งานสัมมนา Dante Network & Dante Via (07 - 09)

. . . ตอนที่ 7 . . . 

Dante Via คือซอฟต์แวร์ที่ทำให้อุปกรณ์ทุกอย่าง

ที่มีการเชื่อมต่อในรูปแบบต่างๆ สามารถใช้งานร่วมกันได้

(เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว..) 

วิทยากร : คุณศักดิ์ชัย ชัยประภาทอง และทีมงาน Audinate 

Dante Via

       บางทีมือใหม่ที่เพิ่งเล่นระบบเน็ตเวิร์กอาจจะสงสัย เดี๋ยวเราจะแสดงรายละเอียดให้ท่านได้เห็นกัน ในสเต็ปถัดไปท่านจะเห็นการเชื่อม ต่อของ Dante บนแอปพลิเคชันต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งมันรองรับกับฮาร์ดแวร์ต่างๆ ได้ทั่วโลก ตราบเท่าที่ฮาร์ดแวร์เหล่านั้นรองรับ Dante แม้ผู้ใช้จะมีเพียง USB ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันระบบเน็ตเวิร์กสามารถทำให้อุปกรณ์เหล่านี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเน็ตเวิร์กได้ อันนี้เป็นซอฟต์แวร์ตัวใหม่ คือเราจะไม่ได้พูดแค่เรื่องสายเน็ตเวิร์กที่จะเสียบนะ พวกสาย LAN อะไรทำนองนี้ ตอนนี้มันรองรับแม้กระทั่งอุปกรณ์ที่เป็น USB ตัวนี้ก็คือ Dante Via จุดเด่นของ Dante Via ที่เราจะมาอธิบายให้ท่านเข้าใจในวันนี้ ตัว Dante Via มันสามารถแชร์ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ของยามาฮ่า ตลอดจนค่ายอื่นๆ ก็สามารถนำไปใช้งานได้ ซึ่งเป้าหมายของตลาดจะเป็นมือใหม่หรือผู้เริ่มต้น ซึ่งการถ่ายโอนข้อมูลไม่ใช่แค่เป็นลักษณะจากจุดไปอีกจุด (Point-to-Point) แต่จะดึงสัญญาณที่เป็นอะนาลอกให้ถ่ายโอนในรูปของดิจิตอลเน็ตเวิร์ก นี่ก็เป็นเจเนอเรชันใหม่ ที่โลกรอมาเป็นเวลานานกว่า 25 ปี แบบนี้พอดูภาพออกใช่ไหม มันเป็นภาพใหญ่ เรากำลังมองว่าอุปกรณ์ทุกตัวสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้หมด ไม่ว่าจะเป็น USB, FireWire, Thunderbolt ที่รองรับระบบของ Dante Via สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ ดังนั้นสัญญาณเสียงสามารถเชื่อม โยง และกระจายข้อมูลผ่านระบบเน็ตเวิร์กจากจุดสู่จุดหรือกระจายไปทุกจุด ซึ่งมันจะเปลี่ยนโฉมการทำงาน และการทำให้ระบบมีขนาดใหญ่ขึ้น ภายใต้อุปกรณ์เพียงไม่กี่ตัว และนี่ก็เป็นโอกาสหนึ่งที่จะเปิดเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ ที่เป็นฐานมีเดียและมีอุปกรณ์รองรับจำนวนมากทั่วทุกมุมโลก

           บริษัทที่ทำอุปกรณ์อาจจะไม่เข้าใจ ว่าทำไมจะต้องเป็น Dante Via แต่ถ้าพวกเขาเข้าใจคอนเซ็ปต์ของออดิโอเน็ตเวิร์ก ก็จะรู้ว่าระบบนี้กำลังจะเติบโตและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมันก็ถือเป็นโอกาสดีของระบบดิจิตอล แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ตลาดอะนาลอกเสียโอกาสเช่นกัน ตอน นี้ชัดเจนว่าเราจะทำอะนาลอกอย่างเดียวไม่ได้แล้ว โลกกำลังเปลี่ยนไป เทคโนโลยีดิจิตอลวิ่งเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ ใครที่ออกตัวก่อนก็ได้ประโยชน์จากตรงนี้ ซึ่งตรงนี้มันจะเป็นเรื่องของระบบเน็ตเวิร์กในอนาคต มันจะเชื่อมต่อทุกอย่างถึงกันหมด ดังนั้นถ้าวันนี้เราคิดจะเริ่มต้น ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ในตลาดผู้ใช้ เริ่มจากผู้เริ่มต้น พวกเขาอาจจะเริ่มจากระบบอะนาลอกแล้วขยับมาเป็นดิจิตอล ซึ่งพฤติกรรมของลูกค้าหรือผู้ใช้มิได้มีอะไรแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน พวกเขาเล่น Skype ส่งข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียในรูปแบบต่างๆ บนระบบเน็ตเวิร์กของสมาร์ทโฟน ลองจินตนาการว่า ทุกวันนี้มีใครใช้โทรศัพท์ระบบอะนาลอกบ้าง เวลาโทรหากัน เวลาส่งข้อความถึงกัน หรือส่งรูปภาพ คลิปวิดีโอ ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้ระบบดิจิตอล ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากแน่นอน และตอนนี้กำลังเริ่มเป็นแล้วนะ ทุกวันนี้ใครใช้โทรศัพท์อะนาลอกบ้าง คำตอบคือแทบไม่มี เดี๋ยวนี้ก็เป็นดิจิตอลกันหมดแล้วนะ มีใครสงสัยไหมครับว่า Dante Via คืออะไร... ระหว่างนี้ผู้ร่วมสัมมนาได้ถามว่า Dante Via บริการเป็นแพ็กเกจแบบไหน วิทยากร ตอบว่า เป็นซอฟต์แวร์ที่เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วมาติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งรันได้ทั้งแมคฯและพีซี

        ส่วนคำถามที่ว่าสามารถใช้กับอุปกรณ์ USB มีอะไรบ้าง วิทยากรตอบว่า สามารถใช้กับทุกตัว แม้อุปกรณ์ที่เป็นไมโครโฟนแบบ USB ถ้าคุณนำมาเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ คุณสามารถที่จะแชร์อุปกรณ์นั้น ผ่านระบบเน็ตเวิร์กได้ คุณก็จะทำให้ออดิโออินเทอร์เฟซนั้นวิ่งบนเน็ตเวิร์ก แทนที่จะวิ่งบนสาย USB กับคอมพิวเตอร์ที่มันถูกเชื่อมต่อเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ออดิโออินเทอร์เฟซของ Steinberg เป็นต้น คุณสามารถแชร์อุปกรณ์ไปบนเน็ตเวิร์กได้ทันที คือไม่ต้องไปหาตัวแปลงแล้วนะ เสียบเข้าไปที่คอมพิวเตอร์ปุ๊บแปลงมาเป็นเน็ตเวิร์กให้เลย จบเลยนะตัว Dante Via เนี่ย พวกที่ใช้ Skype อะไรทำนองนี้สามารถแปลงสัญญาณได้หมด จากนั้นมีผู้ถามว่า Dante Via สามารถรันได้เฉพาะพีซีหรือว่ารันได้ทั้งแมคด้วย วิทยากรตอบว่า เขาทำมา 2 เวอร์ชัน ใช้รันทั้งแมคฯและพีซี จากนั้นมีผู้ถามว่า License ของ Dante Via กำหนดให้ใช้เฉพาะ 1 License ต่อ 1 พอร์ต USB หรือไม่ วิทยากรตอบว่า มันสามารถใช้ได้หมดภายใน 1 เครื่องจะต่อกี่พอร์ตก็ได้ ถ้าต้องการใช้ 2 เครื่อง 3 เครื่อง ผู้ใช้ต้องซื้อ License เพิ่มแค่นั้นเอง คือคอมพิวเตอร์มันจะมีหมายเลขประจำเครื่องทุกเครื่อง มันจะล็อกตามหมายเลขเครื่อง ก็เหมือน Nuendo หรือ Cubase ซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่เราใช้กัน

       มีผู้ถามต่อว่า สามารถใช้ได้สูงสุดกี่แชนเนล ในกรณีที่ใช้ Dante Via ส่งจากซาวด์การ์ดไปยังเน็ตเวิร์ก Dante วิทยากรตอบว่า 1 USB จะส่งได้ 2 แชนเนล ถ้ามีหลายๆ USB ก็ส่งได้หลายแชนเนล มีผู้ถามอีกว่า มีการจำกัดจำนวนอินพุตเท่าไหร่ วิทยากรตอบว่า ถ้าต่อ 8 USB จะวิ่งได้สูงสุดประมาณ 48 แชนเนล มันขึ้นอยู่สมรรถนะของเครื่องด้วย ก็คือคอมพิวเตอร์ที่เราใช้เนี่ย มันแรงแค่ไหนว่างั้น ไม่ว่าจะเป็นซีพียู แรมต่างๆ สเป็กมันสูงพอที่จะรองรับการทำงานในการรับส่งข้อมูลในปริมาณมากๆ ได้หรือเปล่า ซึ่งมันมีปัจจัยหลายอย่างปกติ ตัว USB 1 ช่องจะส่งได้ 2 แชนเนลอยู่แล้ว... ช่วงนี้เป็นการสลับตัววิทยากร คราวนี้เป็นทางฝั่งฮ่องกงชื่อคุณ Ben Wong (Sales Director) ขึ้น มาบรรยายต่อในเรื่องเทคนิคของ Dante Via พร้อมบรรยายต่อว่า... สำหรับซอฟต์แวร์ Dante Via สามารถเข้าไปดาวน์โหลดที่เว็ปไซต์ของออดิเนท ซึ่งสามารถนำมาติดตั้งบนคอมพิวเตอร์แมคฯ บนระบบ OS Mac 10 หรือสูงกว่า หรือจะเป็นฝั่งพีซีก็สามารถใช้กับ Windows 7 หรือสูงกว่าเช่นกัน ตัว Dante Via มีตัวอย่างให้ทดลองดาวน์โหลดเพื่อนำมาใช้งาน ผ่าน URL คือ audinate.com/dantevia จากนั้นลิงค์เข้าไปหน้าของ Dante Via โดยปริยาย ซึ่งเวอร์ชันเต็มเปิดตัวไปเมื่อไม่กี่วัน (ใกล้ช่วงวันสัมมนา) แต่ก่อนหน้านั้นเปิดให้ดาวน์โหลดทดลองใช้มาก่อน ซึ่งเป็นเวอร์ชันทดลองใช้ 30 วัน

       สำหรับ Dante Via อย่างที่อธิบายไปแล้วว่า มันสามารถเชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์ก คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วงที่เป็นโปรดักซ์ด้านเสียงอย่างเช่น ออดิโออินเทอร์เฟซ เป็นต้น ซึ่งเป็นออดิโอสตรีมมิ่ง กล่าวคือเป็นระบบที่มีสัญญาณเสียงวิ่งผ่าน พวกนี้สามารถใช้ร่วมกับ Dante Via ได้หมด ดังนั้นผู้ใช้สามารถใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ทางเสียง ทางดนตรี ที่รันอยู่บนคอมพิวเตอร์ได้ โดยอุปกรณ์เหล่านั้นอาจจะเป็น FireWire, USB, Thunderbolt อันนี้เป็นภาพที่ชัดเจนนะ ดูง่ายๆ ก็คือว่า ตัว Dante Via เป็นเหมือนสื่อกลาง ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำให้อุปกรณ์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านเสียงที่มีการเชื่อมต่อในรูปแบบต่างๆ รวมถึงซอฟต์แวร์ DAW ที่ใช้สำหรับบันทึกเสียงก็ตาม สามารถใช้งานร่วมกันได้โดยผ่าน Dante Via รวมถึงอะนาลอกที่เชื่อมต่อเข้ามารันบนเน็ตเวิร์กผ่านอินเทอร์เฟซตามที่กล่าวไป คือมันไม่ใช่แค่ว่าเมื่อก่อนเราใช้แค่ Dante ที่ใช้เชื่อม ต่อมิกเซอร์ร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ ตอนนี้กลายเป็นว่าสามารถนำเอาคอมพิวเตอร์พ่วงเน็ตเวิร์กเข้าไปด้วย อย่างเช่น เรามีคอมพิวเตอร์สองเครื่องสามารถส่งสัญญาณเสียงถึงกัน รวมทั้งบอร์ดมิกเซอร์สามารถส่งสัญญาณผ่านเน็ตเวิร์กตัวนี้ได้ เพื่อแชร์ข้อมูลร่วมกัน ที่สำคัญมันใช้งานดีขึ้นไปอีก ไม่ซับซ้อน เป็นต้นว่าเราตั้งคอมพิวเตอร์ให้เป็นเน็ตเวิร์ก Dante แล้วเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เป็น USB, FireWire ซึ่งลำโพง ไมค์ต่างๆ สามารถขยายเข้าไปสู่ระบบเน็ตเวิร์กได้หมดเลย

        สำหรับสเปกที่โชว์ในเว็ปไซต์เป็นตัวเลขที่ประกาศไปก่อนที่ซอฟต์แวร์จะเปิดตัว ซึ่งมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่อย่างหนึ่งที่เชื่อมั่นได้เลยว่า เมื่อเป็นระบบ Dante ระบบยังเป็น Auto Discovery ระบบจะทำงานโดยหาอุปกรณ์ต่างๆ ให้เราเอง รวมทั้งยังสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ ที่รอง รับ Dante ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่คราวนี้สามารถพ่วงสัญญาณอะไรก็ตามที่เป็นเสียงเข้าไปอยู่ในระบบเน็ตเวิร์กได้ทั้งหมด นี่เป็นตัว อย่าง สมมติว่าเราต้องการนำสัญญาณของไมโครโฟนส่งผ่านเน็ตเวิร์ก Dante Via ไอเดียก็คือ เป็นการนำเอาสัญญาณจากไมค์ตัวนี้มาแปลงให้มันอยู่ในรูปของดิจิตอล โดยผ่านอินเทอร์เฟซแบบต่างๆ แล้วสัญญาณนั้นจะวิ่งผ่านคอมพิวเตอร์ของเรา จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งวิ่งไปสู่คอม พิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง แล้วก็แปลงกลับมาเป็นสัญญาณจากที่หนึ่งสู่ลำโพงมอนิเตอร์ สนใจรายละเอียดอื่นๆ ก็สามารถเข้าไปที่เว็ปไซต์ audinate หรือใน YouTube ก็มีรายละเอียดให้ศึกษาเช่นกัน อันนี้เป็นตัวอย่าง สมมติว่าเราอยากจะเล่นเพลง ในโปรแกรม iTunes สัญญาณเสียงมันสามารถวิ่งผ่าน Dante Via แล้ววิ่งผ่านส่วนที่เป็นแอมปลิฟายที่เป็นส่วนของ Dante ซึ่งในตัวอย่างจะเป็นการกำหนดเราท์ติ้งสัญญาณ มีคนถามว่า Dante Via หนึ่งตัวสามารถรันพีซีทั้งหมดได้กี่เครื่องต่อหนึ่งกรู๊ป วิทยากรกล่าวว่า Dante Via หนึ่งตัวรันบนคอมพิวเตอร์ได้หนึ่งเครื่อง ทางผู้ถามแย้งว่า ไม่ใช่ๆ ผมหมายถึงในระบบเน็ตเวิร์ก Dante Via สามารถรันคอมพิวเตอร์เพื่อแชร์ข้อมูลร่วมกันได้สูงสุดกี่เครื่อง วิทยากรตอบว่า จากที่มีการทดสอบของเอ็นจิเนียร์และที่ฮ่องกง ลองทดสอบดูพบว่าสามารถเชื่อมต่อกันได้หลายเครื่อง ผู้เขียนถามว่า พอคอมพิวเตอร์จำนวนมากมันอยู่ด้วยกันขนาดใหญ่ ถ้าเกิดระบบมีปัญหาเขามีวิธีแทร็กกิ้งหาแต่ละเครื่องยังไง วิทยา กรตอบว่า โดยทั่วไปทางบริษัทจะมีแผนกรับเรื่อง และรับการรีพอร์ตปัญหาต่างๆ จากผู้ใช้ เพื่อใช้สำหรับในการแก้ปัญหาตัวซอฟต์แวร์ในเวอร์ชันต่อไป หรืออาจจะเปิดให้อัพเดตกัน ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า ทางวิทยากรไม่เข้าใจคำถาม ทางคุณศักดิ์ชัย ได้ช่วยอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้ามีปัญหาในระบบเน็ตเวิร์ก Dante Via ตัวซอฟต์แวร์จะมี Doc book สำหรับเก็บรายละเอียดปัญหาที่เกิดขึ้น ตอนนี้มีปัญหาอะไร แล้วตัวซอฟต์แวร์จะให้เราส่งรีพอร์ตนั้นกลับไปหาทีมพัฒนา เพื่อที่เขาจะได้แก้ปัญหานั้น แต่ว่าส่วนใหญ่ที่เป็นระบบใหญ่ๆ และมีหลายๆ เครื่องเนี่ย เราจะใช้ซอฟต์แวร์คอนโทรลเลอร์ ที่เราใช้ในการเราท์ติ้งสัญญาณเสียง เราสามารถตรวจสอบเครื่องที่มีปัญหาได้ด้วย คือซอฟต์แวร์คอน โทรลเลอร์ มันไม่ได้ทำเฉพาะหน้าที่ควบคุม มันยังทำหน้าที่เป็นมอนิเตอร์ ตรวจสอบสถานะการทำงานอุปกรณ์อีกด้วย

         มีผู้ถามว่า ในเมืองไทยใครเป็นผู้ซัพพอร์ต Dante Via วิทยากรตอบว่า เราไง เราซัพพอร์ตในหลายๆ ประเทศทั้งฮ่องกง ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ผู้ถามท่านนั้นกล่าวว่า ไม่ใช่ยามาฮ่าเหรอ ทางคุณศักดิ์ชัยตอบว่า ทางยามาฮ่าก็เป็นพาร์ทเนอร์รายหนึ่งของออดิเนท ซึ่งอันนี้เป็นบริษัทออดิเนทนะครับ ไม่ใช่ของยามาฮ่า (ฮา) เราเป็นเพียงผู้ช่วยในการดำเนินการสัมมนาเท่านั้นเอง วิทยากรกล่าวว่า ยังไงก็ต้องคุยกันอยู่แล้ว สำหรับ Dante Via มันไม่ใช่แค่จะเพลย์ iTunes ได้อย่างเดียว มันยังสามารถจัดรายการวิทยุผ่านเน็ตเวิร์กได้ด้วย อันนี้ก็สามารถกำหนดทิศทางเสียงที่จะออกไปด้วยวิธีเราท์ติ้ง สำหรับตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน เช่นเอาหูฟังไปเสียบกับคอมพิวเตอร์ สามารถฟังเสียงจากคอนโซลก็ได้ และยังมีตัวอย่างการดึงสัญญาณแอมเบี้ยนส์เข้ามา มีผู้ถามว่า มันสามารถเซตระดับความดังเอาต์พุตได้หรือไม่ วิทยากรตอบว่า ตัว Dante Via จะเป็นตัวส่งสัญญาณเท่านั้น ส่วนการปรับความดัง มิกซ์หรือบาลานซ์อะไรต่างๆ จะไม่เกี่ยวกัน ตัวนี้เหมือนเป็นซอฟต์แวร์ทรานสปอร์ต คือถ่ายโอนข้อมูลเสียงผ่านเน็ตเวิร์ก ก็คือเป็นการเอาข้อมูลเสียงเนี่ยมาเข้าสตรีมบนเน็ตเวิร์ก แต่อนาคตไม่แน่ อาจจะสามารถปรับพวกโวลุ่มหรือความดังต่างๆ ได้ นี่เป็นตัวอย่าง ว่า Dante Via สามารถส่งเสียงได้ จากนั้นทางวิทยากรทีมฮ่องกงได้กล่าวขอบคุณเพื่อจบในส่วนของเขา มีผู้ถามว่า Dante Via รองรับการเชื่อมต่อแบบไวเลสหรือไม่ วิทยากรตอบว่า ขณะนี้ Dante Via ยังไม่รองรับการเชื่อมแต่แบบ Wi-Fi หรือระบบเน็ตเวิร์กไร้สาย

         คุณศักดิ์ชัยอธิบายเสริมว่า เนื่องจากว่าข้อมูลที่มันวิ่งเป็นสัญญาณเสียงเนี่ย ระบบไวเลสทุกวันนี้มันยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีผู้สัมมนาท่านหนึ่งทวงคำถามว่า ทางวิทยากรยังไม่ได้ตอบคำถามเรื่องแบนวิดธ์ วิทยากรกล่าวว่า เนื่องจากว่าแบนวิดธ์ที่เราพูดถึง ภาพรวมของเน็ตเวิร์ก Dante จะเป็นช่วงบ่าย คงจะมาคุยเรื่องนี้กันอีกรอบหนึ่ง เรื่องการส่งข้อมูลต่างๆ แบนด์วิดธ์จะใช้แค่ไหนมันอยู่ที่เราจะส่งอะไรแค่ไหน ไม่ใช่เราลิมิตจากจุดเริ่มแรกเลย เนื่องจากมันจะไม่เหมือนระบบอื่นๆ เพราะมันเป็นระบบข้อมูล ข้อมูลมากกินพื้นที่มาก Unicast 4 แชนเนล 8 แชนเนลก็ประมาณ Multicast รายละเอียดตรงนี้จะพูดถึงแค่ Dante Via ส่วนเนื้อหาเชิงลึกจะมาเจาะกันในช่วงบ่าย เนื่องจากมันมีรายละเอียดเยอะ จะให้ดูกันในรอบบ่ายอีกที มีผู้ถามว่า Latency ของ Dante Via ประมาณเท่าไหร่ วิทยากรตอบว่า ประมาณ 10ms สำหรับการใช้งานตรงนี้ จริงๆ ตัวนี้มันจะคล้าย Dante Virtual Soundcard ซึ่งก็มีการเซต Latency ได้เหมือนกัน เดี๋ยวต้องไปดูรายละเอียดอีกที อย่างที่กล่าวไปแล้ว จริงๆ Dante Via มันคือการเอาสัญญาณเสียงต่างๆ มารวมกันส่งผ่านเน็ตเวิร์ก แต่การมิกซ์ความดัง ปรับแต่งเสียงต่างๆ มันจะอยู่ที่ต้นทาง กับปลายทางมากกว่า แต่ตัวคอนเซ็ปต์ซอฟต์แวร์เป็นการนำทุกอย่างมารวมกัน

         มีผู้ถามว่า ทางบริษัทมีแผนที่จะพัฒนาระบบบนมือถือหรือไม่ วิทยากรตอบว่า ไม่ ตอนนี้เราทำเฉพาะพีซีและแมคฯเท่านั้น เป็นไอเดียที่ดี วิทยากรเล่นมุกขำๆ ว่า มันเป็นเรื่องเมื่อวาน (ฮา) ชัดเจนนะเรื่องที่ว่า ระหว่างเคเบิลกับไวเลสเนี่ย ยังไงเคเบิลก็ยังแข็งแรงกว่า เพราะไวเลสมีปัญหาเรื่อง Latency อีกเรื่องคือแบนวิดธ์ ส่วนไอเดียที่จะไปเชื่อมต่อกับมือถือเนี่ย ทางยามาฮ่าเขาทำออกมาชื่อ MusicCast แนะนำให้ไปดูนะครับ จากนั้นคุณศักดิ์ชัย ได้เล่นเกมตั้งคำถามให้ผู้เข้าสัมมนาตอบ เพื่อรับรางวัล ซึ่งแจกเสื้อที่ยามาฮ่าจัดเตรียมมา คำถามแรก Dante Via เราใช้ USB 1 พอร์ต ได้กี่แชนเนล มีผู้ตอบว่า 8 คำถามต่อมา รู้มั้ยครับว่าออดิเนทอยู่ประเทศไหน คำตอบคือประเทศออสเตรเลีย คำถามถัดไป พอจะรู้มั้ยครับว่า ตัวคอนโซลยามาฮ่าตัว CL5 มีอุปกรณ์ Dante ที่อยู่ในนั้นชื่อว่าอะไร มีคนตอบว่า Brooklyn II คำถามถัดไป มีใครทราบว่าระบบ Dante ใช้ความเร็วในการส่งข้อมูลสวิตช์ความเร็วเท่าไหร่ขึ้นไป คำตอบคือ 1 กิกะบิตขึ้นไป คำถามถัดไป ในอุตสาหกรรมดนตรีมีผู้ผลิตสินค้ารองรับ Dante จำนวนเท่าไหร่ มีผู้ตอบว่า 250 OEM ช่วงท้ายผู้สัมมนาถามว่า เวลาอัพเกรด License จะเสียเงินหรือไม่ ทางวิทยากรตอบว่า ไม่เสีย มันเป็นออโตเมติกอัพเกรด จากนั้นพิธีกรหญิงแจ้งว่า วันนี้จะมีการแจกของรางวัลชิ้นใหญ่ ก็คือเป็นลำโพงรุ่น PDX จำนวน 2 เครื่องด้วยกัน โดยให้ส่งแบบสอบถามเพื่อใช้เป็นชิ้นส่วนในการตัดเพื่อจับรางวัลแด่ผู้โชคดีที่เข้ามาสัมมนาในครั้งนี้ ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งในงานวันนั้น

         จากนั้นทางผู้จัดงานได้แนะนำสถานที่จัดเลี้ยงอาหารกลางวัน ก็เป็นอันจบเนื้อหาในช่วงเช้า เดี๋ยวรอติดตามว่าในช่วงบ่ายวันนั้นมีเนื้อหาอะไรบ้าง ระหว่างนี้ผู้เขียนก็ไปรับประทานอาหารเที่ยงกับพี่บอย อินคา และพี่ติ๊ด โสฬส พร้อมกับพูดคุยเรื่อง Dante Via อีกทั้งแลก เปลี่ยนสาระปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับระบบการบันทึกเสียง แล้วก็มีคำถามจากผู้ใช้ทางบ้าน รีเควสมาว่าอยากให้ Dante Via พัฒนาให้สามารถรับส่ง 1 พอร์ต USB ได้มากกว่า 2 แชนเนล

         ช่วงบ่ายคุณ Andy Cooper เป็นวิทยากรซึ่งเป็นหนึ่งในทีมจากยามาฮ่าลอนดอน (Manager Pro Audio Application Engineering) โดยจะบรรยายให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาฟังเกี่ยวกับเน็ตเวิร์ก Dante ขั้นสูง บังเอิญคุณแอนดี้มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ พูดช้าๆ เนิบๆ ฟังง่ายดี ก็เหมาะกับบรรยากาศช่วงบ่ายที่ท้องตึง หนังตาหย่อน แต่ผู้เขียนไม่หลับนะ กลัวจะพลาดช่วงสำคัญไป คุณแอนดี้เริ่มบรรยายว่า ขอบคุณทุกๆ คนมาก ๆ สวัสดีตอนบ่าย ยังไงก็ขอบคุณทุกท่านที่มาสัมมนาในวันนี้ ใครเคยมาช่วงเปิดตัวบอร์ด QL บ้าง ยกมือหน่อย แล้วบรรยายต่อว่า ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องการออกแบบระบบเน็ตเวิร์ก Dante ผมอยากจะแนะนำตัวเองสักเล็กน้อย ผมทำงานกับยามาฮ่ามาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ผมทำหน้าที่เป็นสเปเชียลลิสต์เกี่ยวกับบอร์ดดิจิตอลมิกเซอร์ยามาฮ่า และระบบออดิโอเน็ตเวิร์ก ผมใช้งานระบบออดิโอเน็ตเวิร์กมาไม่น้อยกว่า 12 ปี วันนี้ผมจะมาแชร์ข้อมูลต่างๆ จากประสบการณ์ของผมเอง ซึ่งจะมีพวกทิปและเทคนิคต่างๆ ที่จะทำให้คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบเน็ตเวิร์ก Dante ในงานตัวเอง คุณศักดิ์ชัยกล่าวเสริมว่า สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจจะย่อให้ฟังง่ายๆ ส่วนคนที่เข้าใจแล้วก็ไม่เป็นไร คุณแอนดี้ เป็นผู้ที่ดูแลระบบออดิโอเน็ตเวิร์กของยามาฮ่า เข้ามาทำงานไม่น้อยกว่า 14 ปี เฉพาะจับเน็ตเวิร์ก Dante สัก 7 ปีผ่านมาแล้ว เรียกได้ว่าเค้าจะคุ้นเคยกับอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้พอสมควร ถ้ามีอะไรสงสัยก็สอบถามได้หลังจากที่พรีเซ้นต์ไป คุณแอนดี้บรรยายต่อว่า เดี๋ยวเรามาดูเอกสารประกอบการบรรยายครั้งนี้ไปด้วยกัน ซึ่งผมจะพูดเกี่ยวกับไอเดียการออกแบบระบบเน็ตเวิร์ก Dante จะได้ทราบว่ามันเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างไร โดยใช้สวิตช์และสายเคเบิล เราจะคุยกันถึงเรื่องการเซตอัพโดยใช้ซอฟต์แวร์ Dante และอื่นๆ...


 . . . ตอนที่ 8 . . . 

“ ระบบ Dante แนะนำอย่าให้เกิน 100 เมตร 

ในกรณีที่ต้องการลากสายยาวกว่า 100 เมตร ให้ใช้สายไฟเบอร์ออฟติก ” 

. . .(เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว). . . 

วิทยากร : คุณศักดิ์ชัย ชัยประภาทอง และทีมงาน Audinate  

 

            โดยวันนี้จะพูดถึงสามหัวข้อหลักๆ... (1) เกี่ยวกับวิธีการดีไซน์ระบบเน็ตเวิร์ก Dante มาใช้งาน    (2) วิธีการจะเชื่อมต่อระบบเน็ตเวิร์ก เช่น จะเชื่อมต่อระบบเน็ตเวิร์กเป็นแบบไหน พวกอุปกรณ์สายและสวิตช์เป็นยังไง    (3) การเซตอัพระบบด้วยซอฟต์แวร์ ในส่วนของเนื้อหาขั้นสูงจะเป็นเรื่องการปรับแต่ง Latency และการเซตระบบ Redundant ซึ่งเป็นวิธีสำรองระบบ แล้วก็เรื่องการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและไม่ให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นอีก ในเรื่องระบบพื้นฐานของออดิโอเน็ตเวิร์ก คุณสามารถเข้าไปดูคลิปวิดีโอที่ทางยามาฮ่าฝั่งอเมริกาจัดทำไว้ ซึ่งอยู่ในเว็ปไซต์ YouTube เข้าไปแล้วเสิร์ซโดยพิมพ์คำว่า "Yamaha Networking" เท่านี้ คุณก็จะพบคลิปดังกล่าวซึ่งมีจำนวนหลายตอน คลิปเหล่านี้จะอธิบายเกี่ยวกับเรื่อง ไอพีแอดเดรสคืออะไร DHCP คืออะไร เป็นการออกแบบระบบเน็ตเวิร์กเบื้องต้น วันนี้ผมจะไม่อธิบายเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ แต่เราจะพูดถึงเนื้อหาเชิงลึกกว่านั้น เรามาเริ่มกันเลย เมื่อเราตัดสินใจจะออกแบบระบบเน็ตเวิร์ก เราต้องตั้งคำถามตัวเองก่อนว่า เราต้องการจำนวนอินพุตเท่าไหร่ จำนวนสถานที่เท่าไหร่ ระยะทางไกลแค่ไหน ถ้าจุดเชื่อมต่อมีระยะห่างไกลกันมาก เราจะต้องลากสายเคเบิลยาวมากๆ ถ้ามีจำนวนสถานที่จำนวนมากก็จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้ส่งจำนวนมากเช่นกัน เราจึงต้องมีคอนโซลมิกเซอร์ ซึ่งต้องดูว่ามีจำนวนแชนเนลเท่าไหร่ และต้องเป็นดิจิตอลมิกเซอร์เพื่อใช้ส่งสัญญาณ และต้องเป็นดิจิตอลมิกเซอร์ที่รองรับระบบเน็ตเวิร์กอีกด้วย 

 

            คำถามต่อมาคือ เราจะใช้เพาเวอร์แอมป์และจำนวนลำโพงเท่าไหร่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงก่อนที่จะออกแบบนะครับ อันแรกเราต้องคิดก่อนว่า เราต้องใช้อุปกรณ์ทั้งหมดเท่าไหร่ อุปกรณ์มีกี่จุดที่เราจะต้องใช้งาน แล้วก็เรื่องระยะทาง ซึ่งต้องคิดเรื่องระยะทางด้วย เพราะมันจะเกี่ยวกับเรื่องสายสัญญาณ และต้องดูจำนวนแชนเนลจะใช้เท่าไหร่ ต้องมีโพรเซสเซอร์มั้ย อย่างลำโพงต้องมี Speaker โพรเซสเซอร์มั้ย หรือว่าเพาเวอร์แอมป์ต้องใช้มั้ย หรือว่าต้องมีเพาเวอร์แอมป์ในตัว อุปกรณ์เหล่านี้ต้องคิดให้หมด เพาเวอร์แอมป์จำนวนมากปัจจุบันรองรับระบบเน็ตเวิร์ก มันเหมาะกับงานติดตั้งถาวร ซึ่งมันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องสายเรื่องอุปกรณต่างๆ ไปได้ ผมจะให้ดูตัวอย่างการติดตั้งอุปกรณ์ในโรงแรม ลองนึกภาพดูในห้องบอลรูมที่ใช้สำหรับการประชุม ตัวอย่างในห้องบอลรูมมีการใช้งานหลากหลายรูปแบบ บางครั้งถ้ามีการเล่นคอนเสิร์ตเต็มวง เราอาจจะต้องใช้ 32 อินพุต 12 เอาต์พุต บางทีต้องใช้สเตจมอนิเตอร์ไง แต่บางครั้งก็อาจจะเหมือนพวกดีเจนะ ใช้แชนเนลไม่เยอะสักประมาณ 8 แชนเนล อาจจะมีเพาเวอร์แอมป์เยอะหน่อย อาจจะเป็น 4x2 พันวัตต์ และ 4x1 พันวัตต์ คราวนี้ก็ค่อยมาคิดเรื่องลำโพงที่เราจะใช้ หรือว่าบางครั้งอาจจะทำการเลือกมิกเซอร์เพื่อให้ใช้งานง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่ต้องการเรียนรู้เรื่องมิกเซอร์เยอะๆ อาจจะเลือกมิกเซอร์แบบ 6 In/2 Out ทำนองนี้ เราต้องคำนึงถึงอุปกรณ์เหล่านี้ก่อน 

            การประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันของระบบออดิโอเน็ตเวิร์ก สามารถนำไปใช้กับสถานที่ต่างๆได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงเรียน โดยทั้งหมดสามารถควบคุมผ่านแอปฯบนมือถือ หรือผ่านบอร์ดคอนโซลมิกเซอร์ก็ได้ ในกรณีที่เป็นห้องประชุมภายในโรง แรม ซึ่งอาจจะเป็นห้องขนาดใหญ่หนึ่งห้อง และแต่ละห้องอาจจะมีมิกเซอร์แบบพื้นๆ ติดตั้งไว้ แต่คีย์สำคัญก็คือว่า ถ้าทุกๆ ห้องสามารถที่จะแชร์สัญญาณออดิโอร่วมกันจะเป็นยังไง และนี่ก็ทำให้ระบบออดิโอเน็ตเวิร์กถูกนำมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ตรงนี้ อันนี้ก็เพื่อให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า ในโรงแรมหนึ่งแห่งเนี่ย จะเป็นห้องบอลรูม ห้องล็อบบี้ อาจจะมีมิกเซอร์ไม่ต้องซับซ้อนมาก 6 In/2 Out หรือเป็นเมตริกมิกเซอร์ หรือห้องประ ชุม อาจจะมีห้องย่อย ห้องหนึ่งห้องสอง แต่ว่าทั้งหมดโจทย์ก็คือ ถ้าจำเป็นต้องใช้ทุกห้องพร้อมกัน แล้วมีการแชร์ข้อมูลเสียงในแต่ละที่เข้าหากันจะทำไงครับ ถ้าเราไม่ใช้ระบบเน็ตเวิร์ก เราจะมาพูดถึงวิธีการใช้อุปกรณ์ สมมติว่าเรามีโปรเจคระบบในโรงแรม ซึ่งมีการเปิดเพลงผ่าน iTunes เราใช้มิกเซอร์ขนาด 32 แชนเนล ประมาณเทียบเท่า QL5 แล้วเรามีมิกเซอร์ขนาดธรรมดา MTX5D และมีตัว MRX7-D เรามีเพาเวอร์แอมป์ NEXO โดยรองรับ Dante และมีจำนวน 4 แชนเนล กำลังขับ 4000 วัตต์ ตรงนี้ก็พอรู้ ดูให้เข้าใจ อย่างในห้องบอลรูมจะมีคอนโซลมิกเซอร์ตัวนึง มีกล่อง I/O แร็ค แล้วมีตัวเมตริกมิกเซอร์อีกตัวนึง เพื่อให้ระบบทำงานง่ายๆ และมีเพาเวอร์แอมป์สองชุดทำนองนี้นะ เพาเวอร์แอมป์สองตัวอาจ จะมีได้ถึง 8 แชนเนล กำลังขับแชนเนลละ 200 วัตต์ อาจจะมีลำโพงซับวูฟเฟอร์ โดยห้องล๊อบบี้ก็ตีโจทย์จากเมื่อสักครู่นี้ คือถ้าต้องการใช้เบสิค มิกเซอร์ ก็ใช้เมตริกมิกเซอร์หนึ่งตัว แล้วมีเพาเวอร์แอมป์ให้กระจายเสียงในแต่ละจุดของในห้องล็อบบี้ทั้งหมด 

            ในห้องประชุมอาจจะมีโพรเซสเซอร์หนึ่งตัวรันกับเพาเวอร์แอมป์ 8 แชนเนลสองตัวก็ได้ ต่อมาเราจะเชื่อมต่ออุปกรณ์ยังไงให้มันทำงานร่วมกันซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ แล้ววันนี้เราก็จะมาคุยเรื่องเกี่ยวกับ Dante เพราะ Dante มันสามารถเชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน ตราบที่อุปกรณ์นั้นๆ รองรับระบบเน็ตเวิร์ก คำถามคือเราจะเชื่อมต่อกันด้วยรูปแบบใด วิธีไหนตรงนี้คือวิธีการนำไปใช้งาน เราจะเชื่อมต่อยังไงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูง สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยการเชื่อมทุกจุดให้ถึงกัน ประการแรกคุณจะต้องมีคอมพิวเตอร์และสายเคเบิลหนึ่งเส้น แล้วเชื่อมต่อกับสวิตช์ นี่เป็นระบบพื้นๆ ของเน็ตเวิร์ก สวิตช์หนึ่งตัวต่อสายเคเบิลหนึ่งเส้นต่ออุปกรณ์ที่รองรับ Dante นี่คือเน็ตเวิร์กอย่างง่าย แต่ว่าในความเป็นจริงมันอาจจะมีเรื่องความยาวของสายเคเบิล ระหว่างจุดต่อจุดซึ่งจะมีระยะทางเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งการใช้สายเพื่อติดตั้งในระบบนี้อาจจะไม่ดีนัก อันนี้เป็นแนวคิดอีกอันนึง ถ้าเราต่อเน็ตเวิร์กเป็นระบบ Star โดยกระจายเน็ตเวิร์กจากชุดเดียวกัน ทำให้เราต้องลากสายจากจุดแต่ละจุด ซึ่งมันจะเปลืองค่าใช้จ่ายในการเดินสายแน่นอน แล้วเราจะทำไงครับ ดังนั้นเราอาจจะหันไปใช้ทางเลือกอื่น แทนที่เราจะใช้สวิตช์หนึ่งตัว กล่าวคือเราจะใช้สวิตช์จำนวน 4 ตัวในแต่ละห้องบอลรูม โดยเชื่อมสัญญาณจากสเตจมาเข้ามิกเซอร์ โดยจะเชื่อมต่อสวิตช์ทุกตัวเข้าด้วยกัน จะทำให้ใช้สายไม่ยาว เพื่อที่จะเชื่อมต่อจากสวิตช์เข้ากับอุปกรณ์ Dante คือเราไม่ใช้สวิตช์ตัวเดียวแล้วกระจายสายไปทุกจุด เราจะใช้ฮับสวิตช์มา 4 เครื่องแทน ซึ่งก็จะเหลือสายที่ลากไกลๆ เพียงแค่ 3 เส้นเท่านั้น 

             คุณสามารถใช้สวิตช์ราคาประมาณ 300 กว่าเหรียญของ Cisco ธรรมดานี่แหละ เชื่อมต่อกับระบบเน็ตเวิร์ก Dante คือมันยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องสายเคเบิลยาวๆ อีกด้วย และยังทำให้งบประมาณภาพรวมน้อยลงเช่นกัน สรุปว่าใช้สวิตช์เยอะแต่ประหยัดเรื่องสาย ลองนึกภาพว่า อุปกรณ์อยู่คนละที่คนละจุดกัน หรืออาจจะอยู่คนละตึก ถ้าเราเดินสายกระจายไปแบบ Star เราก็ต้องใช้สายเยอะ ตรงนี้ก็จะประหยัดเรื่องของสายไป คุณอาจจะมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเน็ตเวิร์กแบบ Daisy chain โดยใช้สวิตช์ตัวนึงและเชื่อมสายแต่ละห้องเข้าหาอุปกรณ์ Dante จะเห็นว่าคุณจะประหยัดงบเรื่องสวิตช์ลงไปได้มาก แถมยังประหยัดงบเรื่องสายอีกด้วย แต่สายอาจจะยาวเป็นบางช่วง อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการ เมื่อสักครู่เราเดินสายแบบ Star ไปแล้ว เราใช้ฮับสวิตช์หลายๆ ตัวไปกระจายหลายๆ จุด อันนั้นก็เปลืองค่าสวิตช์ แต่วิธีนี้เราใช้รูป แบบผสม โดยมีฮับสวิตช์อยู่ตรงกลาง แล้วต่อพ่วงตัวถัดไปด้วยระบบ Daisy chain ตรงนี้จะประหยัดมากกว่าและได้ประสิทธิภาพดีกว่า หากคุณเซตอัพ Dante เป็นแบบ Daisy chain มันจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนไปได้พอสมควร 

              ลำดับต่อไปเราจะมาพิจารณาเกี่ยวกับสายเคเบิลที่ใช้ในการติดตั้งระบบ บางครั้งเราอาจจะพบสายเคเบิลแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสาย CAT5, CAT6, CAT7 อันไหนดีที่สุด มันมีตั้งหลาย CAT เลยทีเดียว ถามว่าตัวไหนเหมาะกับการใช้งานของเรามากที่สุด สำหรับ CAT7 เป็นสายเคเบิลที่มีคุณภาพสูง แต่ว่าไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่จะนำมาใช้สำหรับการติดตั้ง ถ้าเราไปดูสายรุ่นเก่าอย่าง CAT5 ก็ไม่ใช่สายที่จะนำมาใช้กับ Dante สาย CAT5 ไม่สามารถใช้กับสวิตช์แบบกิกะบิต จึงไม่เหมาะกับระบบ Dante แต่สายแบบ CAT5e เป็นตัวเลือกที่ดีที่จะนำมาใช้กับสวิตช์แบบกิกะบิต และเหมาะที่จะใช้กับเน็ตเวิร์ก Dante สำหรับสาย CAT5e มันจะสกรีนบอกข้อมูลไว้บนสายเคเบิลเลย ซึ่งเราจะมองเห็นบนเปลือกของสายดังกล่าว นั่นก็แปลว่าเราสามารถนำมาใช้งานได้ สำหรับ CAT6 เป็นหนึ่งตัวเลือกที่ใช้กับ Dante ได้ดี สำหรับ CAT7 นั้นแม้จะเป็นสายที่ดีแต่ จะมีปัญหาในเรื่องติดตั้งเนื่องจากไม่ค่อยยืดหยุ่นนัก แถมยังมีราคาแพงอีกด้วย ดังนั้นในการใช้งานเน็ตเวิร์ก Dante สายที่เหมาะสมคือ CAT5e หรือ CAT6 

             ต่อไปเราจะมาพิจารณารูปแบบสาย ไม่ว่าจะเป็นการชีลด์แบบต่างๆ UTP, STP, FTP สายชนิด UTP ก็คือ unshielded twisted pair สาย FTP ก็คือ foil screened twisted pair และสาย STP ก็คือสาย shield twisted pair บางครั้งคุณอาจจะไปพบชนิดสายแบบอื่นๆ คุณจะใช้สายอะไรดี ที่มันจะไม่เกิดปัญหาสัญญาณรบกวน เวลาที่เชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าหากัน ก็มีสายให้เลือกใช้หลายๆ ประเภท เมื่อสักครู่เราพูดถึงเรื่องประเภทสาย CAT5, CAT6 อันนั้นเป็น Category ของสาย แต่มันจะมีประเภทของเนื้อสายอีก ซึ่งเราจะใช้แบบไหน ไม่ว่าจะเป็น UTP, STP, FTP สายประเภท UTP จะไม่มีการชีลด์ ส่วน FTP จะใช้ฟรอยด์เป็นตัวชีลด์ เราไม่สามารถฟันธงได้ว่าการใช้ UTP จะไม่สามารถทำให้เกิดสัญญาณรบกวนหรือเปล่า ซึ่งแนะนำว่าให้ใช้ STP จะดีกว่า ทีนี้มาพิจารณาถึงชนิดวัสดุที่ใช้ทำสาย ซึ่งภายในตัวสายปกติจะเป็นทองแดง ที่มีการพันเป็นเกลียว การใช้สายแบบทองแดงจะทำให้การติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลากบนเวที การใช้บนพื้น การเชื่อมต่อในแร็ค สามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งมีความยืดหยุ่นดีกว่า อันนี้ก็จะมีรูปแบบของสายอีกว่า สายแบบเส้นเดี่ยวและสายแบบฝอย ถ้าเป็นสายแบบฝอยมันจะยืดหยุ่นได้ดีกว่า ถ้าเป็นสายแบบใส้เดี่ยวเนี่ยมันจะแข็ง ถ้าเป็นสายที่ลากในระยะไกลๆ แนะนำให้ใช้แบบเดี่ยว ไม่แนะนำให้ใช้แบบฝอย สายพวกนี้สามารถลากได้ไกลถึง 100 เมตร หรืออย่างน้อยก็ราว 60 เมตร สายประเภทแบบโซลิด จะลากได้ราว 100 เมตรคือไกลสุด ส่วนสายนิ่มหรือสายฝอยจะลากไกลได้ไม่เกิน 60 เมตร ฉะนั้นควรจะคำนึงถึงระยะทางเป็นหลักด้วยนะ แม้ว่าสายแบบโซลิดลากได้ไกลถึง 100 เมตร ถ้าไกลกว่านั้นไม่แนะนำให้ทำ มันจะมีความเสี่ยงที่สัญญาณจะมีปัญหา บางคนอาจจะบอกว่าใช้ 110 หรือ 120 เมตรก็เห็นใช้ได้นะ ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่มันมีความเสี่ยงที่ระบบจะหลุดสูง 

              ดังนั้นแนะนำอย่าให้เกิน 100 เมตร ในกรณีที่ต้องการลากสายยาวกว่า 100 เมตร ให้ใช้สายไฟเบอร์ออฟติก ซึ่งจะต้องติดตั้งตัวโมดูลของไฟเบอร์ออฟติกเข้าไปด้วย ในส่วนของประเภทสายไฟเบอร์ออฟติกก็มีประเภทให้เลือกอีกนะ ในกรณีใช้งานแบบไม่ซับซ้อน ก็จะเป็นหัวอีกแบบนึง ถ้าเป็นงานแบบไลฟ์ซาวด์ที่ต้องการความคงทนก็จะเป็นสายอีกประเภทนึง มันจะมีเปลือกล็อก เราจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ในเรื่องสัญญาณรบกวนต่ำ แต่สายทองแดงบางทีก็จะเกิดปัญหาการรบกวนจากหลอด LED Wall ที่เป็นแสงไฟเข้มๆ ที่อาจก่อกวนพาหะนำข้อมูลที่อยู่ภายในสาย และมีสนามแม่เหล็กอ่อนๆ ได้เช่นกัน ในงานที่ต้องการความปลอดภัยสูงๆ และไม่ต้องการสัญญาณรบกวน ก็จะพิถีพิถันในเรื่องนี้ เป็นอันว่าไม่ควรจะเลือกใช้สายแบบทองแดง อันนี้ก็แนะนำว่า ถ้าเรานำสายไปใช้ในสถานที่ต่างๆ เหล่านี้ เช่น อุปกรณ์พวกที่มีแขนกล มันจะมีมอเตอร์ใช่มั้ย หรืออุปกรณ์ที่มีลักษณะ LED Wall หรือพวกเสาส่ง ไม่แนะนำให้ใช้แบบสายทองแดง ควรจะใช้สายแบบไฟเบอร์ออฟติกจะดีกว่า ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเซตโหมดในการใช้งาน ถ้าเซตเป็นมัลติโหมดก็จะส่งได้ไกลถึง 500 เมตร ซึ่งจะมีต้นทุนต่ำ แต่ถ้าเป็นซิงเกิลโหมดก็จะส่งได้ไกลเป็นกิโลเมตร แต่จะมีต้นทุนสูงกว่า 

               สำหรับการส่งจะมีด้วยกันสองรูปแบบ ซึ่งรูปแบบแรกเป็นมัลติโหมดราคาถูกกว่าแต่จะส่งได้ระยะทางไม่เกิน 500 เมตร ตามที่กล่าวไปแล้ว อีกรูปแบบหนึ่งคือแบบซิงเกิลโหมด ตัวนี้สามารถส่งได้ไกลถึงสองกิโลเมตร แน่นอนตัวนี้จะมีราคาแพงกว่า อันนี้ก็มีข้อแนะนำนิดนึง เพื่อที่ จะไม่ให้สัญญาณสูญเสียไปในสาย ตรงนี้ก็แนะนำอุปกรณ์นิดนึง ต้องตรวจสอบว่าอุปกรณ์ตัวนี้สามารถใช้กับอุปกรณ์ Dante ที่เป็นสวิตช์ 1 กิกะบิตได้หรือเปล่า อย่างสายทองแดงบางตัว เขาออกแบบให้ใช้กับสวิตช์ที่รับส่งข้อมูลประมาณ 100Mbps ฉะนั้นเราไม่สามารถนำมาใช้ร่วมกับระบบกิกะบิตได้ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือจะทำให้สัญญาณออดิโอดร็อป ทีนี้มาคุยกันเรื่องสวิตช์ซึ่งในท้องตลาดจะมีด้วยกันอยู่สองแบบ คือสวิตช์ธรรมดากับ Managed Switches (โดยทั่วไปสวิตช์จะทำงานคล้ายกับฮับ แต่สามารถระบุหรือกำหนดปลายทางของจุดที่จะรับข้อมูลได้ ข้อมูลจึงถูกส่งไปเฉพาะคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องที่มีการระบุไว้เท่านั้น สวิตช์สามารถรับและส่งข้อมูลได้ในเวลาเดียวกัน มันจึงส่งข้อมูลได้เร็วกกว่าฮับ ถ้าในบ้านหรือระบบมีคอมพิวเตอร์มากกว่า 4 เครื่อง/ชิ้น ควรเลือกใช้สวิตช์ ซึ่งสวิตช์จะมีราคาแพงกว่าฮับ : เพิ่มเติมจากผู้เขียน)

              ซึ่งในระบบ Dante จะต้องใช้สวิตช์แบบ 1 Gbps เมื่อพอร์ตหลักเป็น 1 Gbps พอร์ตอื่นๆ ก็จะวิ่ง 1 Gbps เช่นกัน ทั้งอินพุตและเอาต์ พุต ถ้าสวิตช์วิ่งพอร์ตละ 2GB ถ้าคุณเลือกสวิตช์แบบ 8 พอร์ตจะสามารถจัดการให้ส่งข้อมูลได้ถึง 16 Gbps สิ่งสำคัญที่จะกล่าวถึงคือ ไอเดียหรือคอนเซ็ปต์การทำงานด้านเสียงนั้น เป็นเรื่องของการรับส่งข้อมูลที่ต้องมีความแน่นอน ยืดหยุ่นและเสถียร ถ้าระบบมันไม่เสถียร เมื่อส่งข้อมูลไปมันจะล่มซ้ำแล้วซ้ำอีก ไอเดียของเน็ตเวิร์กทั่วไปจะไม่เหมาะกับการส่งข้อมูลเสียงและสัญญาณเวิร์ดคล็อค ดังนั้นในการเลือกสวิตช์เราจะต้องเลือกสวิตช์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องมีสองจุดที่ต้องพิจารณา เรื่องแรกที่ต้องคุยกันคือสวิตช์มันมีสองแบบ อันแรกเป็นแบบอันเมนเนจ (unmanaged switches) ซึ่งไม่สามารถจัดการได้ สวิตช์แบบที่สองเป็นแมนเนจสวิตช์ ซึ่งทั้งสองตัวนี้ราคาจะแตกต่างกัน เนื่องจากอันแมนเนจไม่สามารถจัดการรูปแบบหรือการคอนฟิกภายในได้ แต่ถ้าเป็นแมนเนจสวิตช์ เราสามารถโปรแกรมหรือควบคุมให้สามารถทำงานตามที่เราต้องการ หรืองานเฉพาะอย่างได้ ตรงจุดไหนที่ต้องให้ความสำคัญทำนองนี้ แล้วอีกเรื่องนึง ต้องดูด้วยว่าอุปกรณ์ตัวนี้มันซับพอร์ตการส่งข้อมูลไหวหรือเปล่า ถ้ากรณีเราต้องการโพรเซสข้อมูลประมาณ 2GB ต่อพอร์ตที่เราเชื่อมต่อ เพราะถ้าสวิตช์มี 8 พอร์ตก็จะได้เป็น16 GB ที่มันสามารถรองรับถึง 

             และอีกจุดนึงที่สำคัญมากคือเรื่องของ EEE หรือ Energy Efficient Ethernet เวลาที่ซื้อสวิตช์มาใช้ควรเลือกแบบที่ไม่มีแบบ EEE หรือถ้ามีต้องสามารถเลือกที่จะปิดการทำงานของมันได้ ถ้าปิดไม่ได้มันจะมีปัญหา เพราะดาต้าของเราจะต้องส่งตลอดเวลา มันจะมีผลในแง่ทำให้สัญญาณขาดห้วงแล้วระบบก็จะล่มได้ ถ้าเราเลือกสวิตช์แบบอันแมนเนจ ก็จะเหมาะกับระบบเน็ตเวิร์กขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะใช้กับ Dante ได้ไม่เกิน 20 เครื่อง หรือควรใช้เฉพาะในช่วงทดสอบก่อนการติดตั้งเท่านั้น อย่างที่เราต้องดูว่าเราใช้อุปกรณ์ในระบบมากน้อยแค่ไหน ถ้าเกิดว่าเราใช้พวกอันแมนเนจสวิตช์เนี่ย ข้อควรระวังคือเราไม่ควรใช้ในรูปแบบ Multicast โฟล์ว เพราะว่าตัวอันแมนเนจสวิตช์จะมีปัญหา แล้วก็ในการใช้งานแชนเนลไม่ควรเกิน 300 แชนเนล หมายถึงอุปกรณ์ทุกตัวที่อยู่ในระบบที่เชื่อมต่อถึงกันแล้ว ซึ่งรวมกันแล้วไม่เกิน 300 แชนเนล ไม่ใช่เครื่องใดเครื่องนึงนะครับ การเข้าระบบต้องดูเรื่องการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์ก จะใช้งานประมาณแค่ไหนต้องดูจุดนี้ให้ดี อย่างตัวอย่างที่ให้ดูเป็นตัว SP1410-8G เป็นอันแมนเนจสวิตช์ อย่างว่ามันสู้พวกแมนเนจสวิตช์ไม่ได้ ข้อดีของมันก็คือใช้งานง่ายเท่านั้นเอง... 


 . . . ตอนที่ 9 . . .

“ Latency แต่ละเครื่องเซตไม่เท่ากัน ตัวนึงเซตไว้ที่ 250µsec. ส่วนอีกตัวเป็น 1ms

ถ้าทำงานไลฟ์ซาวด์แนะนำว่าให้ตั้งค่า Latency เอาไว้ต่ำๆ ”

... (เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว..)

วิทยากร : คุณศักดิ์ชัย ชัยประภาทอง และทีมงาน Audinate 

           ตัวอย่างอันนึง อันนี้เป็นแมนเนจสวิตช์ หรือสวิตช์ที่มีการจัดการได้ ข้อดีของมันคือจะมีส่วนที่เรียกว่า QoS หรือว่า Quality of Service ซึ่งตัวนี้จะช่วยให้เราสามารถจัดลำดับความสำคัญหรือ DHCP จัดได้ถึง 4 คิว ซึ่งแต่ละตัวสามารถที่จะทำให้สัญญาณที่วิ่งผ่านแต่ละพอร์ตของ Dante ได้ถึง 500 แชนเนลต่อพอร์ต และยังมีฟังก์ชันอีกตัวนึงที่อยู่ในสวิตช์ตัวนี้เรียกว่า IGMP snooping ตัวนี้จะใช้ในการจัดการส่งข้อมูลแบบ Multicast ตัวอย่างก็จะเป็นสวิตช์ Cisco SG300-20 มีใครสงสัยเรื่องสวิตช์และสายเคเบิลไหมครับ การเชื่อมต่อสายระยะสั้นจะต่อยังไง เมื่อสัก ครู่การ Coupling มันมีอยู่สองแบบ อันนึงเป็นแบบบล็อค ตัวนั้นมันดีไซน์ออกมาใช้กับพวก EtherSound มันจะวิ่งได้ราวๆ 100Mbps ถ้าจะใช้ถึง 1 Gbps จะต้องใช้สวิตช์แบบตัวอย่างที่โชว์อยู่ตรงนี้ ถ้าเป็นไปได้หากว่าเราไม่สามารถนำสายสองท่อนมาต่อกัน เราใช้สายยาวๆ มาต่อกันปลอดภัยกว่า ผมเข้าใจว่าเวลาเราใช้งานจริงๆ มันมีโอกาสหักใช่มั้ย ลองคิดเรื่องระยะทางและคุณภาพของสายด้วย ยิ่งมีจุดข้อต่อมากเท่าไหร่สัญญาณยิ่งหาย

           มีผู้ถามว่า... ถ้าผมใช้ระยะสั้นๆ แต่สายมันอยู่ในม้วนประมาณ 100 เมตร มันจะมีผลต่อสัญญาณหรือไม่... วิทยากรตอบว่า ถ้าใช้สายแบบชีลด์ไม่มีปัญหา แม้ว่าสายมันอยู่ในม้วนที่เก็บก็ตาม แต่แนะนำว่าควรจะเป็นสายแบบชีลด์นะ ถ้ากรณีเป็นสายไม่มีชีลด์มันจะเหมือนทอง แดงมัดรวมกันแล้วจะมีสนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำ... มีผู้ถามว่า... เราจะต่อกันเป็นวงกลมเหมือนเป็น EtherSound ได้มั้ย... วิทยากรตอบว่า ไม่ได้นะครับ ต้องบอกว่าระบบ Dante ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เชื่อมต่อแบบ Loop หรือการต่อแบบ Ring Loop เราใช้ Star ก็ได้ ใช้ Daisy chain ก็ได้ ถ้าจะทำเป็นระบบสำรองแบบ Redundant ใช้เป็นสวิตช์ดีกว่า สำหรับเรื่อง Dante ที่เป็น Redundant เราจะพูดทีหลัง เราแนะนำให้ใช้ระบบ Standing key ดีกว่า

          ต่อไปจะพูดถึงเรื่องการเซตอัพระบบเน็ตเวิร์ก Dante ในการเซตอัพเพื่อใช้งาน เราจะใช้ซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งที่เรียกว่า Dante Controller ซึ่งซอฟต์แวร์ตัวนี้จะต้องดาวน์โหลดจากเว็ปไซต์ออดิเนทแล้วนำมาติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ สามารถติดตั้งได้ทั้งระบบแมคฯ และ Windows ภาย ในซอฟต์แวร์สามารถตั้งชื่อ จ่ายไอพีแอดเดรส ตลอดจนการมอนิเตอร์อุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่อในระบบเน็ตเวิร์กทั้งหมด รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน สามารถเช็คผ่านซอฟต์แวร์ตัวนี้

          ในส่วนของการเซตอัพ เราจะใช้ซอฟต์แวร์ Dante Controller ตัวนี้ดาวน์โหลดฟรี ไปดาวน์โหลดมาเล่นได้เลย แต่ว่าซอฟต์แวร์ตัวนี้ถ้าเราไม่ได้เชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์กเราจะมองไม่เห็นอุปกรณ์ บางคนบอกผมไปดาวน์โหลดมาแล้ว ไม่เห็นมีอะไรในหน้าจอเลย เผอิญว่าอุปกรณ์ต่างๆ มันต้องออนไลน์อยู่ด้วย ตัวนี้จะทำหน้าที่จัดทิศทางของสายหรือทำการเราท์ติ้ง รวมถึงการทำเวิร์ดคล็อค sync. การตั้งชื่อ การมอนิเตอร์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเน็ตเวิร์ก เราแนะนำว่าใครที่ใช้ Dante ควรจะใช้ซอฟต์แวร์ตัวนี้ด้วย ในส่วนนี้อย่างการติดตั้ง ในตัวอย่างจะเป็นด้านหลังของเครื่อง MTX5D และ MRX ด้านหลังก็จะมี DIP สวิตช์ ถ้าเกิดเราใช้งานระบบไม่ใหญ่มาก สวิตช์ที่เขาเซตมาให้ก็โอเคแล้ว เหลือแค่ว่าปรับยูนิตไอดี ตัวยูนิตไอดีจะเหมือนลูกบิดหมุนๆ เวลาที่เราเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกัน จะต้องใช้สายหนึ่งเส้นต่ออุปกรณ์หนึ่งเครื่อง ทางเลือกแรกในการเซตคือ การตั้งค่า DHCP เซิร์ฟเวอร์ ทางเลือกนี้จะคล้ายๆ กับ Wi-Fi เราท์เตอร์ที่มีการแจกจ่ายไอพีให้กับคอมพิวเตอร์ทุกๆ เครื่อง ซึ่งเราสามารถควบคุมและมอนิเตอร์ระบบได้ ในกรณีที่เป็นเน็ตเวิร์ก Dante บางอย่างเราต้องกำหนดค่าเอง เช่น iPad หรืออุปกรณ์สื่อสารที่สามารถเชื่อมต่อกับ DHCP เซิร์ฟเวอร์ ตรงนี้จะเป็นตัวอย่างอีกอันนึงที่จะนำระบบมาใช้งาน ซึ่งตัว Wi-Fi เราท์เตอร์เป็นตัวจ่ายไอพีแอดเดรสด้วยวิธี DHCP เซิร์ฟ เวอร์

           ปกติในระบบใหญ่ๆ เขาจะมีคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็น DHCP เซิร์ฟเวอร์อีกตัวนึง แต่ตรงนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ซึ่งใช้ Wi-Fi เราท์เตอร์เป็นตัวทำหน้าที่ในการจ่าย DHCP เซิร์ฟเวอร์ โดยจ่ายให้ระบบทั้งหมดทุกชิ้น อันนี้ไม่ใช่เป็นการส่งข้อมูลเสียงนะ ข้อดีของมันก็คือ สามารถคอน โทรลได้ด้วย และเป็นตัวจ่ายไอพีให้กับอุปกรณ์ที่อยู่ในวงเน็ตเวิร์กนี้ ทุกวันนี้เราก็ใช้กันอยู่แล้วนะสำหรับ DHCP เซิร์ฟเวอร์ ตามบ้านเราเคยใช้มั้ย 192.168.0.1 อะไรทำนองนี้ พวก Wi-Fi เราท์เตอร์ที่เราใช้ตามบ้านน่ะ พวกนั้นก็ถือว่าเป็น DHCP เซิร์ฟเวอร์แบบนึง ช่วงนี้คุณศักดิ์ชัย กล่าวเสริมว่า ในหน้าจอทางซ้ายมือที่เราเห็น เป็นตัวอย่างของซอฟต์แวร์ Dante Controller ตอนนี้เขากำลังตรวจสอบว่าตอนนี้สัญญาณเวิร์ด คล็อคซิงค์กันหรือยัง สังเกตในภาพจะเป็นไฟเขียวทั้งหมด มีตัวนึงที่เป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อคอยู่ตรงนั้น และจะเห็นตัวเลขไอพีแอดเดรสที่ทาง DHCP เป็นตัวจ่ายมาให้ ในหน้าจอ Router ของตัว Dante Controller เราสามารถที่จะกำหนดทิศทางให้วิ่งไปที่ไหนก็ได้ โดยมันจะมีจุดให้เรามาร์กตำแหน่ง คือจากนี้ไปเราไม่ต้องมานั่งถอดสายแล้วนะ สายมันเสียบอยู่ในระบบอยู่แล้ว เพราะสัญญาณมันถูกเราท์เตอร์ตามเส้นทางที่ผู้ใช้กำหนด

          สังเกตว่ามันจะเป็นเครื่องหมายติ๊กถูกสีเขียวๆ ผ่านวงกลมๆ ตัวนี้จะบอกว่า ขาเข้าสัญญาณเข้าที่ไหนไปออกที่ไหน เป็นส่วนที่ทำหน้า ที่ทรานสมิท ซึ่งเป็นตัวที่จะส่งออกมา แล้วจะไปรีซีฟเวอร์ตรงไหน นี่เป็นการกำหนดทิศทางของเสียง หน้าจอของตัว Dante Controller จะบอกทุกอย่าง อย่างในนี้คือ Device Info. จะเป็นจุดที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่เราเชื่อมต่อ เป็นเครื่องรุ่นอะไร เป็นเฟิร์มแวร์รุ่นไหน รวมถึงเรื่องของไอพีแอดเดรส ว่าเป็นหมายเลขอะไร และมีตัวเลขนึงมันจะมีตรงนี้คือ 1Gbps ถ้าสายไหนก็ตามถ้าเสียบเข้าไปแล้วไม่ขึ้น 1 G ถือว่าใช้ไม่ได้ ซึ่งเป็นวิธีการตรวจสอบระบบง่ายๆ เลย เสียบมาปุ๊บขึ้นฟ้องว่า 100M แปลว่าใช้ไม่ได้ ถอดออกได้เลย แล้วเปลี่ยนเส้นใหม่ บางทีเราใช้ไปนานๆ ขั้วต่อมันหลวมอะไรแบบนี้ อาจจะมีปัญหาได้ อันนี้นอกจากที่เราจะใช้เช็คว่า สัญญาณเวิร์ดคล็อค ตัวไหนในระบบทำงานได้ดีแล้วหรือยังนั้น เรายังสามารถตรวจสอบได้ว่าตัวไหนเป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อค สังเกตว่าตัวนี้เขาใช้ MTX5D เป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อค เขาจะติ๊กเอาไว้ว่า Prefer Master ฉะนั้นตัวนี้จะทำหน้าที่จ่ายสัญญาณหลัก แต่ในที่นี้เราใช้ MRX7-D เป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อค

          ในการเซตแบบอื่นอาจจะตั้งเพื่อเป็นการหาเบอร์สองสำรองไว้ กรณีที่ MRX7-D สัญญาณหลุดหายไป ตัวที่สองที่มีการติ๊ก Prefer Master เอาไว้นั้น ก็จะทำหน้าที่แทน ในกรณีที่ตัวที่หนึ่งไม่อยู่ ระบบมันจะเดาสุ่ม โดยระบบมันจะ Discovery เอง เพื่อกำหนดให้ตัวใดตัวหนึ่งเป็นมาสเตอร์ ในกรณีนี้อาจจะเป็นตัว Rio ก็ได้ เดี๋ยวจะบอกวิธีสังเกตอีกทีว่าตัวไหนเป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อค… ช่วงนี้วิทยากรได้ทำการสาธิตด้วยการดึงสายออกไป เพื่อให้เห็นว่าระบบซอฟต์แวร์จะแสดงผลการทำงานอย่างไร จริงๆ รูปลำโพงที่เป็นกากบาทสีแดง จะเป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่าง นั่นคือมีความผิดปกติในระบบเกิดขึ้น ตรงนี้มีข้อสังเกตอีกนิดนึงนะ ถ้าเราไปติ๊กตรงคำว่า enable sync. to external ตัวเดียวโดดๆ โดยที่ไม่มีการกำหนด Prefer Master ตอนนี้สัญญาณจะหลุดทันที แนะนำว่าให้ติ๊กสองอันเลย ถ้าใช้งานแบบนี้แนะนำให้ติ๊กสองตัวเลย อย่าไปติ๊กตัวเดียว... มีผู้ถามว่า... มันจะเลือกตัวไหนก่อน... วิทยากรตอบว่า... มันจะเลือกตัวที่มีการกำหนดเป็น Prefer Master เป็นตัวแรก กรณีนี้ MRX7-D ถูกกำหนดไว้เป็น Prefer Master ตัวนึง ถ้าเราไป Prefer Master ที่ตัว MTX ด้วยเนี่ย ระบบก็จะเลือกระหว่างสองตัวนี้เป็นแคน ดิเดท ก็จะเลือกระหว่างตัวที่หนึ่งกับตัวที่สองเท่านั้นก่อน ยกเว้นว่าตัวที่หนึ่งและตัวที่สองไม่มีเลย ในระบบไม่มีการติ๊ก Prefer Master เลย เราควรจะเลือกตัวไหนก็ได้ให้เลือกมาตัวนึง เพราะฉะนั้นความสำคัญก็คือควรจะติ๊ก Prefer Master เป็นตัวหลัก อย่างเช่น กรณีที่ใช้มิกเซอร์ก็ต้อง Prefer Master ไม่ใช่ตัว Rio เป็นตัว Prefer

          ปกติเราจะเลือกมิกเซอร์เป็นมาสเตอร์เวิร์ดคล็อค เวลาเปิดขึ้นมาไม่แน่ว่าตัวใดตัวหนึ่งมันอาจจะเป็นเวิร์ดคล็อคก็ได้ หน้าจอต่อไปก็น่า สนใจ ที่เมื่อสักครู่มีคนถาม แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า Latency จะเซตยังไง ตรงนี้ดูนะครับว่า Latency แต่ละเครื่องเซตไม่เท่ากัน ตัวนึงเซตไว้ที่ 250µsec. ส่วนอีกตัวเป็น 1ms เราสามารถตรวจสอบอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันว่ามีแบนวิดธ์เท่าไหร่ ตัวอักษรที่โชว์ bw นี่คือแบนวิดธ์ ถ้าตัวไหนฟ้องเป็นสีแดงให้ไปเช็คได้เลยที่อุปกรณ์ตัวนั้นอาจจะมีปัญหา ถ้าเราดับเบิลคลิกที่อุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่ง มันก็จะโชว์รายละเอียดต่างๆ ของอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นอีกหน้าต่างหนึ่ง ซึ่งมันจะบอกข้อมูลว่ามีการปรับแต่งอะไรบ้าง เมื่อมีการป้อนเสียงผ่านระบบ จะเห็นไฟแสดงผลสัญญาณอินพุตเข้ามาเป็นออดิโอ Rio ช่องที่ 4 (ตัวอย่างกรณีศึกษา) ซึ่งจะเห็นเป็นไฟสีเขียวเป็นรูปลำโพง จากนั้นวิทยากรได้พยายามเช็คสัญญาณไมค์หลายครั้ง และเปิดเพลงเพื่อส่งสัญญาณเข้าไปในระบบ ซึ่งมีการ assign ให้สัญญาณออกที่แชนเนล 1-2 ของบอร์ด CL3 ก็จะเห็นว่าแชนเนล 1-2 มีสัญญาณออกมา นอกจากจะใช้กำหนดทิศทางของสัญญาณแล้ว ตรงนี้เราสามารถตั้งชื่อได้ด้วย เพื่อให้รู้ว่าแชนเนลที่เข้ามามันเป็นสัญญาณอะไร สามารถจะตั้งชื่อได้ ระบบสามารถเช็คได้แม้กระทั่งสัญญาณรบกวน อุปกรณ์ที่ทำการเชื่อมต่อนั้นสามารถเปลี่ยนชื่อก็ได้ ตอนนี้มิกเซอร์ CL3 ก็กลายเป็นบอลรูมมิกเซอร์ไปแล้ว

          คราวนี้ตัว Latency ที่ปรากฎบนจอก็จะเป็นค่าจากผู้ใช้ตั้งเอาไว้ นั่นคือ 250µsec. ถ้าทำงานไลฟ์ซาวด์แนะนำว่าให้ตั้งค่า Latency เอาไว้ต่ำๆ และจะใช้สวิตช์โหมด ซึ่งในที่นี้กำหนดเป็น Daisy chain ซึ่งคำว่า Daisy chain หมายถึงการใช้การ์ดภายในตัวมันเองทำหน้าที่เป็นสวิตช์ ถ้าเป็นอีกโหมดจะผ่านสวิตช์ภายนอก สวิตช์ตัวนี้หมายถึงสวิตช์ในตัวเครื่อง หมายถึงทำให้ภายในตัวเครื่องกลายเป็นสวิตช์ ถ้าใช้ภาย นอกเราจะเซตเป็นโหมด Redundant ระบบยังมี Log file ที่ใช้เก็บข้อมูลการใช้งานหรือปัญหาไว้ในระบบอีกด้วย ทำให้เราสามารถส่งข้อมูลไปให้ทางออดิเนทวิเคราะห์ ว่าระบบของเราเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับเน็ตเวิร์ก ทำให้เราสามารถส่งข้อมูลว่า ช่วงเวลานี้เกิดปัญหาอะไรบ้าง ในกรณีที่ไม่ต้องการใช้งานเราสามารถลบทิ้งได้เลย... ช่วงนี้วิทยากรถามว่า... สงสัยเรื่อง Dante Controller ไหมครับ... ผู้เขียนถามว่า... เราสามารถคอนฟิกไอพีเองได้ไหม เพราะวิทยากรพูดเฉพาะ DHCP ซึ่งเป็นการสุ่มแจกไอพีให้กับเครื่องต่างๆ... วิทยากรตอบว่า... ทำได้ เราสามารถเซตไอพีเองได้ด้วยโหมด Static IP อันนี้เป็นการคอนฟิก IP แบบ Manual ซึ่งจะมีให้เลือก 2 โหมด Static กับ Dynamic ถ้าเป็น Dynamic จะเป็นออโต ส่วน Static เป็นการกำหนดด้วยมือเราเอง

         มีข้อแนะนำอย่างหนึ่ง อย่างที่บอกว่า ถ้าจะใช้ Static คือในกรณีเราต้องการเซตระบบให้มีความปลอดภัย อย่างเช่นในห้องประชุม เราไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าข้อมูลที่เราส่งไปเป็นอะไร คือเข้ามาแฮ็กข้อมูล ซึ่งตัว Static ไอพีจะทำให้ไม่รู้ว่าเป็นห้องไหน แต่ถ้าใช้งานทั่วไป ถ้าใช้เป็นออโต้เมติกจะง่ายกว่า คือเสียบปุ๊บก็จะหาไอพีแอดเดรสเอง แจกจ่ายไอพีให้ระบบเอง ซึ่งจะใช้งานง่ายกว่า ถ้าหากว่าเราไม่ซีเรียสเรื่องความปลอดภัยนะ... มีคนถามว่า... ทำไมจึงมีไอพีแอดเดรสสองฟาก... คำตอบคือ ฟากทางซ้ายเป็นเน็ตเวิร์ก Primary หรือเป็นตัวหลัก ส่วนทางขวาเป็น Secondary เป็นเน็ตเวิร์กสำรอง เนื่องจากเรารันแบบ Redundant โหมด วันนี้เราใช้สวิตช์สองตัว สวิตช์ตัวแรกเป็น Primary เน็ตเวิร์ก ตัวที่สองเป็น Secondary เน็ตเวิร์ก เป็นเน็ตเวิร์กสองชุดอยู่ในแร็คเดียวกัน ก็แบ่งไปสองช่องจะตั้งแอดเดรสอะไรก็ได้

         เนื้อหาต่อไปเราจะพูดถึงเรื่อง Latency แล้วค่อยพูดถึงเรื่อง Redundant และหัวข้อขั้นสูงในลำดับต่อไป นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้ดู ในกรณีที่เราเซต จะทำยังไงให้มันพอดี สำหรับชุดนี้จะใช้อุปกรณ์สวิตช์ไม่เกินสิบชิ้น ตรงนี้จะเซต Latency เป็น 1ms ในกรณีที่เราต่อสวิตช์เป็นสิบตัว มันจะมีความเป็นไปได้ของอุปกรณ์เท่าไหร่ คำตอบคือประมาณ 2,000 ชิ้นเยอะทีเดียว

         ตามที่กล่าวไปแล้วพวก Latency ต่ำๆ จะเหมาะกับงานไลฟ์ซาวด์ เราสามารถเซตให้ตัวอุปกรณ์ Rio ตัวนี้ทำงานที่ระดับ 250µsec. ได้ ตัวมิกเซอร์ก็ตั้งในระดับเดียวกันได้ เผื่อว่าเวลาเราทำมอนิเตอร์ไปด้วย มันจะได้ไม่เกิดปัญหาสัญญาณช้า ขอแนะนำให้ตั้ง 250µsec. สำหรับพวกอินเอียร์ พวกมอนิเตอร์ ข้อควรระวังคือ สมมติเราเซตตัวนึงเป็น 250µsec. แล้วนำเอาระบบเน็ตเวิร์กของเราไปเชื่อมกับระบบที่ตั้ง Latency เป็น 1ms ฉะนั้นค่า Latency จะกลายเป็น 1ms ดังนั้นต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย ระบบมาตรฐานทั่วไปก็จะอ้างอิงตัวที่มีค่า Latency มากสุด หรือสัญญาณช้าที่สุด สมมติที่บ้านเรามี Wi-Fi เราท์เตอร์ใช่มั้ย เราใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เชื่อมต่อเข้าตัวเราท์เตอร์ที่บ้าน สปีดความเร็วจะยึดกับตัวที่ช้าที่สุด สมมติเราซื้อมา 300M อาจจะเหลือเพียง 65M เนื่องจากว่าโทรศัพท์มือถือเนี่ยมันรันได้ 65M ตรงนี้ใช้ซอฟต์แวร์คอนโทรลเลอร์เช็คได้ว่าค่า Latency ระบบเป็นเท่าไหร่ ในตัวอย่างนี้ จะมีสัญญาณที่วิ่งมาจากมิกเซอร์ CL3 มาที่ตัว MRX7-D ก็จะตั้งค่าเอาไว้ 1ms ในความเป็นจริงระบบจะตั้งได้ต่ำสุดประมาณ 300µsec. ไม่ใช่ที่ 1ms ทั้งๆ ที่เราตั้งไว้ที่ 1ms ใช่มั้ย แต่ในที่นี้มันจะปรับมาเป็น 354µsec. นอกจากนั้นเรายังสามารถตรวจเช็คค่า Latency ด้วยว่าแต่ละอุปกรณ์มีการตั้งค่า Latency เอาไว้เท่าไหร่ วิธีคิด Latency มันจะบวกรวมไปเรื่อยๆ ตามจำนวนอุปกรณ์ที่เรานำไปเชื่อมต่อ

         สำหรับ Latency เราจำเป็นต้องตั้งเอง เราจะใช้ค่าประมาณเท่าไหร่ก็ป้อนกำหนดเข้าไปใน Dante Controller ซึ่งเขาจะมีระบุให้เราทราบเหมือนกันว่า ในกรณีที่ตั้ง 1ms จะใช้กับอุปกรณ์ไม่เกินกี่ชิ้น ซึ่งนับได้สูงสุดไม่เกิน 8 ตัว ก็คือใช้สวิตช์ 8 จุด ในกรณีที่ตั้งค่า Latency ต่ำเกินไป ก็จะเกิดปัญหาความไม่เสถียรของระบบ มันจะเกิดการดร็อปเอาต์แล้วทุกอย่างก็จะเงียบสนิท ยังไงก็ดีเราสามารถใช้ Dante Controller เป็นตัวมอนิเตอร์ในระหว่างการใช้งานได้ จริงๆ ในระบบซอฟต์แวร์มันก็เตือนอยู่แล้วนะ ถ้าตั้งค่าต่ำเกินไปมันจะแจ้งสีแดงเตือน มันจะ mute เสียงให้โดยปริยาย ถ้าตั้งสูงเกินไม่เป็นไร แต่มันจะช้า ซึ่งจะเกิดปัญหาดีเลย์นั่นเอง ฉะนั้นเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน เมื่อสักครู่ที่บอกว่าตั้งได้ 250µsec. ในกรณีที่ลากสายไกลๆ ผ่านไฟเบอร์ออฟติก มันอาจจะทำไม่ได้ ค่า Latency มันอาจจะเพิ่มมากขึ้น เพราะโมดูลของไฟเบอร์ออฟติกก็มีค่า Latency ของตัวเองอยู่ภายใน คืออุปกรณ์ในระบบเน็ตเวิร์กมีค่า Latency เฉพาะอุปกรณ์อยู่แล้ว จะมากหรือจะน้อยเท่านั้นเอง

          ระบบ Redundant หรือระบบเน็ตเวิร์กสำรอง ระบบนี้จะใช้สวิตช์สองตัวเป็น Primary กับ Secondary จุดแข็งของระบบนี้คือ ในกรณีที่ตัว Primary มีปัญหาระบบมันจะไม่ล้ม หรือสายหลุดก็ตามตัว Secondary จะทำงานแทน แต่ข้อเสียคือ เราต้องซื้อสวิตช์มาสองชุด ตัวนี้ไม่สามารถใช้ Daisy chain ได้ เพราะว่าเรา assign เครื่องทุกตัวเป็นโหมด Redundant ทั้งหมดแล้ว อันนั้นมีข้อเตือนนิดนึง อย่าเอา Primary เน็ตเวิร์กกับ Secondary เน็ตเวิร์กไปเชื่อมถึงกัน เพราะว่าเป็นคนละวงกัน เรื่องที่สองมันจะทำให้ข้อมูลที่อยู่ในทั้งสองเน็ตเวิร์กวิ่งมารวมกัน มันจะเกิดการโอเวอร์โหลด แนะนำว่าแยกกันคนละวงดีแล้ว เพื่อความปลอดภัย จากนั้นวิทยากรได้สาธิตการเปิดเพลงผ่านระบบ Dante พร้อมกล่าวว่า ที่ผมเล่นเพลงเล่นมาจากตัว USB ผ่านมิกเซอร์ แล้วมิกเซอร์ทำการแปลงสัญญาณส่งผ่านเน็ตเวิร์ก ซึ่งจะวิ่งไปที่ตัวสวิตช์ และเน็ตเวิร์กจะส่ง ผ่านตัว MRX เป็นตัวทำหน้าที่เป็นโพรเซสเซอร์ วิ่งเข้าไปที่แอมป์แล้วค่อยออกสู่ลำโพง วิทยากรสาธิตให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ชม ก็คือเขาลองใช้วิธีถอดปลั๊กของสวิตช์ออกจากเครื่องเลย แต่ยังคงให้สวิตช์หนึ่งทำงานต่อไป วิธีนี้เป็นหลักการจำลองว่า เมื่อระบบมันล่มจะเกิดผลอย่างไร ผลปรากฎว่าทุกอย่างก็ปกติดี เนื่องจาก Secondary จะทำงานแทนตัว Primary เน็ตเวิร์กนั่นเอง

อ่านต่อตอนจบ


  . . . ตอนจบ . . .

“ Dan dugan จะเป็นตัวควบคุมอินพุตเกน โดยมันจะแชร์ระดับความดังร่วมกันเป็นชุดเดียว

ซึ่งเบื้องหลังมันจะมีการปรับอีคิว เพื่อให้เกนทางเอาต์พุตไม่ก่อปัญหา ”

วิทยากร : คุณศักดิ์ชัย ชัยประภาทอง และทีมงาน Audinate

          วิทยากรกล่าวว่า สังเกตว่าสาย Primary มันหายไปหนึ่งเส้น มันจะฟ้องคำว่า Link Down ซึ่งแปลว่าสัญญาณหายไป ตอนนี้ Secondary ทำงานแทน แล้วเราก็หาสายดูว่าตรงไหนที่มันมีปัญหา อันนี้งานเข้าแน่นอนถ้าสายปลั๊กไฟหลุด จะเห็นว่าสัญญาณ Primary จะหายไป ตอนนี้เสียงที่ได้ยินอยู่จะเป็นส่วนเน็ตเวิร์ก Secondary เนื่องจากระบบเป็นแมนเนจสวิตช์มันจะใช้เวลาบูตตัวเองสักพักนึง ซึ่งมันจะค่อยๆ มาทีละตัว ตะกี้ตัวเลขมันจะเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน ตัวสวิตช์มันเพิ่งเริ่มทำงาน ค่า Latency เกิดขึ้นเยอะนิดนึง เมื่อระบบเข้าที่สวิตช์ก็จะวิ่งกลับมาเข้าที่เหมือนเดิม โดยไม่ต้องทำอะไร มีคนถามว่า ถ้าผมต้องการเพิ่มอุปกรณ์เข้าไปในระบบผมต้องเซตค่า Latency เพิ่มในอุปกรณ์มั้ย... วิทยากรตอบว่า ถ้าเพิ่มแค่ชิ้นสองชิ้นไม่เป็นไร แต่ถ้าเพิ่มฮับสวิตช์เข้าไป จะเป็นการเพิ่มระบบซ้อนกันอีกชั้น ต้องเซต Latency ทุกตัวให้มีค่าเดียวกันทั้งระบบ สำหรับค่า Latency ที่ต้องเซตเนี่ย ก็แค่ว่าจากอุปกรณ์ตัวหนึ่งไปหาอุปกรณ์ตัวนึงมันมีค่า Latency เท่าไหร่ เราก็เซตให้ตรงกับการใช้งานเท่านั้นเอง แต่ในระบบเดียวกันอาจจะมีหลายๆ Latency ก็ได้ อย่างในตัวอย่างที่ดูกันในวันนี้ ในระบบที่เราใช้จะตั้งเป็น 250µsec. จากสวิตช์มาหาอุปกรณ์ตั้งเป็น 1ms คือมันผสมกันได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเลขเดียวกันหมดทุกเครื่อง

           ต่อไปจะพูดถึงเรื่องแบนวิดธ์ซึ่งในช่วงเช้ามีผู้ถามคำถามนี้ เดี๋ยวเรามาศึกษาในหัวข้อนี้กันเลย อย่างแรกวิธีการคำนวณโฟล์ว ซึ่ง flows ก็คือข้อมูลที่จะส่งไป สมมติว่ามีอยู่ 8 แชนเนล ถ้าหารด้วย 4 ก็จะเหลือ 2 โฟล์ว วิธีคิดก็คือ 2 โฟล์วคูณด้วย 16 อุปกรณ์ ก็จะกลายเป็นทั้งหมด 32 โฟล์ว ในเรื่องของโฟล์วมันจะเกี่ยวข้องกับ Unicast กับ Multicast ช่วงนี้ทางวิทยากรได้หยุดบรรยายชั่วคราว เพื่อให้ผู้เข้าสัมมนาได้เบรคพักทานกาแฟกัน... หลังพักเบรคเราก็มาสัมมนากันต่อ... ทางพิธีกรแจ้งว่าหลังจากคุณแอนดี้บรรยายจบ เนื้อหาถัดไปก็จะเป็นเรื่องของ CIS จากนั้นคุณแอนดี้ขึ้นบรรยายเกี่ยวกับเรื่องโฟล์ว วิทยากรบรรยายว่า อันนี้จะตอบโจทย์หรือคำถามที่สงสัยกันในเรื่องโฟล์ว เราจะรู้ได้ยังไงว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นมีกี่โฟล์ว อย่างนี้มาดูตัวซอฟต์แวร์ Dante Controller จะเห็นว่าเขาจะบอกว่า Transmit flows total ก็คือ 32 ตัวเลข 32 นี้ได้จากบอร์ดมิกเซอร์ ถ้าเป็น MTX5D ค่าสูงสุดก็คือ 32 โฟล์ว สำหรับโฟล์วที่พูดถึงหมายความว่า เราสามารถส่งสัญญาณเสียงไปให้อุปกรณ์ได้ทั้งหมด 32 ชิ้นก็คือ 32 โฟล์วหรือ 32 Devices เราเรียกว่าโฟลว์ (flows) ไม่ได้เรียกว่าแชนเนล เพราะแชนเนลจะส่งทีละแชนเนลๆ อย่างตัวนี้บอกว่ามี 32 แชนเนลแต่ไม่ได้บอกว่ามีกี่โฟล์ว ถ้าอยากได้เยอะกว่า 32 โฟล์ว จัดไปเลย PM10 ได้ทั้งหมด 128 โฟล์ว

           ในตัวอย่างวันสัมมนา วิทยากรได้แสดงการส่งสัญญาณจากมิกเซอร์ไปที่ MRX7-D จำนวน 4 แชนเนล ในระหว่างนี้คุณแอนดี้ได้มีการเพิ่มปริมาณจำนวนโฟล์วให้เห็นเป็นตัวอย่าง โดยมีการเพิ่มขึ้นไป 4-5 แชนเนล ซึ่งก็จะเป็นอีก 1 โฟล์ว ก็คือโยนไปให้อุปกรณ์อีกชิ้นนึงเป็นชิ้นที่ 4 ถึงแม้จะมีการเพิ่มแชนเนลไปแต่โฟล์วก็ยังเท่าเดิม ในที่นี้มี 5 แชนเนลจากตัวอย่าง วิธีการนับโฟล์วจะแบ่งเป็นทุกๆ 4 แชนเนลจะนับเป็น 1 โฟล์ว อย่างในกรณีนี้มีการเพิ่มมา 4 แชนเนลก็เป็นอีก 1 โฟล์ว ถ้าเพิ่มมาแค่แชนเนลไม่มากโฟล์วก็จะเพิ่มไม่มาก แต่ในตัวอย่างมีการเพิ่มถึง 4 แชนเนลจึงกลายเป็น 6 โฟล์ว โดยกำหนดให้ 1 โฟล์วต่อ 1 เพาเวอร์แอมป์ ในที่นี้เราจะส่ง MRX7-D ไปที่ตัวเพาเวอร์แอมป์ โดย 1 เครื่องต่อ 1 โฟล์วหรือ 2 เครื่องก็คือ 2 โฟล์ว แต่ว่าแชนเนลอาจจะมากกว่า 1 แชนเนล คือไม่ได้นับเป็นแชนเนลนะแต่นับเป็นโฟล์ว

           สำหรับเรื่องโฟล์วขอทบทวนอีกครั้ง 1 โฟล์วก็คือ 1 เครื่องอุปกรณ์ ถ้ามีจำนวน 32 โฟล์วก็เท่ากับ 32 อุปกรณ์นั่นเอง ถ้าอยากได้มากกว่านั้นคือ 128 อุปกรณ์จัด PM10 ไปเลย เดี๋ยวมาดูที่มาที่ไปในการคำนวณเลขนิดนึง ทำไมจึงเป็น 32 โฟล์ว กรณีเช่น MRX7-D ต้องการส่งสัญญาณชุดเดียวกัน 16 แชนเนลไปที่เพาเวอร์แอมป์ 16 ตัว มีเนื้อหาบางส่วนที่อยากให้รู้นิดนึง อุปกรณ์ที่รองรับขนาด 32 โฟล์วมีดังนี้ CL/QL/R-Serie/ MRX7-D-D/MTX5D พวกนี้รองรับ 32 โฟล์ว นอก นั้นถ้าเป็นซอฟต์แวร์ DVS จะรันได้ 16 โฟล์ว Dante MY16-AUD รันได้ 16 โฟล์ว เพราะฉะนั้นถ้าเราจะไปออกแบบระบบใช้งานต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย ในกรณีที่ใช้โฟล์วหมดเราอาจจะต้องใช้มัลติคาสต์โฟล์วแทน และสิ่งที่อยากให้รู้เพิ่มเติม Unicast ก็คือการส่งสัญญาณจากหนึ่งถึงหนึ่งจุด ส่วน Multicast หมายถึงการส่งสัญญาณจากจุดนึงไปยังอุปกรณ์หลายจุด หรือจากอุปกรณ์หนึ่งตัวส่งออกไปหลายๆ ชิ้น เราสามารถโปรแกรมระบบให้ 1 Multicast โฟล์วได้ 8 แชนเนล อย่างกรณีที่ต้องการใช้แอมป์หลายๆ ตัว สามารถใช้ 1 โฟล์วได้เพาเวอร์แอมป์ถึง 16 ตัวเลยทีเดียว จะเปลืองแบนวิดธ์น้อยกว่า

            ในตัวอย่างนี้จะเป็นการส่งแบบ Unicast (ดูรูปประกอบ) ความหมายของคำว่า Unicast ก็คือการส่งข้อมูลซ้ำๆ กันในรูปแบบเดียวกันไปทุกด้าน ในกรณีนี้จะใช้ข้อมูลเยอะขึ้น อันนี้เป็นตัวอย่างของการใช้งานแบบ Multicast สัญญาณที่มาจากตัวมิกเซอร์หนึ่งชุดจะทำการกระจายไปยังทุกอุปกรณ์ เพราะฉะนั้นระยะข้อมูลที่ส่งถึงกันก็จะน้อยกว่า อย่าลืมนะว่าตัวนี้มันส่งไปทุกอุปกรณ์ ส่งไปที่ Wi-Fi ด้วย ตัวอย่างอีกอันนึง (ดูรูป) เป็นของจริง โอลิมปิกที่แคนนาดา ปี 2010 ตัวนี้ใช้ 4 แชนเนลก็คือ 1 Multicast โฟล์ว มีแอมป์ทั้งหมด 100 เครื่อง ใช้แบบ Multicast โฟล์วชุดเดียว กันหมดเลย ในซอฟต์แวร์จะระบุให้ผู้ใช้เห็นว่า ตอนนี้มันใช้แบนวิดธ์ของ Multicast โฟล์วไปเท่าไหร่ bps ก็คือ bit per second ในทีนี้จะสร้าง 1 Multicast โฟล์วโดยใช้ไป 8 แชนเนล ซึ่งมันจะกินไป 13Mbps

            ในระหว่างนี้วิทยากรจะเปิด DVS ให้ดูเพื่อเช็คข้อมูล แต่บังเอิญเวลามีจำกัด เวลาใช้กับ Wi-Fi ก็จะเจอปัญหาเฉพาะของมัน สัญญาณก็จะถูกจ่ายเข้าไปในระบบเน็ตเวิร์ก Wi-Fi ด้วย เพราะว่ามีอุปกรณ์ตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็น DHCP เซิร์ฟเวอร์ วิทยากรกล่าวว่า ในหัวข้ออื่นๆ ที่ยังไม่ได้กล่าวในวันนี้ อยากจะมาพูดต่อในคราวหน้า เกี่ยวกับเรื่อง MRX7-D กับ MTX5D เดี๋ยวยังไงอาจจะมีการจัดสัมมนานอกรอบอีกครั้งนึง คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า ในส่วนของเนื้อหา Dante ของคุณศักดิ์ชัย ขอจบไว้เท่านี้ เพราะเนื้อหาถัดจากนี้ก็จะคล้ายๆ กัน มีคนถามว่า VLAN สามารถใช้กับ Dante ได้หรือไม่... วิทยากรตอบว่า... ได้... คุณสามารถรัน VLAN ร่วมกับระบบ Dante ได้ ไม่มีปัญหา... สำหรับ VLAN มันเหมือนตัวกั้นห้องระหว่างฮับสวิตช์เท่านั้นเอง...

Commercial Installation Service

           หลังจากคุณแอนดี้บรรยายจบแล้ว พิธีกรได้เชิญวิทยากรอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นทีมจาก R&D จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ขึ้นมาบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางด้าน CIS และยังเปลี่ยนผู้แปลเป็นคุณเอ็กซ์ ประพิชญ์ ชมชื่น หัวหน้าฝ่ายเทคนิค YDACC ผู้สัมมนาปรบมือให้การต้อน รับ วิทยากรกล่าวว่า... สวัสดีครับทุกคนที่มาร่วมสัมมนางาน Dante ในครั้งนี้ ผมมีความยินดี และขอบคุณคุณแอนดี้และทุกคน สำหรับหัวข้อที่ผมจะมาพูดในวันนี้เป็นเรื่องของ CIS หรือ Commercial Installation Service ผมทำงานอยู่แผนกเทคนิคด้านการตลาดของยามาฮ่าลอนดอน เป็นที่ทราบกันดีว่าบริษัท ยามาฮ่า เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีโรงงานและแผนกวิจัยพัฒนาเป็นของตัวเอง เรามีพนักงานทั้งหมดกว่า 25,000 คน กระจายอยู่ตามสำนักงานต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งหลายๆ คนเป็นผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแผนกกีตาร์ เปียโน เครื่องเป่า และโปรออดิโอ ยามาฮ่าพัฒนาสินค้าหลายๆ ตลาดที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ระดับติดตั้งในสนามกีฬาโอลิมปิกไปจนถึงสระว่ายน้ำ หุ่นยนต์ เครื่องจักรกลอื่นๆ อุปกรณ์ทางด้านไอที ล่าสุดยามาฮ่าผลิตแม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์ เรากำลังพูดถึงว่ายามาฮ่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เราใช้องค์ความรู้มาพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเช่นอุปกรณ์ด้าน DSP ด้านเสียง เราจะให้ดูว่าบริษัททำอะไรบ้าง หนึ่งในนั้นก็จะมีเรื่องของ CIS ตามที่เกริ่นไปแล้วข้างต้น ยามาฮ่าได้ขยายตลาดตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายซึ่งมีจำนวนมาก รวมถึงตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะพวกอุปกรณ์สำหรับติดตั้งในสถานที่ต่างๆ ที่ต้องการอุปกรณ์คุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุม บริษัท ห้างร้านต่างๆ ซึ่งจะเห็นว่ายามาฮ่าทำอุตสาหกรรมหลายๆ อย่าง และมีโลโก้ใหม่ซึ่งเป็นรูปฮันนี่โคม (honeycomb) โครงสร้างหกเหลี่ยม ซึ่งเป็นไอคอนของโปรดักซ์ในกลุ่มนี้ เป้าหมายของสินค้ากลุ่มนี้จะประกอบด้วย บริษัท ร้านค้าปลีก ออฟฟิศ ที่ทำงานเป็นเน็ตเวิร์ก

          โปรดักซ์เหล่านี้ยามาฮ่าพึ่งเริ่มเปิดตลาดกลุ่มนี้ออกมา ยามาฮ่าไม่ได้ผลิตแค่เพาเวอร์แอมป์ ลำโพง อุปกรณ์ Digital Signal Processor ยิ่งกว่านั้นยามาฮ่าพยายามที่จะผลิตสินค้าคุณภาพสูงเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในอุตสาหกรรมด้านเสียง กุญแจสำคัญที่ยามาฮ่าพยายามมุ่งเน้นในการพัฒนาองค์กรเพื่อผลิตสินค้าต่างๆ อาทิ เรื่องของคอนเซ็ปต์หลักของโปรดักซ์ในกลุ่มนี้โดดเด่นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นในการใช้งานที่หลากหลาย รองรับการขยายระบบในอนาคตได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งเรื่องความง่ายในการใช้งาน แบบไม่ต้องใช้โนฮาวสูงมาก ก็สามารถใช้งานอุปกรณ์ได้ และสามารถวางใจได้พร้อมกับใช้งานได้อย่างสบายใจ โดยมีคุณภาพแบบยามาฮ่าที่ทุกคนยอมรับ สำหรับอุปกรณ์รุ่นแรกก็จะเป็น VXS ตัว S มาจากคำว่า Surface Mount โดยสามารถยึดติดกับผนัง ด้วยขนาด 5.25 และ 8 นิ้ว และในกล่องหรือในแพ็ก เกจต่างๆ มีอุปกรณ์จำเป็นที่ใช้สำหรับการติดตั้งอย่างครบถ้วน สำหรับรุ่นถัดไปคือ VXC คือเป็นลำโพงซิลลิ่ง มีสปริงเหมาะสำหรับการติดตั้ง และสามารถแขวนโดยที่ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหล่นลงมา มีสีขาวสีดำ มีขนาดให้เลือกทั้งหมด 3 ขนาด มี 6.5 และ 8 นิ้ว รุ่นถัดไปอีกรุ่นหนึ่งซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด ลักษณะจะเป็น Low profiling ขนาดจะสั้นลงมาขนาด 12 มม. ก็จะติดตั้งได้ง่ายขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้น

            อุปกรณ์ยามาฮ่าในกลุ่มนี้สามารถเซตอัพเพื่อประยุกต์ใช้งานในแอปพลิเคชันต่างๆ ได้หลายๆ แบบ เหมาะทั้งติดตั้งในสถานการศึกษา ผับบาร์ ภัตตาคาร อุปกรณ์ยามาฮ่ามีแบบใช้งานง่ายๆ ซึ่งเหมาะกับสถานที่ที่ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญมาดูแลเครื่องตลอดเวลา รวมถึงสถานที่ขนาดเล็กที่ไม่ต้องการใช้พื้นที่ในการติดตั้งมากนัก เนื่องจากเราไม่ต้องใช้ลำโพงเยอะมาก โดยรุ่น MA2030 จะเป็นตัวหลักตัวแรก ถ้าเราต้องการขยายระบบเราสามารถใช้รุ่น PA2030 ได้... ถัดไปซีรี่ส์ XMV จะเป็นเพาเวอร์แอมป์มีอยู่สองรุ่นหลักๆ ที่มี Dante ซึ่งจะลงท้ายด้วยตัว D กับรุ่นที่ไม่มี D ต่อท้ายจะเป็นแบบ YDIF ซึ่งเป็นโพรโตคอลของยามาฮ่าโดยตรง แต่ว่าเป็นเน็ตเวิร์กเหมือนกัน สำหรับตัว MTX เป็นเมตริกโพรเซสเซอร์ เหมาะกับติดตั้งในห้องขนาดใหญ่ ห้องประชุม หรือกระทั่งห้างสรรพสินค้า ลักษณะก็เป็น Mixer in a box นั่นเอง ภายในประกอบด้วยฟังก์ชันเอฟเฟกต์ต่างๆ เราสามารถใส่พาราเมตริกอีคิว คอมเพรสเซอร์ เกท Auto-Gain Control, Feedback suppressor, Group Delay, EQ, Speaker Processor และ Limiter, Ducker, Ambient noise ต่างๆ ได้หมด จะเห็นว่าระบบมีความยืดหยุ่น และมีศักยภาพสูงที่พร้อมจะรองรับการใช้งาน การออกแบบตาม ที่ผู้ใช้ต้องการ ทั้งระบบที่เป็น Dante และไม่ใช่ Dante โดยล่าสุดยามาฮ่าเปิดตัว MRX7-D ในกรณีที่เราต้องการอุปกรณ์ที่มีศักยภาพสูงกว่าตัว MTX ซึ่งปกติก็จะมีฟังก์ชันพื้นฐานมาให้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่พอในการใช้งาน เพราะตัวนี้จะมีอินพุต 110 ช่องและเอาต์พุต 104 ช่อง

            เราสามารถใช้ฟังก์ชันหนึ่งที่ถือเป็นไฮไลท์ของสินค้ายามาฮ่าเลยก็ว่าได้นั่นคือฟังก์ชัน Dan Dugan Automixer ซึ่งจะมีโพรเซสเซอร์อยู่ภายใน นอกจากนี้ฟังก์ชันนี้ยังอยู่ในมิกเซอร์ของยามาฮ่าหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่น QL/CL เป็นต้น สำหรับอินพุตของ MRX7-D สามารถขยายอิน พุตด้วยการ์ดออปชัน สามารถเชื่อมต่อเอาต์พุตผ่าน YDIF สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Dante ได้ถึง 64 I/O ในกรณีที่เชื่อมต่อแบบอะนาลอกจะได้ 8 I/O จะเห็นว่ารองรับแชนเนลได้เป็นร้อย ซึ่งจะทำงานอิสระกว่า จะไม่เหมือน MTX5 หรือ MTX3 ซึ่งจะเป็นแบบฟิกซ์ ในการเชื่อมต่อการใช้งาน สามารถเชื่อมต่อผ่านระบบเน็ตเวิร์ก Dante โดยตัว MTX, MRX7-D สามารถรับส่งข้อมูลได้ถึง 64 แชนเนล รวมถึงสัญญาณเวิร์ดคล็อค ผ่านสายเคเบิลธรรมดา 1 กิกะบิต นั่นคือสาย CAT5 ซึ่งระบบถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ติดตั้งเองได้ง่ายๆ และมีความยืดหยุ่นสูง สำหรับระบบที่เป็นโพรโต คอลของยามาฮ่า จะเหมาะกับการใช้งานที่ไม่ต้องส่งสัญญาณในระยะไกลมาก คือไม่เกิน 30 เมตร โดยใช้สาย CAT5 ธรรมดา ที่ไม่ได้มีราคาแพงมาก โดยสามารถส่งสัญญาณได้ทั้งหมด 16 แชนเนล ลักษณะการใช้งานของ MRX7-D จะเป็นคอนเซ็ปต์แบบ Mixer in a box โดยควบคุมผ่านซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์ โดยการคอนฟิกหรือการเขียนออปเจ็กต์ไดอะแกรมต่างๆ ซึ่งเป็นฟังก์ชันสำเร็จรูป มาวางแล้วโยงสัญญาณเข้าหากันตามที่ผู้ใช้ต้องการออกแบบ ซอฟต์แวร์นั้นมีชื่อว่า MTX/MRX Editor เริ่มจากการตั้ง IP การตั้งค่าคอนฟิก เวลาเราเซตอัพทั้งหมด

           เมื่อผู้ใช้เปิดหน้าต่าง MTX/MRX Editor ขึ้นมา ก็จะพบคำสั่งเมนูต่างๆ อยู่ภายใน ผู้ใช้สามารถเลือกโมดูลหรือคอมโพเน้นต์ต่างๆ มาวางแล้วลากให้มันเชื่อมต่อกัน ซึ่งคอมโพเน้นต์ต่างๆ เหล่านี้ประกอบด้วยฟังก์ชัน ambient noise compensation หรือฟังก์ชันอื่นๆ ที่ใช้จัดการพวกระดับความดัง auto gain controller สามารถนำมาใส่รวมกันได้เป็นเซต พวกกลุ่มไดนามิก อีคิว ฟีดแบ็กซัสเพรสเซอร์ ลิมิตเตอร์ Dan Dugan ซึ่งกล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ นี่คือฟรีเจอร์ทั้งหมดที่มาพร้อมกับ MRX7-D สามารถรองรับงานได้ทุกประเภท ตั้งแต่งานธรรมดา จนถึงห้องประชุมลับ ซึ่งอยู่ในฟังก์ชัน Speech Privacy ส่วนอีกด้านจะเป็น Editor ใช้แก้ไขคอมโพเน้นต์ต่างๆ อยากให้ดูฟังก์ชันเฉพาะที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งของ MRX7-D สำหรับฟรีเจอร์ Speech Privacy เหมาะกับการติดตั้งในสถานที่ต่างๆ อย่างเช่น ธนาคาร คลินิก สำนักงานบริการปรึกษาด้านธุรกิจและกฎหมาย ฟังก์ชันนี้จะทำงานโดยช่วยปกปิดความลับไม่ให้ผู้อื่นได้ยินเสียงการสนทนาที่เป็นส่วนตัว อย่างในงานบางประเภทเราไปหาหมอ เราก็ต้องการคุยกับหมอเท่านั้น โดยเราไม่ต้องการให้เสียงของหมอหรือเสียงของเราเนี่ยไม่ต้องการให้คนอื่นได้ยิน หรือแม้กระทั่งการประชุมบางอย่างที่ไม่ต้องการให้คนภายนอกได้ยิน อาจจะมาแอบฟังที่ประตู หรือเอาเครื่องดักฟังมาติด ระบบจะสร้างเหมือนโทนเจนเนอเรเตอร์อย่างนึง เป็นตัวบล็อกเสียงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ยินเสียงสนทนาที่เราพูดคุยกันตามปกติ

           ลำดับต่อไปจะกล่าวถึงเรื่องของ Dan dugan Automixer เป็นฟังก์ชันหนึ่งที่พัฒนาโดยผู้ออกแบบด้านมิกเซอร์ที่มีชื่อเสียงคือ Dan dugan ยามาฮ่าได้ร่วมมือกับเขาเพื่อช่วยให้ออกแบบฟังก์ชันนี้ ให้สามารถทำงานบนคอนโซลมิกเซอร์ ดังนั้นจึงถูกนำมาใช้ในรูปของดิจิตอลมิก เซอร์ หน้าตาของเขาจะเหมือนลุงซานตร้าคอสเลย (ฮา) เราคงไม่ได้มาพูดถึงเรื่องทางเทคนิค แต่จะโชว์ให้ท่านเห็นว่ามันใช้งานยังไง และมันส่งผลต่อเสียงยังไงบ้าง และจะอธิบายให้ท่านเข้าใจว่ามันทำงานยังไงอีกด้วย จากนั้นวิทยากรได้เชิญคุณแอนดี้มาเป็นผู้ช่วย แล้ววิทยากรก็ตั้งไมค์ไว้ 4 ตัว เพื่อทำการสาธิตในครั้งนี้ อย่างแรกวิทยากรจะพูดเข้าไปที่ไมค์แต่ละตัว ในขณะเดียวกันก็จะมีการปรับเกนของไมค์ไปด้วย ซึ่งปัญหาที่จะสาธิตในครั้งนี้ จะโชว์เรื่องการใช้ Dan dugan แก้ปัญหาฟีดแบ็กของเสียง เดี๋ยวมาดูกันว่า Dan dugan ช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ในระหว่างนี้ก็มีการหวีดหอนหลายครั้ง และมีการปรับเกนลงมาบ้าง เพิ่มขึ้นบ้าง ทุกครั้งที่มีการหวีดหอน ระบบ Dan dugan มันจะช่วยปรับไม่ให้เกิดการหวีดหอนอีก ซึ่งถือว่าเป็นฟังก์ชันหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมากกว่า และเป็นจุดขายของดิจิตอลมิกเซอร์ของยามาฮ่าเลยทีเดียว

            วิทยากรบรรยายต่อว่า ถ้าเรามีไมค์ชุดนึง แล้วแต่ละชุดต้องการป้อนเป็นอินพุตชุดเดียวกัน และปล่อยเอาต์พุตชุดเดียวกัน เราสามารถติด ตั้งในห้องและควบรวมสัญญาณเข้าหากันได้อย่างยืดหยุ่น อันนี้ก็เป็นงานอีกประเภทนึง เช่น โรงแรม เราอาจจะแบ่งเป็น 4 โซนตามปกติ พอมีงานบางอย่างเราอาจต้องการรวมสัญญาณเข้าด้วยกัน โดยใช้อินพุตร่วมกัน แต่ตัว MRX7-D จะสามารถควบคุมสัญญาณดังกล่าวตามโจทย์ที่ผู้ใช้ต้อง การได้เลย โดยสามารถใช้คอมโพเน้นต์ที่ชื่อ Dan dugan ฟังก์ชัน อย่างในโรงแรมขนาดใหญ่ มีห้องสวีทรูม 3 ห้อง เราสามารถนำห้องอื่นๆ มามิกซ์ รวมกันได้ บางทีท่านอาจจะไม่เคยเห็น ตัวนี้มันสามารถเป็นเสมือนรีโมทควบคุมสัญญาณได้กลายๆ โดยตัวรีโมทจะควบคุมตัวฮาร์ดแวร์ โดยใช้ iPhone, iPod หรือเราจะควบคุมจาก iPad ก็ได้ ไอเดียนี้เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้งานติดตั้งทำงานง่ายขึ้น ลูกค้าต้องการระบบที่ควบคุมง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และสามารถทำงานผ่านระบบสัมผัสหน้าจอ ซึ่งยามาฮ่าเองพัฒนาด้านนี้เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว ซึ่งจะมีแอปฯของ iPad ให้ดาวน์โหลดฟรี สามารถนำมาติดตั้งแล้วคอนฟิกได้ โดยมันจะกลายเป็นรีโมทคอนโทรลดีๆ นี่เอง

            ในส่วนของการคอนโทรลบางทีเราไม่ได้คอนโทรลที่หน้างานอย่างเดียว อาจจะคอนโทรลจากจุดอื่นๆ หลายๆ จุด มันจึงมีออปชันอยู่ 3 แบบ จะเป็นแบบฮาร์ดแวร์ก็คือตัว DCP ซึ่งเป็นรีโมทที่ออกแบบโดยยามาฮ่า หรือจะใช้เป็นพวกสมาร์ทโฟน แท็บเล็ท ถ้าเป็นตัวใหญ่ก็จะต้องใช้ฟรีแอปฯ อีกตัวนึง จากนั้นวิทยากรโชว์การแชร์สัญญาณด้วยวิธีเกนแชร์ริ่ง ไม่ว่าเราจะเปิดกี่อันก็ตามสัญญาณมันจะยังเท่าเดิมอยู่ สัญญาณเอาต์พุต จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ

            ต่อไปจะเป็นการสรุปเนื้อหา ยามาฮ่ามีอุปกรณ์ตั้งแต่รุ่นธรรมดาไปจนถึง รุ่นเรือธงที่มีสมรรถนะสูง แต่ว่ามีความง่ายในการใช้งาน มีฟรีเจอร์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน รวมทั้งทีมงานยามาฮ่าที่มีอยู่ทั่วโลก และขอบคุณสยามดนตรียามาฮ่าเมืองไทย ที่จัดงานดีๆ แบบนี้ ให้พวกเราได้มีโอกาสมาพูดคุยกับผู้สนใจในครั้งนี้... สำหรับการบรรยายของผมก็ขอจบเท่านี้... ใครมีคำถามอะไรบ้าง… ผู้เขียนถามว่า อยากให้เปรียบเทียบระหว่างการทำงานแบบเดิมระหว่าง Gain before feedback กับฟังก์ชัน Dan dugan Automixer มีความแตกต่างกันยังไงในเรื่องของการสูญเสียกำลัง... วิทยากรตอบว่า สำหรับ Dan dugan จะเป็นตัวควบคุมอินพุตเกน โดยมันจะแชร์ระดับความดังร่วมกันเป็นชุดเดียว ซึ่งเบื้องหลังมันจะมีการปรับอีคิว เพื่อให้เกนทางเอาต์พุตไม่ก่อปัญหา มันเป็นหลักการสำคัญเบื้องต้นของการออกแบบระบบเสียง และ Dan dugan เป็นคอมโพเน้นต์ตัวหนึ่ง จากหลายๆ ตัวที่มีอยู่ในระบบมิกเซอร์ยามาฮ่า สัญญาณอินพุตเข้ามามันจะถูกปรับ HPF ปรับเกน ปรับเมตริกอะไรเยอะแยะ ซึ่งทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างอัตโนมัติ โดยมีการปรับปรุงเรื่องคุณภาพและกำลังเสียงไปด้วย

             เวลาเราทำงานแบบปกติเราใช้ Gain before feedback ใช่ไหม เราก็ต้องมาวัดค่าต่างๆ กลับไปกลับมาอยู่หลายๆ ครั้ง แต่ถ้าเราใช้ Dan dugan Automix ทุกอย่างก็จะถูกปรับแต่งให้เราโดยอัตโนมัติ สัญญาณจะแชร์ด้วยพลังงานที่เท่ากันหมด ผลลัพธ์ก็จะไม่ทำให้เกิดเสียงหอน หรือเสียงฟีดแบ็กต่างๆ แน่นอนในภาพรวมเสียงดีขึ้น ที่เหนือกว่านั้น เอ็นจิเนียร์ก็จะได้มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น โดยไม่ต้องมานั่งกังวลกับปัญหาแบบนี้ เอาเวลาไปคิดเรื่องของอีคิว เรื่องคอมเพรสเซอร์อะไรที่สร้างสรรค์ดีกว่า มีผู้ถามว่า Dan dugan Automix สามารถใช้ร่วมกับห้องอื่นๆ ได้หรือไม่... วิทยากรตอบว่า... ได้... มันเป็นฟรีเจอร์พิเศษของ MRX7-D ในการรวมสัญญาณหลายๆ ห้องเข้าด้วยกันหรือจะแยกกันก็แล้วแต่ จากนั้นก็จบการบรรยายในครั้งนี้ ในช่วงนี้ก็เป็นทางคุณศักดิ์ชัยก็เล่นเกมตอบคำถาม ซึ่งทางคุณศักดิ์ชัยได้ตั้งคำถาม เนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องเกี่ยวกับการสัมมนาในครั้งนี้ โดยแจกของรางวัลที่ทางสยามดนตรียามาฮ่าจัดเตรียมเอาไว้ อีกทั้งยังมีการจับรางวัลใหญ่ Lucky Draw ตอนช่วงท้ายอีกด้วย ขอขอบคุณทีมงานสยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ที่สนับสนุนข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ประกอบการเขียนบทความชุดนี้


เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม

แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88