ห้วงความถี่เดียว อันนี้ได้ยินเสียงครบใช่มั้ยตั้งแต่ 20Hz ก็จะได้ยินเสียง Low อย่างเดียว พอนึกออกมั้ย บางทีเกิดปัญหาแล้วแก้ยากเลยไม่ค่อยสะดวก ยิ่งถ้าเป็นงานไลฟ์มันทำงานด่วนๆ ไม่ทัน เราเนี่ยจะเครียดเอาแต่ว่าตัว Dante มันจะง่ายมากเราจะเช็คระบบได้ทั้งระบบเลย โดยใช้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบ...

        ส่วนรูปแบบตัว DVS เราจะรันเฉพาะบนตัว Primary เท่านั้น และตัว DVS ไม่สามารถต่อกับ Secondary เน็ตเวิร์กได้นะครับ เหตุผลเพราะคอมพิวเตอร์มันมีแค่พอร์ตเดียว ถามว่าถ้าไปเสียบ USB พอร์ตเพิ่มอีกได้มั้ย เสียบได้แต่ข้อมูลมันรับส่งไม่ได้ มันใช้แค่พอร์ตเดียว เพราะคอมพิวเตอร์มันบอกได้แค่นั้น เป็นพวกรักเดียวใจเดียวนะ (ฮา) ดังนั้นคอมพิวเตอร์มันจะเรคอร์ดได้เฉพาะกับ Primary เท่านั้น เราไม่สามารถจะไปต่อกับ Secondary ได้ แต่เราจะมีพีซีหลายๆ เครื่องเป็นหมายเลขหนึ่ง หมายเลขสอง แบบนี้ได้มั้ย ตอบว่าได้ ทำได้พร้อมกัน เราสามารถบัน ทึกพร้อมกันได้สองเครื่อง เพื่ออะไร เผื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เครื่องมันก็จะป้องกัน play safe ไง อย่างเครื่องนี้คอมพิวเตอร์มันน็อค หรือฮาร์ดดิสก์หยุดทำงาน แต่อีกเครื่องก็ยังรันอยู่ เข้าใจนะมันประมาณลักษณะนี้ ถ้าเป็นงานไลฟ์ซาวด์ก็สบายเลยรู้สึกแฮปปี้...

           ส่วนการสรุปผมจะสรูปให้เป็นประเด็นคร่าวๆ เน็ตเวิร์กทั้งหมดเป็นแบบ bi-directional คือสองทิศทาง คือไปและกลับ โดยสามารถใช้ระบบสวิตช์ธรรมดาที่เราใช้ๆ กันอยู่ปัจจุบันซึ่งนำมาใช้ได้ ในส่วนเรื่อง Latency เราสามารถกำหนดการหน่วงหรือห้วงเวลาได้เป็นแบบ fix นะ จะตั้งเป็น 1ms ก็ได้ ปกติเวลาเราเปิดเครื่องปุ๊บเราจะเห็นมันเป็น 1ms บางคนถามว่า ถ้าผมใช้สายต่อสั้นๆ ผมตั้งเป็น 0.5ms ได้มั้ย ระบบเขาเซตค่าเริ่มต้นให้ 1ms เราอยากเซตเท่าไหร่ก็เซตได้ แต่ต้องเซตให้ครบทุกเครื่องนะ ในวงมีทั้งหมดกี่เครื่องก็เซตให้เหมือนกันหมด เหมือนกับผมตั้งนาฬิกาผมก็ต้องตั้งให้ตรงกันหมดทุกคนใช่มั้ย ไม่งั้นอีกคนก็จะตั้งเวลาอีกคนไม่เท่ากันอีกละ คืออยู่คนละวง หากันไม่เจอ...

Network Topology

            การเชื่อมต่อเน็ตเวิร์กก็สามารถทำได้หลายแบบ ไม่จำเพาะต้องต่อเป็นเน็ตเวิร์ก Redundant อะไรแบบนี้เท่านั้นนะ เราสามารถทำ Daisy chain ได้ด้วยนะ อย่างวันนี้ที่ผมบรรยายอยู่นี่ก็เป็นการต่อแบบ Daisy chain คำว่า Daisy chain ก็คือหัวชนหาง หัวชนหาง ไปเรื่อยๆ แบบนี้ เราก็ต่อแบบอิน-เอาต์ไปเรื่อยๆ สำหรับ Daisy chain ก็มีข้อเสีย ส่วนข้อดีคือมันง่าย เหมาะกับใช้สำหรับทดสอบ หรือกับระบบที่ต้องการติดตั้งอย่างรวดเร็ว เพราะสายมันใช้ได้น้อยเส้น ไม่ต้องใช้ฮับสวิตช์ เพราะมิกเซอร์จะทำหน้าที่เป็นฮับสวิตช์ในตัว ปกติพอร์ต Primary และ Secondary ใช่มั้ย พอเราตั้งมันเป็น Daisy chain ปุ๊บ ก็คือเป็นการใช้สองพอร์ตนี้เป็นหางเชื่อมถึงกัน เป็นเหมือนสายตัว U ก็คือจะจั๊มพ์อีกช่องนึงไปหาอีกช่องนึง ไม่ใช่การครอสสายนะเป็นการส่งข้อมูลข้ามจากช่องนึงไปอีกช่องนึง ตรงนี้จะมีจุดที่ทำหน้าที่เป็นฮับสวิตช์เล็กๆ ภายในตัวมิกเซอร์ รวมถึง I/O ด้วยนะ มันจะพ่วงไปเรื่อยๆ การพ่วงแบบนี้เราเรียกว่า Daisy chain ก็คือเข้า-ออก-เข้า-ออก ไปเรื่อยๆ แบบนี้ ส่วนเน็ตเวิร์กที่ผมอธิบายส่วนที่ผ่านมานั้น เขาเรียกว่าเน็ตเวิร์ก Redundant นะ บางครั้งเราเรียกระบบ Redundant ว่า Star แบบปลาดาว เรียกว่าเป็นระบบดาว...

            คราวนี้มาดูความแตกต่างเน็ตเวิร์กทั้งสามรูปแบบ อันนี้ก็ใช้ทั้งสามรูปแบบแล้วนะ ถามว่ามันแตกต่างกันยังไง เอาเป็นว่า ดูง่ายๆ ในส่วน EtherSound และ CobraNet จำนวนแชนเนลทั้งหมดจะได้ไม่เกิน 64 เท่านั้น นั่นหมายความว่าถ้าเราไปใช้ทั้งหมด 128 แชนเนล เราจะ ต้องทำเน็ตเวิร์กสองวง เพราะหนึ่งวงมันได้สูงสุดแค่ 64 เนื่องจากเน็ตเวิร์กของมันรันอยู่บน 128Mbps เท่านั้น เพราะค่าแบนวิดธ์มันไปไม่ถึง เพราะแม็กซิมั่มของมันจะรันได้แค่ 64 เท่านั้นเอง อันนี้เป็นข้อจำกัดของเน็ตเวิร์กเองนะ ไม่ใช่ข้อจำกัดว่าทำไมเสียบได้แค่นี้ เพราะเน็ตเวิร์กมันทำได้แค่นั้นเอง ในส่วนของ Latency ของ CobraNet แล้วแต่เนื้องานนะ อย่างต่ำที่สุดก็เนี่ยแหละ 5.33ms แต่ถามว่ายาวไปมั้ย ก็ยาวอยู่ แต่ถามว่ารับได้มั้ย ก็รับได้ งานไลฟ์ซาวด์ก็พอไปได้ไม่มีปัญหา เพราะเขาใช้กันมาตั้งนานแล้ว ยังใช้ได้อยู่ แต่ในส่วนของ Dante เนี่ยตัว Latency ค่อน ข้างต่ำประมาณ 1ms รันซ้อนกันได้ 4 ชั้นซ้อนกัน ตัวนี้จะมีระบบอีกตัวหนึ่งก็คือ เราไม่ต้องไปรันในระบบของ VLAN ถ้าเกิดว่าเราจะใช้การควบ คุมนะ ตัวนี้เราจะใช้ QoS เป็นตัวแยก เดี๋ยวตอนท้ายๆ เราจะพูดถึงเรื่อง QoS ด้วย ในส่วนการบันทึกเสียงนั้น อย่างใน EtherSound ต้องทำพอร์ตขึ้นมาอีกต่างหาก ไม่สามารถดึงจากสวิตช์โดยตรงมาได้