งานสัมมนา Dante Network & Dante Via (07 - 09)

  . . . ตอนจบ . . .

“ Dan dugan จะเป็นตัวควบคุมอินพุตเกน โดยมันจะแชร์ระดับความดังร่วมกันเป็นชุดเดียว

ซึ่งเบื้องหลังมันจะมีการปรับอีคิว เพื่อให้เกนทางเอาต์พุตไม่ก่อปัญหา ”

วิทยากร : คุณศักดิ์ชัย ชัยประภาทอง และทีมงาน Audinate

          วิทยากรกล่าวว่า สังเกตว่าสาย Primary มันหายไปหนึ่งเส้น มันจะฟ้องคำว่า Link Down ซึ่งแปลว่าสัญญาณหายไป ตอนนี้ Secondary ทำงานแทน แล้วเราก็หาสายดูว่าตรงไหนที่มันมีปัญหา อันนี้งานเข้าแน่นอนถ้าสายปลั๊กไฟหลุด จะเห็นว่าสัญญาณ Primary จะหายไป ตอนนี้เสียงที่ได้ยินอยู่จะเป็นส่วนเน็ตเวิร์ก Secondary เนื่องจากระบบเป็นแมนเนจสวิตช์มันจะใช้เวลาบูตตัวเองสักพักนึง ซึ่งมันจะค่อยๆ มาทีละตัว ตะกี้ตัวเลขมันจะเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน ตัวสวิตช์มันเพิ่งเริ่มทำงาน ค่า Latency เกิดขึ้นเยอะนิดนึง เมื่อระบบเข้าที่สวิตช์ก็จะวิ่งกลับมาเข้าที่เหมือนเดิม โดยไม่ต้องทำอะไร มีคนถามว่า ถ้าผมต้องการเพิ่มอุปกรณ์เข้าไปในระบบผมต้องเซตค่า Latency เพิ่มในอุปกรณ์มั้ย... วิทยากรตอบว่า ถ้าเพิ่มแค่ชิ้นสองชิ้นไม่เป็นไร แต่ถ้าเพิ่มฮับสวิตช์เข้าไป จะเป็นการเพิ่มระบบซ้อนกันอีกชั้น ต้องเซต Latency ทุกตัวให้มีค่าเดียวกันทั้งระบบ สำหรับค่า Latency ที่ต้องเซตเนี่ย ก็แค่ว่าจากอุปกรณ์ตัวหนึ่งไปหาอุปกรณ์ตัวนึงมันมีค่า Latency เท่าไหร่ เราก็เซตให้ตรงกับการใช้งานเท่านั้นเอง แต่ในระบบเดียวกันอาจจะมีหลายๆ Latency ก็ได้ อย่างในตัวอย่างที่ดูกันในวันนี้ ในระบบที่เราใช้จะตั้งเป็น 250µsec. จากสวิตช์มาหาอุปกรณ์ตั้งเป็น 1ms คือมันผสมกันได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเลขเดียวกันหมดทุกเครื่อง

           ต่อไปจะพูดถึงเรื่องแบนวิดธ์ซึ่งในช่วงเช้ามีผู้ถามคำถามนี้ เดี๋ยวเรามาศึกษาในหัวข้อนี้กันเลย อย่างแรกวิธีการคำนวณโฟล์ว ซึ่ง flows ก็คือข้อมูลที่จะส่งไป สมมติว่ามีอยู่ 8 แชนเนล ถ้าหารด้วย 4 ก็จะเหลือ 2 โฟล์ว วิธีคิดก็คือ 2 โฟล์วคูณด้วย 16 อุปกรณ์ ก็จะกลายเป็นทั้งหมด 32 โฟล์ว ในเรื่องของโฟล์วมันจะเกี่ยวข้องกับ Unicast กับ Multicast ช่วงนี้ทางวิทยากรได้หยุดบรรยายชั่วคราว เพื่อให้ผู้เข้าสัมมนาได้เบรคพักทานกาแฟกัน... หลังพักเบรคเราก็มาสัมมนากันต่อ... ทางพิธีกรแจ้งว่าหลังจากคุณแอนดี้บรรยายจบ เนื้อหาถัดไปก็จะเป็นเรื่องของ CIS จากนั้นคุณแอนดี้ขึ้นบรรยายเกี่ยวกับเรื่องโฟล์ว วิทยากรบรรยายว่า อันนี้จะตอบโจทย์หรือคำถามที่สงสัยกันในเรื่องโฟล์ว เราจะรู้ได้ยังไงว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นมีกี่โฟล์ว อย่างนี้มาดูตัวซอฟต์แวร์ Dante Controller จะเห็นว่าเขาจะบอกว่า Transmit flows total ก็คือ 32 ตัวเลข 32 นี้ได้จากบอร์ดมิกเซอร์ ถ้าเป็น MTX5D ค่าสูงสุดก็คือ 32 โฟล์ว สำหรับโฟล์วที่พูดถึงหมายความว่า เราสามารถส่งสัญญาณเสียงไปให้อุปกรณ์ได้ทั้งหมด 32 ชิ้นก็คือ 32 โฟล์วหรือ 32 Devices เราเรียกว่าโฟลว์ (flows) ไม่ได้เรียกว่าแชนเนล เพราะแชนเนลจะส่งทีละแชนเนลๆ อย่างตัวนี้บอกว่ามี 32 แชนเนลแต่ไม่ได้บอกว่ามีกี่โฟล์ว ถ้าอยากได้เยอะกว่า 32 โฟล์ว จัดไปเลย PM10 ได้ทั้งหมด 128 โฟล์ว

           ในตัวอย่างวันสัมมนา วิทยากรได้แสดงการส่งสัญญาณจากมิกเซอร์ไปที่ MRX7-D จำนวน 4 แชนเนล ในระหว่างนี้คุณแอนดี้ได้มีการเพิ่มปริมาณจำนวนโฟล์วให้เห็นเป็นตัวอย่าง โดยมีการเพิ่มขึ้นไป 4-5 แชนเนล ซึ่งก็จะเป็นอีก 1 โฟล์ว ก็คือโยนไปให้อุปกรณ์อีกชิ้นนึงเป็นชิ้นที่ 4 ถึงแม้จะมีการเพิ่มแชนเนลไปแต่โฟล์วก็ยังเท่าเดิม ในที่นี้มี 5 แชนเนลจากตัวอย่าง วิธีการนับโฟล์วจะแบ่งเป็นทุกๆ 4 แชนเนลจะนับเป็น 1 โฟล์ว อย่างในกรณีนี้มีการเพิ่มมา 4 แชนเนลก็เป็นอีก 1 โฟล์ว ถ้าเพิ่มมาแค่แชนเนลไม่มากโฟล์วก็จะเพิ่มไม่มาก แต่ในตัวอย่างมีการเพิ่มถึง 4 แชนเนลจึงกลายเป็น 6 โฟล์ว โดยกำหนดให้ 1 โฟล์วต่อ 1 เพาเวอร์แอมป์ ในที่นี้เราจะส่ง MRX7-D ไปที่ตัวเพาเวอร์แอมป์ โดย 1 เครื่องต่อ 1 โฟล์วหรือ 2 เครื่องก็คือ 2 โฟล์ว แต่ว่าแชนเนลอาจจะมากกว่า 1 แชนเนล คือไม่ได้นับเป็นแชนเนลนะแต่นับเป็นโฟล์ว

           สำหรับเรื่องโฟล์วขอทบทวนอีกครั้ง 1 โฟล์วก็คือ 1 เครื่องอุปกรณ์ ถ้ามีจำนวน 32 โฟล์วก็เท่ากับ 32 อุปกรณ์นั่นเอง ถ้าอยากได้มากกว่านั้นคือ 128 อุปกรณ์จัด PM10 ไปเลย เดี๋ยวมาดูที่มาที่ไปในการคำนวณเลขนิดนึง ทำไมจึงเป็น 32 โฟล์ว กรณีเช่น MRX7-D ต้องการส่งสัญญาณชุดเดียวกัน 16 แชนเนลไปที่เพาเวอร์แอมป์ 16 ตัว มีเนื้อหาบางส่วนที่อยากให้รู้นิดนึง อุปกรณ์ที่รองรับขนาด 32 โฟล์วมีดังนี้ CL/QL/R-Serie/ MRX7-D-D/MTX5D พวกนี้รองรับ 32 โฟล์ว นอก นั้นถ้าเป็นซอฟต์แวร์ DVS จะรันได้ 16 โฟล์ว Dante MY16-AUD รันได้ 16 โฟล์ว เพราะฉะนั้นถ้าเราจะไปออกแบบระบบใช้งานต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย ในกรณีที่ใช้โฟล์วหมดเราอาจจะต้องใช้มัลติคาสต์โฟล์วแทน และสิ่งที่อยากให้รู้เพิ่มเติม Unicast ก็คือการส่งสัญญาณจากหนึ่งถึงหนึ่งจุด ส่วน Multicast หมายถึงการส่งสัญญาณจากจุดนึงไปยังอุปกรณ์หลายจุด หรือจากอุปกรณ์หนึ่งตัวส่งออกไปหลายๆ ชิ้น เราสามารถโปรแกรมระบบให้ 1 Multicast โฟล์วได้ 8 แชนเนล อย่างกรณีที่ต้องการใช้แอมป์หลายๆ ตัว สามารถใช้ 1 โฟล์วได้เพาเวอร์แอมป์ถึง 16 ตัวเลยทีเดียว จะเปลืองแบนวิดธ์น้อยกว่า

            ในตัวอย่างนี้จะเป็นการส่งแบบ Unicast (ดูรูปประกอบ) ความหมายของคำว่า Unicast ก็คือการส่งข้อมูลซ้ำๆ กันในรูปแบบเดียวกันไปทุกด้าน ในกรณีนี้จะใช้ข้อมูลเยอะขึ้น อันนี้เป็นตัวอย่างของการใช้งานแบบ Multicast สัญญาณที่มาจากตัวมิกเซอร์หนึ่งชุดจะทำการกระจายไปยังทุกอุปกรณ์ เพราะฉะนั้นระยะข้อมูลที่ส่งถึงกันก็จะน้อยกว่า อย่าลืมนะว่าตัวนี้มันส่งไปทุกอุปกรณ์ ส่งไปที่ Wi-Fi ด้วย ตัวอย่างอีกอันนึง (ดูรูป) เป็นของจริง โอลิมปิกที่แคนนาดา ปี 2010 ตัวนี้ใช้ 4 แชนเนลก็คือ 1 Multicast โฟล์ว มีแอมป์ทั้งหมด 100 เครื่อง ใช้แบบ Multicast โฟล์วชุดเดียว กันหมดเลย ในซอฟต์แวร์จะระบุให้ผู้ใช้เห็นว่า ตอนนี้มันใช้แบนวิดธ์ของ Multicast โฟล์วไปเท่าไหร่ bps ก็คือ bit per second ในทีนี้จะสร้าง 1 Multicast โฟล์วโดยใช้ไป 8 แชนเนล ซึ่งมันจะกินไป 13Mbps

            ในระหว่างนี้วิทยากรจะเปิด DVS ให้ดูเพื่อเช็คข้อมูล แต่บังเอิญเวลามีจำกัด เวลาใช้กับ Wi-Fi ก็จะเจอปัญหาเฉพาะของมัน สัญญาณก็จะถูกจ่ายเข้าไปในระบบเน็ตเวิร์ก Wi-Fi ด้วย เพราะว่ามีอุปกรณ์ตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็น DHCP เซิร์ฟเวอร์ วิทยากรกล่าวว่า ในหัวข้ออื่นๆ ที่ยังไม่ได้กล่าวในวันนี้ อยากจะมาพูดต่อในคราวหน้า เกี่ยวกับเรื่อง MRX7-D กับ MTX5D เดี๋ยวยังไงอาจจะมีการจัดสัมมนานอกรอบอีกครั้งนึง คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า ในส่วนของเนื้อหา Dante ของคุณศักดิ์ชัย ขอจบไว้เท่านี้ เพราะเนื้อหาถัดจากนี้ก็จะคล้ายๆ กัน มีคนถามว่า VLAN สามารถใช้กับ Dante ได้หรือไม่... วิทยากรตอบว่า... ได้... คุณสามารถรัน VLAN ร่วมกับระบบ Dante ได้ ไม่มีปัญหา... สำหรับ VLAN มันเหมือนตัวกั้นห้องระหว่างฮับสวิตช์เท่านั้นเอง...

Commercial Installation Service

           หลังจากคุณแอนดี้บรรยายจบแล้ว พิธีกรได้เชิญวิทยากรอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นทีมจาก R&D จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ขึ้นมาบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางด้าน CIS และยังเปลี่ยนผู้แปลเป็นคุณเอ็กซ์ ประพิชญ์ ชมชื่น หัวหน้าฝ่ายเทคนิค YDACC ผู้สัมมนาปรบมือให้การต้อน รับ วิทยากรกล่าวว่า... สวัสดีครับทุกคนที่มาร่วมสัมมนางาน Dante ในครั้งนี้ ผมมีความยินดี และขอบคุณคุณแอนดี้และทุกคน สำหรับหัวข้อที่ผมจะมาพูดในวันนี้เป็นเรื่องของ CIS หรือ Commercial Installation Service ผมทำงานอยู่แผนกเทคนิคด้านการตลาดของยามาฮ่าลอนดอน เป็นที่ทราบกันดีว่าบริษัท ยามาฮ่า เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีโรงงานและแผนกวิจัยพัฒนาเป็นของตัวเอง เรามีพนักงานทั้งหมดกว่า 25,000 คน กระจายอยู่ตามสำนักงานต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งหลายๆ คนเป็นผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแผนกกีตาร์ เปียโน เครื่องเป่า และโปรออดิโอ ยามาฮ่าพัฒนาสินค้าหลายๆ ตลาดที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ระดับติดตั้งในสนามกีฬาโอลิมปิกไปจนถึงสระว่ายน้ำ หุ่นยนต์ เครื่องจักรกลอื่นๆ อุปกรณ์ทางด้านไอที ล่าสุดยามาฮ่าผลิตแม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์ เรากำลังพูดถึงว่ายามาฮ่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เราใช้องค์ความรู้มาพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเช่นอุปกรณ์ด้าน DSP ด้านเสียง เราจะให้ดูว่าบริษัททำอะไรบ้าง หนึ่งในนั้นก็จะมีเรื่องของ CIS ตามที่เกริ่นไปแล้วข้างต้น ยามาฮ่าได้ขยายตลาดตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายซึ่งมีจำนวนมาก รวมถึงตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะพวกอุปกรณ์สำหรับติดตั้งในสถานที่ต่างๆ ที่ต้องการอุปกรณ์คุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุม บริษัท ห้างร้านต่างๆ ซึ่งจะเห็นว่ายามาฮ่าทำอุตสาหกรรมหลายๆ อย่าง และมีโลโก้ใหม่ซึ่งเป็นรูปฮันนี่โคม (honeycomb) โครงสร้างหกเหลี่ยม ซึ่งเป็นไอคอนของโปรดักซ์ในกลุ่มนี้ เป้าหมายของสินค้ากลุ่มนี้จะประกอบด้วย บริษัท ร้านค้าปลีก ออฟฟิศ ที่ทำงานเป็นเน็ตเวิร์ก

          โปรดักซ์เหล่านี้ยามาฮ่าพึ่งเริ่มเปิดตลาดกลุ่มนี้ออกมา ยามาฮ่าไม่ได้ผลิตแค่เพาเวอร์แอมป์ ลำโพง อุปกรณ์ Digital Signal Processor ยิ่งกว่านั้นยามาฮ่าพยายามที่จะผลิตสินค้าคุณภาพสูงเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในอุตสาหกรรมด้านเสียง กุญแจสำคัญที่ยามาฮ่าพยายามมุ่งเน้นในการพัฒนาองค์กรเพื่อผลิตสินค้าต่างๆ อาทิ เรื่องของคอนเซ็ปต์หลักของโปรดักซ์ในกลุ่มนี้โดดเด่นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นในการใช้งานที่หลากหลาย รองรับการขยายระบบในอนาคตได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งเรื่องความง่ายในการใช้งาน แบบไม่ต้องใช้โนฮาวสูงมาก ก็สามารถใช้งานอุปกรณ์ได้ และสามารถวางใจได้พร้อมกับใช้งานได้อย่างสบายใจ โดยมีคุณภาพแบบยามาฮ่าที่ทุกคนยอมรับ สำหรับอุปกรณ์รุ่นแรกก็จะเป็น VXS ตัว S มาจากคำว่า Surface Mount โดยสามารถยึดติดกับผนัง ด้วยขนาด 5.25 และ 8 นิ้ว และในกล่องหรือในแพ็ก เกจต่างๆ มีอุปกรณ์จำเป็นที่ใช้สำหรับการติดตั้งอย่างครบถ้วน สำหรับรุ่นถัดไปคือ VXC คือเป็นลำโพงซิลลิ่ง มีสปริงเหมาะสำหรับการติดตั้ง และสามารถแขวนโดยที่ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหล่นลงมา มีสีขาวสีดำ มีขนาดให้เลือกทั้งหมด 3 ขนาด มี 6.5 และ 8 นิ้ว รุ่นถัดไปอีกรุ่นหนึ่งซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด ลักษณะจะเป็น Low profiling ขนาดจะสั้นลงมาขนาด 12 มม. ก็จะติดตั้งได้ง่ายขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้น

            อุปกรณ์ยามาฮ่าในกลุ่มนี้สามารถเซตอัพเพื่อประยุกต์ใช้งานในแอปพลิเคชันต่างๆ ได้หลายๆ แบบ เหมาะทั้งติดตั้งในสถานการศึกษา ผับบาร์ ภัตตาคาร อุปกรณ์ยามาฮ่ามีแบบใช้งานง่ายๆ ซึ่งเหมาะกับสถานที่ที่ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญมาดูแลเครื่องตลอดเวลา รวมถึงสถานที่ขนาดเล็กที่ไม่ต้องการใช้พื้นที่ในการติดตั้งมากนัก เนื่องจากเราไม่ต้องใช้ลำโพงเยอะมาก โดยรุ่น MA2030 จะเป็นตัวหลักตัวแรก ถ้าเราต้องการขยายระบบเราสามารถใช้รุ่น PA2030 ได้... ถัดไปซีรี่ส์ XMV จะเป็นเพาเวอร์แอมป์มีอยู่สองรุ่นหลักๆ ที่มี Dante ซึ่งจะลงท้ายด้วยตัว D กับรุ่นที่ไม่มี D ต่อท้ายจะเป็นแบบ YDIF ซึ่งเป็นโพรโตคอลของยามาฮ่าโดยตรง แต่ว่าเป็นเน็ตเวิร์กเหมือนกัน สำหรับตัว MTX เป็นเมตริกโพรเซสเซอร์ เหมาะกับติดตั้งในห้องขนาดใหญ่ ห้องประชุม หรือกระทั่งห้างสรรพสินค้า ลักษณะก็เป็น Mixer in a box นั่นเอง ภายในประกอบด้วยฟังก์ชันเอฟเฟกต์ต่างๆ เราสามารถใส่พาราเมตริกอีคิว คอมเพรสเซอร์ เกท Auto-Gain Control, Feedback suppressor, Group Delay, EQ, Speaker Processor และ Limiter, Ducker, Ambient noise ต่างๆ ได้หมด จะเห็นว่าระบบมีความยืดหยุ่น และมีศักยภาพสูงที่พร้อมจะรองรับการใช้งาน การออกแบบตาม ที่ผู้ใช้ต้องการ ทั้งระบบที่เป็น Dante และไม่ใช่ Dante โดยล่าสุดยามาฮ่าเปิดตัว MRX7-D ในกรณีที่เราต้องการอุปกรณ์ที่มีศักยภาพสูงกว่าตัว MTX ซึ่งปกติก็จะมีฟังก์ชันพื้นฐานมาให้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่พอในการใช้งาน เพราะตัวนี้จะมีอินพุต 110 ช่องและเอาต์พุต 104 ช่อง

            เราสามารถใช้ฟังก์ชันหนึ่งที่ถือเป็นไฮไลท์ของสินค้ายามาฮ่าเลยก็ว่าได้นั่นคือฟังก์ชัน Dan Dugan Automixer ซึ่งจะมีโพรเซสเซอร์อยู่ภายใน นอกจากนี้ฟังก์ชันนี้ยังอยู่ในมิกเซอร์ของยามาฮ่าหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่น QL/CL เป็นต้น สำหรับอินพุตของ MRX7-D สามารถขยายอิน พุตด้วยการ์ดออปชัน สามารถเชื่อมต่อเอาต์พุตผ่าน YDIF สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Dante ได้ถึง 64 I/O ในกรณีที่เชื่อมต่อแบบอะนาลอกจะได้ 8 I/O จะเห็นว่ารองรับแชนเนลได้เป็นร้อย ซึ่งจะทำงานอิสระกว่า จะไม่เหมือน MTX5 หรือ MTX3 ซึ่งจะเป็นแบบฟิกซ์ ในการเชื่อมต่อการใช้งาน สามารถเชื่อมต่อผ่านระบบเน็ตเวิร์ก Dante โดยตัว MTX, MRX7-D สามารถรับส่งข้อมูลได้ถึง 64 แชนเนล รวมถึงสัญญาณเวิร์ดคล็อค ผ่านสายเคเบิลธรรมดา 1 กิกะบิต นั่นคือสาย CAT5 ซึ่งระบบถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ติดตั้งเองได้ง่ายๆ และมีความยืดหยุ่นสูง สำหรับระบบที่เป็นโพรโต คอลของยามาฮ่า จะเหมาะกับการใช้งานที่ไม่ต้องส่งสัญญาณในระยะไกลมาก คือไม่เกิน 30 เมตร โดยใช้สาย CAT5 ธรรมดา ที่ไม่ได้มีราคาแพงมาก โดยสามารถส่งสัญญาณได้ทั้งหมด 16 แชนเนล ลักษณะการใช้งานของ MRX7-D จะเป็นคอนเซ็ปต์แบบ Mixer in a box โดยควบคุมผ่านซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์ โดยการคอนฟิกหรือการเขียนออปเจ็กต์ไดอะแกรมต่างๆ ซึ่งเป็นฟังก์ชันสำเร็จรูป มาวางแล้วโยงสัญญาณเข้าหากันตามที่ผู้ใช้ต้องการออกแบบ ซอฟต์แวร์นั้นมีชื่อว่า MTX/MRX Editor เริ่มจากการตั้ง IP การตั้งค่าคอนฟิก เวลาเราเซตอัพทั้งหมด

           เมื่อผู้ใช้เปิดหน้าต่าง MTX/MRX Editor ขึ้นมา ก็จะพบคำสั่งเมนูต่างๆ อยู่ภายใน ผู้ใช้สามารถเลือกโมดูลหรือคอมโพเน้นต์ต่างๆ มาวางแล้วลากให้มันเชื่อมต่อกัน ซึ่งคอมโพเน้นต์ต่างๆ เหล่านี้ประกอบด้วยฟังก์ชัน ambient noise compensation หรือฟังก์ชันอื่นๆ ที่ใช้จัดการพวกระดับความดัง auto gain controller สามารถนำมาใส่รวมกันได้เป็นเซต พวกกลุ่มไดนามิก อีคิว ฟีดแบ็กซัสเพรสเซอร์ ลิมิตเตอร์ Dan Dugan ซึ่งกล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ นี่คือฟรีเจอร์ทั้งหมดที่มาพร้อมกับ MRX7-D สามารถรองรับงานได้ทุกประเภท ตั้งแต่งานธรรมดา จนถึงห้องประชุมลับ ซึ่งอยู่ในฟังก์ชัน Speech Privacy ส่วนอีกด้านจะเป็น Editor ใช้แก้ไขคอมโพเน้นต์ต่างๆ อยากให้ดูฟังก์ชันเฉพาะที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งของ MRX7-D สำหรับฟรีเจอร์ Speech Privacy เหมาะกับการติดตั้งในสถานที่ต่างๆ อย่างเช่น ธนาคาร คลินิก สำนักงานบริการปรึกษาด้านธุรกิจและกฎหมาย ฟังก์ชันนี้จะทำงานโดยช่วยปกปิดความลับไม่ให้ผู้อื่นได้ยินเสียงการสนทนาที่เป็นส่วนตัว อย่างในงานบางประเภทเราไปหาหมอ เราก็ต้องการคุยกับหมอเท่านั้น โดยเราไม่ต้องการให้เสียงของหมอหรือเสียงของเราเนี่ยไม่ต้องการให้คนอื่นได้ยิน หรือแม้กระทั่งการประชุมบางอย่างที่ไม่ต้องการให้คนภายนอกได้ยิน อาจจะมาแอบฟังที่ประตู หรือเอาเครื่องดักฟังมาติด ระบบจะสร้างเหมือนโทนเจนเนอเรเตอร์อย่างนึง เป็นตัวบล็อกเสียงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ยินเสียงสนทนาที่เราพูดคุยกันตามปกติ

           ลำดับต่อไปจะกล่าวถึงเรื่องของ Dan dugan Automixer เป็นฟังก์ชันหนึ่งที่พัฒนาโดยผู้ออกแบบด้านมิกเซอร์ที่มีชื่อเสียงคือ Dan dugan ยามาฮ่าได้ร่วมมือกับเขาเพื่อช่วยให้ออกแบบฟังก์ชันนี้ ให้สามารถทำงานบนคอนโซลมิกเซอร์ ดังนั้นจึงถูกนำมาใช้ในรูปของดิจิตอลมิก เซอร์ หน้าตาของเขาจะเหมือนลุงซานตร้าคอสเลย (ฮา) เราคงไม่ได้มาพูดถึงเรื่องทางเทคนิค แต่จะโชว์ให้ท่านเห็นว่ามันใช้งานยังไง และมันส่งผลต่อเสียงยังไงบ้าง และจะอธิบายให้ท่านเข้าใจว่ามันทำงานยังไงอีกด้วย จากนั้นวิทยากรได้เชิญคุณแอนดี้มาเป็นผู้ช่วย แล้ววิทยากรก็ตั้งไมค์ไว้ 4 ตัว เพื่อทำการสาธิตในครั้งนี้ อย่างแรกวิทยากรจะพูดเข้าไปที่ไมค์แต่ละตัว ในขณะเดียวกันก็จะมีการปรับเกนของไมค์ไปด้วย ซึ่งปัญหาที่จะสาธิตในครั้งนี้ จะโชว์เรื่องการใช้ Dan dugan แก้ปัญหาฟีดแบ็กของเสียง เดี๋ยวมาดูกันว่า Dan dugan ช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ในระหว่างนี้ก็มีการหวีดหอนหลายครั้ง และมีการปรับเกนลงมาบ้าง เพิ่มขึ้นบ้าง ทุกครั้งที่มีการหวีดหอน ระบบ Dan dugan มันจะช่วยปรับไม่ให้เกิดการหวีดหอนอีก ซึ่งถือว่าเป็นฟังก์ชันหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมากกว่า และเป็นจุดขายของดิจิตอลมิกเซอร์ของยามาฮ่าเลยทีเดียว

            วิทยากรบรรยายต่อว่า ถ้าเรามีไมค์ชุดนึง แล้วแต่ละชุดต้องการป้อนเป็นอินพุตชุดเดียวกัน และปล่อยเอาต์พุตชุดเดียวกัน เราสามารถติด ตั้งในห้องและควบรวมสัญญาณเข้าหากันได้อย่างยืดหยุ่น อันนี้ก็เป็นงานอีกประเภทนึง เช่น โรงแรม เราอาจจะแบ่งเป็น 4 โซนตามปกติ พอมีงานบางอย่างเราอาจต้องการรวมสัญญาณเข้าด้วยกัน โดยใช้อินพุตร่วมกัน แต่ตัว MRX7-D จะสามารถควบคุมสัญญาณดังกล่าวตามโจทย์ที่ผู้ใช้ต้อง การได้เลย โดยสามารถใช้คอมโพเน้นต์ที่ชื่อ Dan dugan ฟังก์ชัน อย่างในโรงแรมขนาดใหญ่ มีห้องสวีทรูม 3 ห้อง เราสามารถนำห้องอื่นๆ มามิกซ์ รวมกันได้ บางทีท่านอาจจะไม่เคยเห็น ตัวนี้มันสามารถเป็นเสมือนรีโมทควบคุมสัญญาณได้กลายๆ โดยตัวรีโมทจะควบคุมตัวฮาร์ดแวร์ โดยใช้ iPhone, iPod หรือเราจะควบคุมจาก iPad ก็ได้ ไอเดียนี้เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้งานติดตั้งทำงานง่ายขึ้น ลูกค้าต้องการระบบที่ควบคุมง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และสามารถทำงานผ่านระบบสัมผัสหน้าจอ ซึ่งยามาฮ่าเองพัฒนาด้านนี้เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว ซึ่งจะมีแอปฯของ iPad ให้ดาวน์โหลดฟรี สามารถนำมาติดตั้งแล้วคอนฟิกได้ โดยมันจะกลายเป็นรีโมทคอนโทรลดีๆ นี่เอง

            ในส่วนของการคอนโทรลบางทีเราไม่ได้คอนโทรลที่หน้างานอย่างเดียว อาจจะคอนโทรลจากจุดอื่นๆ หลายๆ จุด มันจึงมีออปชันอยู่ 3 แบบ จะเป็นแบบฮาร์ดแวร์ก็คือตัว DCP ซึ่งเป็นรีโมทที่ออกแบบโดยยามาฮ่า หรือจะใช้เป็นพวกสมาร์ทโฟน แท็บเล็ท ถ้าเป็นตัวใหญ่ก็จะต้องใช้ฟรีแอปฯ อีกตัวนึง จากนั้นวิทยากรโชว์การแชร์สัญญาณด้วยวิธีเกนแชร์ริ่ง ไม่ว่าเราจะเปิดกี่อันก็ตามสัญญาณมันจะยังเท่าเดิมอยู่ สัญญาณเอาต์พุต จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ

            ต่อไปจะเป็นการสรุปเนื้อหา ยามาฮ่ามีอุปกรณ์ตั้งแต่รุ่นธรรมดาไปจนถึง รุ่นเรือธงที่มีสมรรถนะสูง แต่ว่ามีความง่ายในการใช้งาน มีฟรีเจอร์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน รวมทั้งทีมงานยามาฮ่าที่มีอยู่ทั่วโลก และขอบคุณสยามดนตรียามาฮ่าเมืองไทย ที่จัดงานดีๆ แบบนี้ ให้พวกเราได้มีโอกาสมาพูดคุยกับผู้สนใจในครั้งนี้... สำหรับการบรรยายของผมก็ขอจบเท่านี้... ใครมีคำถามอะไรบ้าง… ผู้เขียนถามว่า อยากให้เปรียบเทียบระหว่างการทำงานแบบเดิมระหว่าง Gain before feedback กับฟังก์ชัน Dan dugan Automixer มีความแตกต่างกันยังไงในเรื่องของการสูญเสียกำลัง... วิทยากรตอบว่า สำหรับ Dan dugan จะเป็นตัวควบคุมอินพุตเกน โดยมันจะแชร์ระดับความดังร่วมกันเป็นชุดเดียว ซึ่งเบื้องหลังมันจะมีการปรับอีคิว เพื่อให้เกนทางเอาต์พุตไม่ก่อปัญหา มันเป็นหลักการสำคัญเบื้องต้นของการออกแบบระบบเสียง และ Dan dugan เป็นคอมโพเน้นต์ตัวหนึ่ง จากหลายๆ ตัวที่มีอยู่ในระบบมิกเซอร์ยามาฮ่า สัญญาณอินพุตเข้ามามันจะถูกปรับ HPF ปรับเกน ปรับเมตริกอะไรเยอะแยะ ซึ่งทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างอัตโนมัติ โดยมีการปรับปรุงเรื่องคุณภาพและกำลังเสียงไปด้วย

             เวลาเราทำงานแบบปกติเราใช้ Gain before feedback ใช่ไหม เราก็ต้องมาวัดค่าต่างๆ กลับไปกลับมาอยู่หลายๆ ครั้ง แต่ถ้าเราใช้ Dan dugan Automix ทุกอย่างก็จะถูกปรับแต่งให้เราโดยอัตโนมัติ สัญญาณจะแชร์ด้วยพลังงานที่เท่ากันหมด ผลลัพธ์ก็จะไม่ทำให้เกิดเสียงหอน หรือเสียงฟีดแบ็กต่างๆ แน่นอนในภาพรวมเสียงดีขึ้น ที่เหนือกว่านั้น เอ็นจิเนียร์ก็จะได้มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น โดยไม่ต้องมานั่งกังวลกับปัญหาแบบนี้ เอาเวลาไปคิดเรื่องของอีคิว เรื่องคอมเพรสเซอร์อะไรที่สร้างสรรค์ดีกว่า มีผู้ถามว่า Dan dugan Automix สามารถใช้ร่วมกับห้องอื่นๆ ได้หรือไม่... วิทยากรตอบว่า... ได้... มันเป็นฟรีเจอร์พิเศษของ MRX7-D ในการรวมสัญญาณหลายๆ ห้องเข้าด้วยกันหรือจะแยกกันก็แล้วแต่ จากนั้นก็จบการบรรยายในครั้งนี้ ในช่วงนี้ก็เป็นทางคุณศักดิ์ชัยก็เล่นเกมตอบคำถาม ซึ่งทางคุณศักดิ์ชัยได้ตั้งคำถาม เนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องเกี่ยวกับการสัมมนาในครั้งนี้ โดยแจกของรางวัลที่ทางสยามดนตรียามาฮ่าจัดเตรียมเอาไว้ อีกทั้งยังมีการจับรางวัลใหญ่ Lucky Draw ตอนช่วงท้ายอีกด้วย ขอขอบคุณทีมงานสยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ที่สนับสนุนข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ประกอบการเขียนบทความชุดนี้


เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม

แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88