งานสัมมนา Dante Network & Dante Via (07 - 09)

 . . . ตอนที่ 9 . . .

“ Latency แต่ละเครื่องเซตไม่เท่ากัน ตัวนึงเซตไว้ที่ 250µsec. ส่วนอีกตัวเป็น 1ms

ถ้าทำงานไลฟ์ซาวด์แนะนำว่าให้ตั้งค่า Latency เอาไว้ต่ำๆ ”

... (เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว..)

วิทยากร : คุณศักดิ์ชัย ชัยประภาทอง และทีมงาน Audinate 

           ตัวอย่างอันนึง อันนี้เป็นแมนเนจสวิตช์ หรือสวิตช์ที่มีการจัดการได้ ข้อดีของมันคือจะมีส่วนที่เรียกว่า QoS หรือว่า Quality of Service ซึ่งตัวนี้จะช่วยให้เราสามารถจัดลำดับความสำคัญหรือ DHCP จัดได้ถึง 4 คิว ซึ่งแต่ละตัวสามารถที่จะทำให้สัญญาณที่วิ่งผ่านแต่ละพอร์ตของ Dante ได้ถึง 500 แชนเนลต่อพอร์ต และยังมีฟังก์ชันอีกตัวนึงที่อยู่ในสวิตช์ตัวนี้เรียกว่า IGMP snooping ตัวนี้จะใช้ในการจัดการส่งข้อมูลแบบ Multicast ตัวอย่างก็จะเป็นสวิตช์ Cisco SG300-20 มีใครสงสัยเรื่องสวิตช์และสายเคเบิลไหมครับ การเชื่อมต่อสายระยะสั้นจะต่อยังไง เมื่อสัก ครู่การ Coupling มันมีอยู่สองแบบ อันนึงเป็นแบบบล็อค ตัวนั้นมันดีไซน์ออกมาใช้กับพวก EtherSound มันจะวิ่งได้ราวๆ 100Mbps ถ้าจะใช้ถึง 1 Gbps จะต้องใช้สวิตช์แบบตัวอย่างที่โชว์อยู่ตรงนี้ ถ้าเป็นไปได้หากว่าเราไม่สามารถนำสายสองท่อนมาต่อกัน เราใช้สายยาวๆ มาต่อกันปลอดภัยกว่า ผมเข้าใจว่าเวลาเราใช้งานจริงๆ มันมีโอกาสหักใช่มั้ย ลองคิดเรื่องระยะทางและคุณภาพของสายด้วย ยิ่งมีจุดข้อต่อมากเท่าไหร่สัญญาณยิ่งหาย

           มีผู้ถามว่า... ถ้าผมใช้ระยะสั้นๆ แต่สายมันอยู่ในม้วนประมาณ 100 เมตร มันจะมีผลต่อสัญญาณหรือไม่... วิทยากรตอบว่า ถ้าใช้สายแบบชีลด์ไม่มีปัญหา แม้ว่าสายมันอยู่ในม้วนที่เก็บก็ตาม แต่แนะนำว่าควรจะเป็นสายแบบชีลด์นะ ถ้ากรณีเป็นสายไม่มีชีลด์มันจะเหมือนทอง แดงมัดรวมกันแล้วจะมีสนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำ... มีผู้ถามว่า... เราจะต่อกันเป็นวงกลมเหมือนเป็น EtherSound ได้มั้ย... วิทยากรตอบว่า ไม่ได้นะครับ ต้องบอกว่าระบบ Dante ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เชื่อมต่อแบบ Loop หรือการต่อแบบ Ring Loop เราใช้ Star ก็ได้ ใช้ Daisy chain ก็ได้ ถ้าจะทำเป็นระบบสำรองแบบ Redundant ใช้เป็นสวิตช์ดีกว่า สำหรับเรื่อง Dante ที่เป็น Redundant เราจะพูดทีหลัง เราแนะนำให้ใช้ระบบ Standing key ดีกว่า

          ต่อไปจะพูดถึงเรื่องการเซตอัพระบบเน็ตเวิร์ก Dante ในการเซตอัพเพื่อใช้งาน เราจะใช้ซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งที่เรียกว่า Dante Controller ซึ่งซอฟต์แวร์ตัวนี้จะต้องดาวน์โหลดจากเว็ปไซต์ออดิเนทแล้วนำมาติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ สามารถติดตั้งได้ทั้งระบบแมคฯ และ Windows ภาย ในซอฟต์แวร์สามารถตั้งชื่อ จ่ายไอพีแอดเดรส ตลอดจนการมอนิเตอร์อุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่อในระบบเน็ตเวิร์กทั้งหมด รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน สามารถเช็คผ่านซอฟต์แวร์ตัวนี้

          ในส่วนของการเซตอัพ เราจะใช้ซอฟต์แวร์ Dante Controller ตัวนี้ดาวน์โหลดฟรี ไปดาวน์โหลดมาเล่นได้เลย แต่ว่าซอฟต์แวร์ตัวนี้ถ้าเราไม่ได้เชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์กเราจะมองไม่เห็นอุปกรณ์ บางคนบอกผมไปดาวน์โหลดมาแล้ว ไม่เห็นมีอะไรในหน้าจอเลย เผอิญว่าอุปกรณ์ต่างๆ มันต้องออนไลน์อยู่ด้วย ตัวนี้จะทำหน้าที่จัดทิศทางของสายหรือทำการเราท์ติ้ง รวมถึงการทำเวิร์ดคล็อค sync. การตั้งชื่อ การมอนิเตอร์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเน็ตเวิร์ก เราแนะนำว่าใครที่ใช้ Dante ควรจะใช้ซอฟต์แวร์ตัวนี้ด้วย ในส่วนนี้อย่างการติดตั้ง ในตัวอย่างจะเป็นด้านหลังของเครื่อง MTX5D และ MRX ด้านหลังก็จะมี DIP สวิตช์ ถ้าเกิดเราใช้งานระบบไม่ใหญ่มาก สวิตช์ที่เขาเซตมาให้ก็โอเคแล้ว เหลือแค่ว่าปรับยูนิตไอดี ตัวยูนิตไอดีจะเหมือนลูกบิดหมุนๆ เวลาที่เราเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกัน จะต้องใช้สายหนึ่งเส้นต่ออุปกรณ์หนึ่งเครื่อง ทางเลือกแรกในการเซตคือ การตั้งค่า DHCP เซิร์ฟเวอร์ ทางเลือกนี้จะคล้ายๆ กับ Wi-Fi เราท์เตอร์ที่มีการแจกจ่ายไอพีให้กับคอมพิวเตอร์ทุกๆ เครื่อง ซึ่งเราสามารถควบคุมและมอนิเตอร์ระบบได้ ในกรณีที่เป็นเน็ตเวิร์ก Dante บางอย่างเราต้องกำหนดค่าเอง เช่น iPad หรืออุปกรณ์สื่อสารที่สามารถเชื่อมต่อกับ DHCP เซิร์ฟเวอร์ ตรงนี้จะเป็นตัวอย่างอีกอันนึงที่จะนำระบบมาใช้งาน ซึ่งตัว Wi-Fi เราท์เตอร์เป็นตัวจ่ายไอพีแอดเดรสด้วยวิธี DHCP เซิร์ฟ เวอร์

           ปกติในระบบใหญ่ๆ เขาจะมีคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็น DHCP เซิร์ฟเวอร์อีกตัวนึง แต่ตรงนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ซึ่งใช้ Wi-Fi เราท์เตอร์เป็นตัวทำหน้าที่ในการจ่าย DHCP เซิร์ฟเวอร์ โดยจ่ายให้ระบบทั้งหมดทุกชิ้น อันนี้ไม่ใช่เป็นการส่งข้อมูลเสียงนะ ข้อดีของมันก็คือ สามารถคอน โทรลได้ด้วย และเป็นตัวจ่ายไอพีให้กับอุปกรณ์ที่อยู่ในวงเน็ตเวิร์กนี้ ทุกวันนี้เราก็ใช้กันอยู่แล้วนะสำหรับ DHCP เซิร์ฟเวอร์ ตามบ้านเราเคยใช้มั้ย 192.168.0.1 อะไรทำนองนี้ พวก Wi-Fi เราท์เตอร์ที่เราใช้ตามบ้านน่ะ พวกนั้นก็ถือว่าเป็น DHCP เซิร์ฟเวอร์แบบนึง ช่วงนี้คุณศักดิ์ชัย กล่าวเสริมว่า ในหน้าจอทางซ้ายมือที่เราเห็น เป็นตัวอย่างของซอฟต์แวร์ Dante Controller ตอนนี้เขากำลังตรวจสอบว่าตอนนี้สัญญาณเวิร์ด คล็อคซิงค์กันหรือยัง สังเกตในภาพจะเป็นไฟเขียวทั้งหมด มีตัวนึงที่เป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อคอยู่ตรงนั้น และจะเห็นตัวเลขไอพีแอดเดรสที่ทาง DHCP เป็นตัวจ่ายมาให้ ในหน้าจอ Router ของตัว Dante Controller เราสามารถที่จะกำหนดทิศทางให้วิ่งไปที่ไหนก็ได้ โดยมันจะมีจุดให้เรามาร์กตำแหน่ง คือจากนี้ไปเราไม่ต้องมานั่งถอดสายแล้วนะ สายมันเสียบอยู่ในระบบอยู่แล้ว เพราะสัญญาณมันถูกเราท์เตอร์ตามเส้นทางที่ผู้ใช้กำหนด

          สังเกตว่ามันจะเป็นเครื่องหมายติ๊กถูกสีเขียวๆ ผ่านวงกลมๆ ตัวนี้จะบอกว่า ขาเข้าสัญญาณเข้าที่ไหนไปออกที่ไหน เป็นส่วนที่ทำหน้า ที่ทรานสมิท ซึ่งเป็นตัวที่จะส่งออกมา แล้วจะไปรีซีฟเวอร์ตรงไหน นี่เป็นการกำหนดทิศทางของเสียง หน้าจอของตัว Dante Controller จะบอกทุกอย่าง อย่างในนี้คือ Device Info. จะเป็นจุดที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่เราเชื่อมต่อ เป็นเครื่องรุ่นอะไร เป็นเฟิร์มแวร์รุ่นไหน รวมถึงเรื่องของไอพีแอดเดรส ว่าเป็นหมายเลขอะไร และมีตัวเลขนึงมันจะมีตรงนี้คือ 1Gbps ถ้าสายไหนก็ตามถ้าเสียบเข้าไปแล้วไม่ขึ้น 1 G ถือว่าใช้ไม่ได้ ซึ่งเป็นวิธีการตรวจสอบระบบง่ายๆ เลย เสียบมาปุ๊บขึ้นฟ้องว่า 100M แปลว่าใช้ไม่ได้ ถอดออกได้เลย แล้วเปลี่ยนเส้นใหม่ บางทีเราใช้ไปนานๆ ขั้วต่อมันหลวมอะไรแบบนี้ อาจจะมีปัญหาได้ อันนี้นอกจากที่เราจะใช้เช็คว่า สัญญาณเวิร์ดคล็อค ตัวไหนในระบบทำงานได้ดีแล้วหรือยังนั้น เรายังสามารถตรวจสอบได้ว่าตัวไหนเป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อค สังเกตว่าตัวนี้เขาใช้ MTX5D เป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อค เขาจะติ๊กเอาไว้ว่า Prefer Master ฉะนั้นตัวนี้จะทำหน้าที่จ่ายสัญญาณหลัก แต่ในที่นี้เราใช้ MRX7-D เป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อค

          ในการเซตแบบอื่นอาจจะตั้งเพื่อเป็นการหาเบอร์สองสำรองไว้ กรณีที่ MRX7-D สัญญาณหลุดหายไป ตัวที่สองที่มีการติ๊ก Prefer Master เอาไว้นั้น ก็จะทำหน้าที่แทน ในกรณีที่ตัวที่หนึ่งไม่อยู่ ระบบมันจะเดาสุ่ม โดยระบบมันจะ Discovery เอง เพื่อกำหนดให้ตัวใดตัวหนึ่งเป็นมาสเตอร์ ในกรณีนี้อาจจะเป็นตัว Rio ก็ได้ เดี๋ยวจะบอกวิธีสังเกตอีกทีว่าตัวไหนเป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อค… ช่วงนี้วิทยากรได้ทำการสาธิตด้วยการดึงสายออกไป เพื่อให้เห็นว่าระบบซอฟต์แวร์จะแสดงผลการทำงานอย่างไร จริงๆ รูปลำโพงที่เป็นกากบาทสีแดง จะเป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่าง นั่นคือมีความผิดปกติในระบบเกิดขึ้น ตรงนี้มีข้อสังเกตอีกนิดนึงนะ ถ้าเราไปติ๊กตรงคำว่า enable sync. to external ตัวเดียวโดดๆ โดยที่ไม่มีการกำหนด Prefer Master ตอนนี้สัญญาณจะหลุดทันที แนะนำว่าให้ติ๊กสองอันเลย ถ้าใช้งานแบบนี้แนะนำให้ติ๊กสองตัวเลย อย่าไปติ๊กตัวเดียว... มีผู้ถามว่า... มันจะเลือกตัวไหนก่อน... วิทยากรตอบว่า... มันจะเลือกตัวที่มีการกำหนดเป็น Prefer Master เป็นตัวแรก กรณีนี้ MRX7-D ถูกกำหนดไว้เป็น Prefer Master ตัวนึง ถ้าเราไป Prefer Master ที่ตัว MTX ด้วยเนี่ย ระบบก็จะเลือกระหว่างสองตัวนี้เป็นแคน ดิเดท ก็จะเลือกระหว่างตัวที่หนึ่งกับตัวที่สองเท่านั้นก่อน ยกเว้นว่าตัวที่หนึ่งและตัวที่สองไม่มีเลย ในระบบไม่มีการติ๊ก Prefer Master เลย เราควรจะเลือกตัวไหนก็ได้ให้เลือกมาตัวนึง เพราะฉะนั้นความสำคัญก็คือควรจะติ๊ก Prefer Master เป็นตัวหลัก อย่างเช่น กรณีที่ใช้มิกเซอร์ก็ต้อง Prefer Master ไม่ใช่ตัว Rio เป็นตัว Prefer

          ปกติเราจะเลือกมิกเซอร์เป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อค เวลาเปิดขึ้นมาไม่แน่ว่าตัวใดตัวหนึ่งมันอาจจะเป็นเวิร์ดคล็อคก็ได้ หน้าจอต่อไปก็น่า สนใจ ที่เมื่อสักครู่มีคนถาม แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า Latency จะเซตยังไง ตรงนี้ดูนะครับว่า Latency แต่ละเครื่องเซตไม่เท่ากัน ตัวนึงเซตไว้ที่ 250µsec. ส่วนอีกตัวเป็น 1ms เราสามารถตรวจสอบอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันว่ามีแบนวิดธ์เท่าไหร่ ตัวอักษรที่โชว์ bw นี่คือแบนวิดธ์ ถ้าตัวไหนฟ้องเป็นสีแดงให้ไปเช็คได้เลยที่อุปกรณ์ตัวนั้นอาจจะมีปัญหา ถ้าเราดับเบิลคลิกที่อุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่ง มันก็จะโชว์รายละเอียดต่างๆ ของอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นอีกหน้าต่างหนึ่ง ซึ่งมันจะบอกข้อมูลว่ามีการปรับแต่งอะไรบ้าง เมื่อมีการป้อนเสียงผ่านระบบ จะเห็นไฟแสดงผลสัญญาณอินพุตเข้ามาเป็นออดิโอ Rio ช่องที่ 4 (ตัวอย่างกรณีศึกษา) ซึ่งจะเห็นเป็นไฟสีเขียวเป็นรูปลำโพง จากนั้นวิทยากรได้พยายามเช็คสัญญาณไมค์หลายครั้ง และเปิดเพลงเพื่อส่งสัญญาณเข้าไปในระบบ ซึ่งมีการ assign ให้สัญญาณออกที่แชนเนล 1-2 ของบอร์ด CL3 ก็จะเห็นว่าแชนเนล 1-2 มีสัญญาณออกมา นอกจากจะใช้กำหนดทิศทางของสัญญาณแล้ว ตรงนี้เราสามารถตั้งชื่อได้ด้วย เพื่อให้รู้ว่าแชนเนลที่เข้ามามันเป็นสัญญาณอะไร สามารถจะตั้งชื่อได้ ระบบสามารถเช็คได้แม้กระทั่งสัญญาณรบกวน อุปกรณ์ที่ทำการเชื่อมต่อนั้นสามารถเปลี่ยนชื่อก็ได้ ตอนนี้มิกเซอร์ CL3 ก็กลายเป็นบอลรูมมิกเซอร์ไปแล้ว

          คราวนี้ตัว Latency ที่ปรากฎบนจอก็จะเป็นค่าจากผู้ใช้ตั้งเอาไว้ นั่นคือ 250µsec. ถ้าทำงานไลฟ์ซาวด์แนะนำว่าให้ตั้งค่า Latency เอาไว้ต่ำๆ และจะใช้สวิตช์โหมด ซึ่งในที่นี้กำหนดเป็น Daisy chain ซึ่งคำว่า Daisy chain หมายถึงการใช้การ์ดภายในตัวมันเองทำหน้าที่เป็นสวิตช์ ถ้าเป็นอีกโหมดจะผ่านสวิตช์ภายนอก สวิตช์ตัวนี้หมายถึงสวิตช์ในตัวเครื่อง หมายถึงทำให้ภายในตัวเครื่องกลายเป็นสวิตช์ ถ้าใช้ภาย นอกเราจะเซตเป็นโหมด Redundant ระบบยังมี Log file ที่ใช้เก็บข้อมูลการใช้งานหรือปัญหาไว้ในระบบอีกด้วย ทำให้เราสามารถส่งข้อมูลไปให้ทางออดิเนทวิเคราะห์ ว่าระบบของเราเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับเน็ตเวิร์ก ทำให้เราสามารถส่งข้อมูลว่า ช่วงเวลานี้เกิดปัญหาอะไรบ้าง ในกรณีที่ไม่ต้องการใช้งานเราสามารถลบทิ้งได้เลย... ช่วงนี้วิทยากรถามว่า... สงสัยเรื่อง Dante Controller ไหมครับ... ผู้เขียนถามว่า... เราสามารถคอนฟิกไอพีเองได้ไหม เพราะวิทยากรพูดเฉพาะ DHCP ซึ่งเป็นการสุ่มแจกไอพีให้กับเครื่องต่างๆ... วิทยากรตอบว่า... ทำได้ เราสามารถเซตไอพีเองได้ด้วยโหมด Static IP อันนี้เป็นการคอนฟิก IP แบบ Manual ซึ่งจะมีให้เลือก 2 โหมด Static กับ Dynamic ถ้าเป็น Dynamic จะเป็นออโต ส่วน Static เป็นการกำหนดด้วยมือเราเอง

         มีข้อแนะนำอย่างหนึ่ง อย่างที่บอกว่า ถ้าจะใช้ Static คือในกรณีเราต้องการเซตระบบให้มีความปลอดภัย อย่างเช่นในห้องประชุม เราไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าข้อมูลที่เราส่งไปเป็นอะไร คือเข้ามาแฮ็กข้อมูล ซึ่งตัว Static ไอพีจะทำให้ไม่รู้ว่าเป็นห้องไหน แต่ถ้าใช้งานทั่วไป ถ้าใช้เป็นออโต้เมติกจะง่ายกว่า คือเสียบปุ๊บก็จะหาไอพีแอดเดรสเอง แจกจ่ายไอพีให้ระบบเอง ซึ่งจะใช้งานง่ายกว่า ถ้าหากว่าเราไม่ซีเรียสเรื่องความปลอดภัยนะ... มีคนถามว่า... ทำไมจึงมีไอพีแอดเดรสสองฟาก... คำตอบคือ ฟากทางซ้ายเป็นเน็ตเวิร์ก Primary หรือเป็นตัวหลัก ส่วนทางขวาเป็น Secondary เป็นเน็ตเวิร์กสำรอง เนื่องจากเรารันแบบ Redundant โหมด วันนี้เราใช้สวิตช์สองตัว สวิตช์ตัวแรกเป็น Primary เน็ตเวิร์ก ตัวที่สองเป็น Secondary เน็ตเวิร์ก เป็นเน็ตเวิร์กสองชุดอยู่ในแร็คเดียวกัน ก็แบ่งไปสองช่องจะตั้งแอดเดรสอะไรก็ได้

         เนื้อหาต่อไปเราจะพูดถึงเรื่อง Latency แล้วค่อยพูดถึงเรื่อง Redundant และหัวข้อขั้นสูงในลำดับต่อไป นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้ดู ในกรณีที่เราเซต จะทำยังไงให้มันพอดี สำหรับชุดนี้จะใช้อุปกรณ์สวิตช์ไม่เกินสิบชิ้น ตรงนี้จะเซต Latency เป็น 1ms ในกรณีที่เราต่อสวิตช์เป็นสิบตัว มันจะมีความเป็นไปได้ของอุปกรณ์เท่าไหร่ คำตอบคือประมาณ 2,000 ชิ้นเยอะทีเดียว

         ตามที่กล่าวไปแล้วพวก Latency ต่ำๆ จะเหมาะกับงานไลฟ์ซาวด์ เราสามารถเซตให้ตัวอุปกรณ์ Rio ตัวนี้ทำงานที่ระดับ 250µsec. ได้ ตัวมิกเซอร์ก็ตั้งในระดับเดียวกันได้ เผื่อว่าเวลาเราทำมอนิเตอร์ไปด้วย มันจะได้ไม่เกิดปัญหาสัญญาณช้า ขอแนะนำให้ตั้ง 250µsec. สำหรับพวกอินเอียร์ พวกมอนิเตอร์ ข้อควรระวังคือ สมมติเราเซตตัวนึงเป็น 250µsec. แล้วนำเอาระบบเน็ตเวิร์กของเราไปเชื่อมกับระบบที่ตั้ง Latency เป็น 1ms ฉะนั้นค่า Latency จะกลายเป็น 1ms ดังนั้นต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย ระบบมาตรฐานทั่วไปก็จะอ้างอิงตัวที่มีค่า Latency มากสุด หรือสัญญาณช้าที่สุด สมมติที่บ้านเรามี Wi-Fi เราท์เตอร์ใช่มั้ย เราใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เชื่อมต่อเข้าตัวเราท์เตอร์ที่บ้าน สปีดความเร็วจะยึดกับตัวที่ช้าที่สุด สมมติเราซื้อมา 300M อาจจะเหลือเพียง 65M เนื่องจากว่าโทรศัพท์มือถือเนี่ยมันรันได้ 65M ตรงนี้ใช้ซอฟต์แวร์คอนโทรลเลอร์เช็คได้ว่าค่า Latency ระบบเป็นเท่าไหร่ ในตัวอย่างนี้ จะมีสัญญาณที่วิ่งมาจากมิกเซอร์ CL3 มาที่ตัว MRX7-D ก็จะตั้งค่าเอาไว้ 1ms ในความเป็นจริงระบบจะตั้งได้ต่ำสุดประมาณ 300µsec. ไม่ใช่ที่ 1ms ทั้งๆ ที่เราตั้งไว้ที่ 1ms ใช่มั้ย แต่ในที่นี้มันจะปรับมาเป็น 354µsec. นอกจากนั้นเรายังสามารถตรวจเช็คค่า Latency ด้วยว่าแต่ละอุปกรณ์มีการตั้งค่า Latency เอาไว้เท่าไหร่ วิธีคิด Latency มันจะบวกรวมไปเรื่อยๆ ตามจำนวนอุปกรณ์ที่เรานำไปเชื่อมต่อ

         สำหรับ Latency เราจำเป็นต้องตั้งเอง เราจะใช้ค่าประมาณเท่าไหร่ก็ป้อนกำหนดเข้าไปใน Dante Controller ซึ่งเขาจะมีระบุให้เราทราบเหมือนกันว่า ในกรณีที่ตั้ง 1ms จะใช้กับอุปกรณ์ไม่เกินกี่ชิ้น ซึ่งนับได้สูงสุดไม่เกิน 8 ตัว ก็คือใช้สวิตช์ 8 จุด ในกรณีที่ตั้งค่า Latency ต่ำเกินไป ก็จะเกิดปัญหาความไม่เสถียรของระบบ มันจะเกิดการดร็อปเอาต์แล้วทุกอย่างก็จะเงียบสนิท ยังไงก็ดีเราสามารถใช้ Dante Controller เป็นตัวมอนิเตอร์ในระหว่างการใช้งานได้ จริงๆ ในระบบซอฟต์แวร์มันก็เตือนอยู่แล้วนะ ถ้าตั้งค่าต่ำเกินไปมันจะแจ้งสีแดงเตือน มันจะ mute เสียงให้โดยปริยาย ถ้าตั้งสูงเกินไม่เป็นไร แต่มันจะช้า ซึ่งจะเกิดปัญหาดีเลย์นั่นเอง ฉะนั้นเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน เมื่อสักครู่ที่บอกว่าตั้งได้ 250µsec. ในกรณีที่ลากสายไกลๆ ผ่านไฟเบอร์ออฟติก มันอาจจะทำไม่ได้ ค่า Latency มันอาจจะเพิ่มมากขึ้น เพราะโมดูลของไฟเบอร์ออฟติกก็มีค่า Latency ของตัวเองอยู่ภายใน คืออุปกรณ์ในระบบเน็ตเวิร์กมีค่า Latency เฉพาะอุปกรณ์อยู่แล้ว จะมากหรือจะน้อยเท่านั้นเอง

          ระบบ Redundant หรือระบบเน็ตเวิร์กสำรอง ระบบนี้จะใช้สวิตช์สองตัวเป็น Primary กับ Secondary จุดแข็งของระบบนี้คือ ในกรณีที่ตัว Primary มีปัญหาระบบมันจะไม่ล้ม หรือสายหลุดก็ตามตัว Secondary จะทำงานแทน แต่ข้อเสียคือ เราต้องซื้อสวิตช์มาสองชุด ตัวนี้ไม่สามารถใช้ Daisy chain ได้ เพราะว่าเรา assign เครื่องทุกตัวเป็นโหมด Redundant ทั้งหมดแล้ว อันนั้นมีข้อเตือนนิดนึง อย่าเอา Primary เน็ตเวิร์กกับ Secondary เน็ตเวิร์กไปเชื่อมถึงกัน เพราะว่าเป็นคนละวงกัน เรื่องที่สองมันจะทำให้ข้อมูลที่อยู่ในทั้งสองเน็ตเวิร์กวิ่งมารวมกัน มันจะเกิดการโอเวอร์โหลด แนะนำว่าแยกกันคนละวงดีแล้ว เพื่อความปลอดภัย จากนั้นวิทยากรได้สาธิตการเปิดเพลงผ่านระบบ Dante พร้อมกล่าวว่า ที่ผมเล่นเพลงเล่นมาจากตัว USB ผ่านมิกเซอร์ แล้วมิกเซอร์ทำการแปลงสัญญาณส่งผ่านเน็ตเวิร์ก ซึ่งจะวิ่งไปที่ตัวสวิตช์ และเน็ตเวิร์กจะส่ง ผ่านตัว MRX เป็นตัวทำหน้าที่เป็นโพรเซสเซอร์ วิ่งเข้าไปที่แอมป์แล้วค่อยออกสู่ลำโพง วิทยากรสาธิตให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ชม ก็คือเขาลองใช้วิธีถอดปลั๊กของสวิตช์ออกจากเครื่องเลย แต่ยังคงให้สวิตช์หนึ่งทำงานต่อไป วิธีนี้เป็นหลักการจำลองว่า เมื่อระบบมันล่มจะเกิดผลอย่างไร ผลปรากฎว่าทุกอย่างก็ปกติดี เนื่องจาก Secondary จะทำงานแทนตัว Primary เน็ตเวิร์กนั่นเอง

อ่านต่อตอนจบ