งานสัมมนา Dante Network & Dante Via (04 - 06)

 

. . . ตอนที่ 4 . . .

“ระบบ Dante มันรันทั้งหมด 3 เลเยอร์

แต่ถ้าหากสวิตช์มันไม่รองรับ IGMP เวอร์ชัน 3 มันจะดร็อปดาวน์เกรดตัวมันลงมาโดยอัตโนมัติ”

... (เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว..)...

วิทยากร : คุณศักดิ์ชัย ชัยประภาทอง และทีมงาน Audinate

            วันนี้มาสรุปกันเลย จะเริ่มสรุปเรื่องของตัวเคเบิลนะ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เราจับต้องได้ถือว่าเป็นฟิสิคัลหมด เราจะเรียกว่าอยู่ในเลเยอร์ที่ 1 ซึ่งจะเป็นส่วนที่จับต้องได้ ไม่เกี่ยวกับข้อมูลที่จับต้องไม่ได้ ในส่วนของการส่งข้อมูล การแปลความหมาย การตีความอันนี้จะอยู่ในเรื่องของ เลเยอร์ 2 ซึ่งจะเป็นการส่งข้อมูลแบบในเฟรม ส่งเป็น MAC แอดเดรส ทำให้เรารู้จักคนในเน็ตว่าเป็นใคร... ถัดมาถ้าเป็นภาพใหญ่ขึ้นมาก็จะเป็น เลเยอร์ 3 ซึ่งจะรันเป็นรูปแบบแพ็กเกจหรือว่าไอพีแอดเดรส ซึ่งระบบนี้จะใช้ฟังก์ชันซับเน็ตมาส์คมาเกี่ยวข้อง... เนื่องจากหัวข้อวันนี้เป็นเรื่องของ เน็ตเวิร์ก จะไม่ไปพูดถึง I2ER ไม่พูดถึงนะ ไม่เกี่ยวข้องกันนะ คนละเรื่องกัน หรือว่าเรื่องของไมค์อะไรทำนองนี้ อันนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง... โอเคนะ

             เพราะฉะนั้นระบบ Dante มันจะใช้บนระบบไอพีแอดเดรส ซึ่งจะไม่เหมือนพวก TDM หรือว่า AES50 ที่เราเคยรู้จัก ต่อไปจะให้ดูอีกเรื่องนึงสำหรับคนทำงานติดตั้งระบบ ผมแนะนำให้ใช้ระบบนี้เลย ตัวนี้ยามาฮ่าทำขึ้นมาใหม่เรียกว่าYDIF หรืออ่านว่า "วายดิฟ"  มันก็คือฟอร์ แมตหนึ่งนั่นก็คือ Yamaha Digital Interface Format ตัวนี้จะใช้สาย CAT5 เหมือนกัน ซึ่งสายสัญญาณพวกนี้จะใช้ในการส่งสัญญาณเสียง โดยผ่านสายพวกนี้จะได้ทั้งหมด 16 แชนเนล พร้อมกันบนสายเส้นเดียว สามารถลิงค์ไปได้ทุกเครื่อง เรียกว่าลิงค์ลูปนะครับ หมายความว่าเมื่อต่อไปยังตัวสุดท้ายแล้วจะต้องลูปกลับมาหาตัวต้นทาง ลักษณะของมันจะเป็น In->Out->In->Out แล้วกลับมาที่ตัวต้นทาง ซึ่งการทำงานจะเป็นแบบ Cascade กับ Direct Distribution Mode อันนี้ผมจั่วๆ ไว้ให้ดู แล้วจะมาดูอีกทีว่างานติดตั้งซึ่งจะมีหัวข้อที่เรียกว่า CIS จะเป็นพวก Installation ก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ประเภทพวกมิกเซอร์หรือว่าเพาเวอร์แอมป์ ซึ่งตัวมิกเซอร์จะมีรูปทรงแบบแร็ค ใช้สำหรับงานติดตั้งโดยเฉพาะ และระบบพวกนี้ถ้าใช้กับระบบ Dante ก็จะมีการเชื่อมต่อได้สองรูปแบบ รูปแบบที่ผมต่อให้ดูตอนนี้เรียกว่าการเชื่อมต่อแบบ Daisy chain หรือว่าห่วงโซ่ของ Daisy คือพ่วงกันไปเหมือนดอก Daisy ซึ่งมีลักษณะกลมๆ ก็จะพ่วงกันแบบนี้ แต่เราจะไม่ลูปกลับมาต้นทางนะ เพราะ Daisy chain จะไม่ลูปกลับมาเหมือนกับ YDIF

     เนื่องจากระบบของ YDIF ทำงานแบบ Ring มันจึงต้องต่อกับตัวต้นทาง ซึ่งตัวนี้ไม่ใช่เพราะมันเป็น Daisy chain ไปทางเดียวไม่ต้องย้อนกลับมาหาต้นทาง ถ้าเป็น Dante ห้ามวิ่งย้อนมั้ย... ห้าม.. เพราะว่ามันวิ่งไปพร้อมกัน 512 ช่อง ถ้าลูปกลับมาต้นทางดาต้าจะเกิดการ

      สตอมมิ่งเลยนะ เกิดพายุข้อมูลทันที หรือกรณีที่ใช้เป็นระบบ Star หรือเราเรียกว่าการใช้ระบบ Redundant สวิตช์ A-B ตัวนี้จะทำงานโดยมีเน็ตเวิร์กสองวงรันพร้อมๆ กันในคราวเดียวกัน ฉะนั้นในกรณีชุด A ดับ ชุด B จะทำงานต่อเลย ถามว่าอันไหนยากง่ายกว่ากัน บางตัวจะง่ายแค่เสียบ ๆ อย่างเดียวจบ แต่โอกาสเสี่ยงมีมั้ยมีแน่นอน เยอะกว่าด้วย แต่เข้าใจมั้ยว่าเจ้าของเครื่องเช่าเขาใช้ระบบนี้ เพราะว่ามันประหยัดสาย ขี้เกียจยกไปเยอะ ขนาดสาย 100 เมตรไปเลยนะ นี่คือ 20 เมตรยกแค่นิ้วเดียว ซึ่งการเชื่อมต่อแต่ละแบบก็เป็นทางเลือกให้เราเลือกตามลักษณะงานที่เราต้องการ พวกเจ้าใหญ่เขาจะใช้แบบนี้ เพราะเขาต้องการเซฟ กันข้อผิดพลาด

    โครงสร้างความแตกต่างระหว่าง Dante กับ YDIF ตัว YDIF มันรันได้แค่ 16 ช่องแต่ตัว Dante มันรันได้ 512 ช่อง มันแตกต่างกัน ตัว YDIF จะทำงานแบบ Ring แต่ถ้าเป็น Dante จะเป็น Star ก็ได้หรือ Daisy chain ก็ได้ แต่ไม่ใช่ Ring อันนี้มันได้ยูนิตน้อยกว่า แต่อันนั้นได้เยอะกว่า อย่าง Dante ได้ถึง 20 ยูนิต เวลาที่เราใช้งานเราต้องใช้กับสวิตช์ที่เป็น managed ดีที่สุด แต่ผมก็แนะนำสวิตช์รุ่นนี้ ใช้มาหลายงานไม่เคยพลาด แต่ร้านเขาบอกไม่ค่อยมีขายด้วย มีคนมาบ่นให้ฟัง ไหนบอกแนะนำรุ่นนี้ไม่เห็นมีขายเลย รู้สึกเขาจะเปลี่ยนชื่อรุ่น แต่โครงสร้างข้างในไม่เหมือนกัน แต่ก็ใช้ได้ ตัวนี้มันเป็นสวิตช์ที่ขายทั่วไปในท้องตลาด ซึ่งตัวที่โชว์เนี่ยก็หาซื้อได้ทั่วไปไม่ต้องซื้อเฉพาะรุ่น ตัวนี้สามารถใช้กับระบบ Dante ระบบเสียงได้ปกติ แต่เราต้องตั้งระบบสวิตช์นิดนึง ซึ่งเราจะเรียกว่าแบบ managed สวิตช์ หมายความว่าสวิตช์ที่สามารถจัดการได้ ซึ่งระบบแบบนี้มันจะมีข้อดีมากกว่า แต่ข้อเสียราคามันจะแพงกว่าหน่อยนึง ถ้าเป็นสวิตช์ธรรมดาตัวนึงราคาประมาณ 2-3 พันบาท พอเป็น managed ปุ๊บราคา 8 พัน ต่างกันตั้ง 3-4 เท่า แต่ว่าดีกว่า ซึ่งเวลาใช้งานจริงมันคุ้มอยู่แล้ว ตัว managed สวิตช์มีจุดเด่นอีกอย่างคือมันสามารถสร้าง VLAN ได้ หรือว่า Virtual LAN ตัวอย่างฮับสวิตช์บางตัวที่อยู่ในบ้าน ก็สามารถตั้ง VLAN ได้นะ แบบเป็นวงๆ ภายในบ้านของเรา แล้วก็มีเรื่อง QoS, MutiCast รวมทั้งบางรุ่นสามารถเสียบโมดูลไฟเบอร์ออฟติกได้ ฉะนั้นทุกพอร์ตจะรองรับได้ถึง 1 กิกะบิต ทุกพอร์ต แต่ว่าในส่วนของตัวโพรเซสที่เราใช้แบบ Non-Blocking เราจะได้ถึง 20 กิกะบิต

     แต่ส่วนใหญ่ที่ผมดูมันจะรันได้ประมาณ 10 กิกะบิต (Gbps) บางรุ่นมีพัดลมบางรุ่นไม่มี แล้วแต่การใช้งานนะ ในการใช้งานด้านเสียงเขาไม่ชอบพัดลม เขากลัวเสียงมันดัง พวกนั้นหูไวนะ การเลือกสวิตช์ที่ดียังช่วยให้การทำงานของระบบเสถียรแล้วนิ่ง แล้วไม่เกิดปัญหาเรื่องจุก จิก เคยได้ยินเรื่อง Jitter มั้ย ในวงการเครื่องเสียงเขาคุยกัน เวลามันมีสัญญาณดังแป๊ะขึ้นมาที แต่มันมีผลต่อคุณภาพเสียงนะ พวกนั้นทำให้คุณภาพเสียงแย่ลง เดี๋ยวนี้วงการเครื่องเสียงบอกว่าต้อง Low Jitter ทำนองนี้นะ เขาฮิตคำๆ นี้มากขึ้น แต่ถ้าเป็นบอร์ดของยามาฮ่าเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นบอร์ด QL/CL หรือว่า Rio ก็ตาม ด้านหลังขั้วมันจะมีหัวเหมือนวงแหวน ที่มีหัวกดๆ คล้ายๆ หัวแจ็คไมค์ เหมือนปลอกหัวไมค์ หัวแบบนี้เราเรียกว่า etherCON เป็นของยี่ห้อ neutrik หัวมันจะคล้ายๆ เหมือนแจ็คไมค์ XLR ที่เราใช้ แต่ว่าข้างในมันจะเป็น RJ45 ซึ่งเราเรียกว่าหัว etherCON เวลาที่เราใช้งานระบบนะครับ กรณีนี้สวิตช์อยู่คนละจุดกัน สมมติมันอยู่ห่างกันหนึ่งร้อยเมตร ใช้สายพ่วงจากเครื่องที่หนึ่งมาหาเครื่องที่สอง คล้ายๆ เป็นอุโมงค์ ก็คืออุโมงค์ทางลอดตรงสี่แยก ลอดปุ๊บแล้วไปโผล่อีกที่นึงห่างไปอีก 100 เมตร อะไรแบบนี้ ซึ่งอันนี้ถ้าระยะไม่เกิน 100 เมตรใช้สาย LAN ได้ ถ้าเกิดระยะทางไกลกว่านั้นเป็นกิโล 2 กิโล ควรใช้ไฟเบอร์ออฟติก ซึ่งเชื่อมต่อผ่านโมดูล แล้วลิงค์ด้วยสายปกติ แทนที่จะใช้สาย LAN ทั้งหมด ส่วนข้อดีอื่นๆ ของระบบ managed สวิตช์ที่เราจะนำมาใช้ เราสามารถเซตให้พอร์ตบางพอร์ตทำงานเฉพาะด้าน

    ยกตัวอย่างแบบนี้ อาจจะทำงานกับระบบเสียง Dante กับตัวคอนโทรล ส่วนอีกข้างเชื่อมต่อให้วิ่งในส่วนของรีโมทคอนโทรล หรือว่าไปวิ่งในส่วนของอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีเฉพาะ managed สวิตช์เท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้ และมันทำเป็นวงๆ ได้หรือเรียกว่า VLAN ลักษณะเป็น VLAN1, VLAN2 กรณีใครจะเซตพอร์ตสวิตช์จะต้องเซตผ่านพอร์ตนี้เท่านั้น เขาจะไปเสียบช่องอื่นแล้วเซตไม่ได้ มันล็อคเอาไว้ ซึ่งระบบตัวฮับสวิตช์ ผมไม่สามารถจะเปิดให้ดูได้ เนื่องจากมันเป็น web base จะต้องเสียบจากเครื่องมันเท่านั้น ถึงจะมองเห็นหน้าจอว่าข้างในเซตอะไร หมายถึงต้องมีเครื่องมาแล้วถึงจะเสียบแล้วมองเห็น เวลาที่เรานำไปใช้ควรจะเซตฟังก์ชันบางอย่างที่อยู่บนนี้ ซึ่งเขาอาจจะเอาประโยชน์จากทั้งสองตัว ซึ่งอาจ จะอยู่คนละที่ เราสามารถสั่งคอนโทรลพอร์ตโดยใช้อีกพอร์ตต่อเข้ามา เช่นเส้นสีฟ้าคือเส้นคอนโทรล ส่งอุปกรณ์ไปทางโน้น ส่วนข้อมูลเสียงวิ่งพอร์ตหนึ่ง อันนี้คือรูปแบบการแบ่งแบบ VLAN

 

          แต่เวลาใช้จริงไม่จำเป็นต้องใช้ตัวนี้ก็ได้ แต่ถ้ากรณีเป็นระบบใหญ่ๆ ถ้าเป็นแค่คอนเสิร์ต เรายกแค่บอร์ดไปแล้วต่อสายต่อธรรมดาก็จบ แบบนี้ไม่ต้องเซตก็ได้ เพราะมันจะดูซับซ้อนเกินไป แต่ถ้าเราอยากทำระบบใหญ่ๆ ที่มีการแยกซีนออกไปทำนองนี้เราก็ต้องทำ ทีนี้ในเรื่องของการเซตระบบ ในการเซตฮับสวิตช์มันจะมีโค้ดลับมันอยู่ เวลาเราใช้สวิตช์ของ Cisco เราจะใช้แอดเดรสบนนี้ ดูว่าข้างในเซตค่าอะไรเอาไว้ ถ้าเข้าแอด เดรสอื่นจะเข้าไม่ได้ อันนี้ในคู่มือก็มี แต่ย่อให้ดู ซึ่งของ Cisco จะใช้คำว่า Cisco และ Cisco เสร็จแล้วก็ไปเซตหน้าตาในเครื่อง ซึ่งการเซตภาย ในจะคล้ายตัวอย่างการแบ่ง VLAN ซึ่งมีสีฟ้า สีแดง ซึ่งตัว VLAN เขาจะแบ่งออกเป็นกรู๊ป 1, 2, 3 โดยใช้ฮับสวิตช์ตัวเดียวกัน ซึ่งในการส่งเราจะทำในลักษณะส่งอีกจุดนึงไปหาอีกจุดนึงก็ได้ ตรงนี้อาจจะเป็น 1 Gbps แต่อีกที่อาจจะวิ่ง 10-20 Gbps เพราะฉะนั้นเรื่องสปีดความเร็วอุปกรณ์ต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง เพื่อให้ระบบเสถียร ในการตั้งระบบ สมมติเราจะทำ VLAN เราก็ตั้งเป็น VLAN1, VLAN2 เราก็เซตบนพอร์ตอีกครั้งว่าเราเซตเป็นเบอร์อะไร อันนี้เป็นเพียงหลักการคร่าวๆ ในการทำงานจริงเราต้องมาดูรายละเอียดอีกทีนึง

          มันมีคำนึงมาเกี่ยวข้องคือ Link Aggregations หรือ Link AG ตัวนี้ใช้เซตพวกระบบเน็ตเวิร์ก VLAN ลักษณะของมันจะทำหน้าที่แบ่ง กรู๊ป คงไม่ลงไปลึกนะ เดี๋ยว งง ไปใหญ่ เอาตรงนี้ดีกว่า ที่ได้ใช้แน่นอนคือ QoS ถ้าเราใช้บนเน็ตเวิร์ก Dante นะ ถ้าซื้ออุปกรณ์มาปุ๊บอย่างแรกที่ต้องทำคือตั้ง QoS ก่อน คือจัดลำดับความสำคัญเลยว่า Priority Clock Sync ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง อันที่สองตั้ง DHCP ให้สนใจเฉพาะ 4 Q นี้เท่านั้น นั่นก็คือ เวิร์ดคล็อค เป็นเบอร์ 1 แล้วจัดลำดับความสำคัญตามนี้ ไม่ว่าจะเป็น PPP หรือ CS7 เนี่ยให้ตั้งเป็นเบอร์ 1 คำว่า Priority high เนี่ยแปลว่าสำคัญมาก ไล่ลงมาสำคัญปานกลาง และสำคัญน้อยสุด ตรงนั้นเราไม่สนใจ คือตั้งแค่ 3 ตัวนี้ สวิตช์กับตัวตั้งไม่เหมือนกัน แต่ตัวโค้ด DHCP ใช้เหมือนกัน ทุกเครื่องจะเป็น Cisco หรือยี่ห้อะไรก็ใช้คำนี้เหมือนกัน CS7, CS6 เหมือนกัน หลักการง่ายๆ ก็คือเราเซตตรงจุดนี้เลยครับ

          สรุปเอายาชุดไป อย่าไปคิดมาก พูดมาซะเยอะ บอกเอายาชุด (ฮ่าๆ) กลัวไปหลงทางเอา... หลักการง่ายๆ อันดับแรกเซต QoS หรือ Quality of Service เป็น Advanced แล้วตั้ง CS7 เป็นเบอร์ 4 ส่วนตัว 56 กับ 48 เนี่ย ถ้าไปดูในตารางจะเห็นตัวเลขเบอร์ 8 เบอร์นี้ตั้งเป็นเบอร์ 3 เบอร์นี้ตั้งเป็นเบอร์ 4 ทุกตัว ตั้งตามนี้ใช้ได้ชัวร์ ถ้าทำไม่ได้แสดงว่าตั้งผิด ถ้าใช้งานดีๆ เน็ตเวิร์กล่ม เวิร์ดคล็อคล่วง ซิงค์หลุด แสดงว่าอะไร แสดงว่าเราไม่ได้ตั้งเวิร์ดคล็อคเป็นตัวหลัก หรือเราไม่ได้ตั้ง Q ให้มันสนใจเป็นอันดับแรก DHCP to Q หมายถึงให้ DHCP เป็นตัวหลัก สมัยก่อนเคยสงสัยมั้ย ตัว QoS มันคืออะไรนะ ทำไมต้อง Quality of Service ถ้าแปลตรงตัวแบบทื่อๆ คุณภาพของการบริการ เหมือนเวลาเอาเครื่องไปซ่อมต้องสนใจคุณภาพของการบริการใช่ป่ะ อันนี้ตั้งไว้เพื่อให้มันสนใจเรื่องเวลาเป็นหลัก ฉะนั้นถ้าระบบมีอะไรผิดพลาด ข้อมูลเพี้ยน เกิดการกระตุกอะไรทำนองนี้นะ มันจะจับฐานเวลาไว้ก่อน เอาตัวแรกไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เวิร์ดคล็อคหลุด เหมือนเราเดินสาย สายเวิร์ดคล็อคต้องเดินให้ดีๆ นะ สายอื่นไม่ต้องสนใจ (ฮ่าๆ) ดังนั้น DHCP ต้องเซตให้เป็นพลัสโหมด ต้องพลัสโหมดเท่านั้น เอาตามโพยนี้เลย ไม่ต้องไปคิดมาก สรุปมาให้เสร็จ

          ถ้าไปดูตามคู่มืออาจจะ งง แต่ถ้าดูในเอกสารที่ให้ไปในวันนี้จะเป๊ะมาก การทำตรงนี้มันเป็นเรื่องการทำ Multicast ด้วย การทำ Multicast เราทำแค่ IGMP Snooping ก็จบละ ไม่ต้องตั้งอย่างอื่นเลย แต่ถ้าเป็นของ Cisco รุ่น SG300 ที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ จะมีฟังก์ชันหนึ่งที่เรียกว่า บองจู กด On ซะแค่นี้เอง ถ้าเป็นสวิตช์ตัวนั้นจะมีฟังก์ชันนี้เลย แต่ถ้าเป็นยี่ห้ออื่นอาจจะไม่มี อันนี้เป็นรูปแบบของ IGMP Snooping คำๆ นี้มันมาจากอะไร IGMP ก็คือ Internet Group Multicast Protocol ก็คือเป็นกรู๊ปของอินเตอร์เน็ต กรณีตัวอย่างผมจะส่งกรู๊ปตัวนึง แบบ Multicast ไปหาบางตัว แต่อีก 2 ตัวไม่ได้ส่งไป เพราะฉะนั้นกลุ่มที่ผมส่งข้อมูลให้จะมีข้อมูลที่ถูกส่งจากต้นทาง อย่างเช่นมีสตูดิโอ 4-5 ห้อง เอาจากห้อง 1 ส่งไปให้ห้อง 2 ส่วนห้อง 3 และ 4 ไม่ส่งอะไรทำนองนี้ คือเป็นการส่งแยกเฉพาะจุด ระบบจะทำงานแบบนี้ได้สวิตช์ทุกตัวที่มาต่อในระบบต้องรองรับนะ ระบบ IGMP ไม่รู้ไปซื้อระบบอะไรมาปรากฎว่ามันใช้ไม่ได้ อันนั้นไม่ใช่อุปกรณ์ไม่รองรับนะ อยู่ที่ระบบโครงสร้างการเดินสายไม่ดีหรือเปล่า ตัวฮับสวิตช์ผิดพลาดหรือเปล่า

         ระบบ Dante ผมอยากจะย้ำอีกรอบมันรันทั้งหมด 3 เลเยอร์ แต่ถ้าหากสวิตช์ตัวนี้มันไม่รองรับ IGMP เวอร์ชัน 3 มันจะดร็อปตัวมันเอง โดยดาวน์เกรดตัวมันลงมาโดยอัตโนมัติ ตัว Dante เนี่ยมันไม่ใช่แค่เน็ตเวิร์ก ข้างในมันมีซีพียูด้วยนะ บอร์ดก็ส่วนบอร์ด ตัวเฟดเดอร์ก็มีซีพียูแยกหมด แต่ทุกตัวมันทำงานร่วมกันหมด วันนั้นเขาบอกว่า โอ้.! น้ำกาแฟหกมาทั้งถ้วย ทำไมเครื่องไม่น็อค เพราะมันเสียหายเฉพาะตัวซีพียูของเฟดเดอร์ที่โดนน้ำ แต่ซีพียูเมนบอร์ดยังไม่โดน เข้าใจใช่มั้ย ถ้าเฟดเดอร์กะดุกแต่เสียงไม่เป็นอะไร อันนี้เป็นยาชุดนะ ลองเอาไปอ่านดู เป็นวิธีการเซตอัพและวิธีการโคลนนิ่ง บางทีเราตั้งสวิตช์เสร็จแล้ว เราต้องการก๊อปปี้ไปใช้กับตัวอื่น เราขี้เกียจมาตั้งใหม่ทุกเครื่อง มันเมื่อย เพราะต้องเซตหลายอย่าง ผมแนะนำว่าเวลาทำเสร็จแล้วให้ดาวน์โหลดค่าคอนฟิกเก็บไว้ในคอมฯก่อน พอไปหาตัวถัดไปก็ก๊อปปี้ไปแปะ ก็คือพอตัวถัดไปก็โหลดคอนฟิกขึ้นมา แป๊บเดียวก็ทำเสร็จทั้งระบบ แนะนำให้ตั้งเหมือนกันหมดจะได้ไม่ งง ถ้าจะให้ดีเนี่ย หากอยากให้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวเนี่ยมอง เห็นหลายๆ ชิ้น ก็ตั้งไอพีแยกสิ เพราะเราตั้งไอพีแยกปุ๊บ จะรู้ว่านี่คือชั้นหนึ่ง นี่คือชั้นสอง ชั้นสาม ชั้นสี่ สตูฯ 1-2-3-4 และมีฮับสวิตช์อยู่ในแต่ละจุดอยู่แล้ว แต่ว่าทุกจุดอาจจะเชื่อมต่อผ่านไฟเบอร์ออฟติกก็ได้ จากจุดหนึ่งถึงจุดหนึ่งอาจจะใช้ไฟเบอร์ออฟติกเพราะมันไกลกันใช่มั้ย แต่ถ้าตึกนี้มีสองห้องอาจจะพ่วงกันง่ายๆ ก็ได้ ระบบที่เราจะต่อ ต้องใช้ฮับสวิตช์สองตัว บางกรณีอาจจะใช้ถึงสี่ตัวคือ Tier จุดนึงอาจจะมีสเต็ปที่ 1-2 แค่ใช้สวิตช์สามตัวเอง แล้วรัน 1ms สบายๆ ไม่จำเป็นต้องไปรันที่ 5ms นะ ระบบ 10 สวิตช์นั้นไม่จำเป็น

         แต่อาจจะมีบางคนบอกว่า ทำ VLAN ได้ ทำแบบนี้สิ ถ้าทำแบบนี้มันจะ Redundant ยังไง ระบบตัวอย่างที่ต่อเนี่ยมันมี Redundant เพราะมีฝั่งซ้ายและขวา แต่แบบนั้นมันกลายเป็นซ้ายขวาไปอยู่ในหัวเดียวกัน แบบนี้ผมไม่แนะนำให้ทำนะ (ฮ่าๆ) แบนไปเลยนะ ไม่แนะนำให้ไปทำ เข้าใจนะ เดี๋ยวผมจะให้ดูเรื่องนี้ สำหรับตัวฮับสวิตช์มีค่าดีเลย์เฉพาะตัวเท่ากับ 0.15ms หรือ 150µsec. มันมีผลนะแต่บังเอิญว่า Daisy chain เราสั้นไง มันนิดเดียว นี่ขนาดผ่านโพรเซสในบอร์ดแล้วนะ มันแทบจะไม่รู้สึกเลย ถ้าถามว่ามันดีเลย์เยอะมั้ย ก็ไม่เยอะ ถ้าถามว่าทำไมถึงใช้ได้ มันแยกไม่ออก แต่มันดีเลย์ และมันใช้ได้ ผมรู้เพราะผมฟังปุ๊บก็รู้ว่ามันดีเลย์ คือมันน้อยมากแค่หน่วย ms เอง ซึ่งความรู้สึกเราแยกไม่ออกไง เมื่อสักครู่มีคำถามว่าเรื่องค่า Latency จะเช็คยังไง สเตตัสเท่าไหร่ เมื่อกี้กำลังพูดถึงเรื่องว่า แต่ละบอร์ดแต่ละ I/O ที่เชื่อมต่อเข้าไปเนี่ย มันกินแบนด์วิดธ์เท่าไหร่ มันอยู่ที่ว่าใช้ข้อมูลเท่าไหร่ มันเป็นตัวบอกค่า Utilize ของขาส่งและขารับ จำนวนกี่ Mbit/s ตัวอย่างเช่น 35 mbps, 47 mbps มันยังไม่ถึงขอบเขตของ 100M เลย นี่คือแต่ละพอร์ตของแต่ละเครื่องนะ ในตัวอย่างนี้เครื่องที่ 1 คือ CL5 ถ้าผมไปดูบนเครื่อง QL5 กลับดู Utilize น้อยกว่า เพราะผมส่งไปแค่สองช่องเอง ขาออกของบอร์ดนี้ส่งออกไปเกือบ 20 ช่องจากบอร์ดที่ 1 แต่บอร์ดที่ 2 ผมส่งไปแค่ 2 ช่องมันเลยใช้แค่ 5 mbps