งานเปิดตัว d&b audiotechnik Newest Innovation (02)

“ ตัวอาร์เรย์โพรเซสซิ่งเป็นจุดเด่นของ d&b เหตุผลมันทำบางอย่างได้

มันแก้ไข มันทำอะไรได้หลายๆ อย่างที่ลำโพงยี่ห้ออื่นทำไม่ได้ ”

… (เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว..)

แอมปลิฟายเออร์

         สำหรับแอมปลิฟายเออร์แบบโมบาย จะมีด้วยกัน 4 รุ่นหลักๆ ด้วยกันคือ D6, D12, D20, D80 ส่วนลำโพงที่เป็นโมบายก็จะเป็น E, J, T, V, Y ซีรี่ส์ และตระกูลที่เป็นมอนิเตอร์นี่คือโปรดักซ์โมบายทั้งหมด... ถัดไปเป็น Install เวอร์ชัน จะเห็นว่าเพาเวอร์แอมป์จะเพิ่มมา 2 รุ่น ก็คือ 10D, 30D ซึ่งผมจะอธิบายให้ฟังทีหลังเพราะตัวนี้เป็นสินค้าใหม่ อีกด้านนึงที่เป็นลำโพงก็จะมี E, T, Y ซีรี่ส์เหมือนกัน คือผมจะบอกว่าซีรี่ส์ที่เป็นทัวริ่งนะครับ บางรุ่นก็จะเป็น Installation คือจะไม่มีหูด้านข้าง ไม่มีหูหิ้ว และริกกิ้งก็อาจจะไม่เหมือนกัน ทำให้ประหยัดงบนิดนึงสำหรับคนที่ไม่ได้นำไปทัวริ่ง และนอกจากนั้นซีรี่ส์ที่ใช้ติดตั้งจริงๆ นั่นคือตระกูล XA ที่เป็นไลน์อาร์เรย์และไลน์ซอร์สอาร์เรย์ และ XC ซีรี่ส์ที่เป็นคอลัมน์ Speaker และก็ XS ที่เป็นพ้อยท์ซอร์ส พวกนี้จะเป็นเวอร์ชัน Installation มาเลย คือไม่มีหูหิ้วมาตั้งแต่แรกเลย... ถัดมาเป็น E ซีรี่ส์ E4, E5 จะเป็นลำโพง 4 นิ้วกับ 5 นิ้ว เป็นลำโพงโคแอกเชียลเล็กนิดเดียว ตัวเล็กน่ารักจุ๋มจิ๋ม ความดัง 114dB SPL ราคาไม่แพงตัวละไม่กี่หมื่น (หัวเราะ) และก็จะมี E6 ขนาด 6 นิ้ว มี E8, E12 ซึ่งตระกูล E ซีรี่ส์จะเป็นโคแอกเชียลทั้งหมด และยังมีซับวูเฟอร์ที่อยู่ในตระกูล E ซีรี่ส์ วันนี้ไม่ได้นำมาโชว์ จะมีซับ 12 นิ้ว และ 15 นิ้ว และ B4 ก็เป็น 15 นิ้วเช่นกัน

        ถัดไปเป็นพี่ใหญ่ของเราคือ J ซีรี่ส์ วางอยู่ด้านหลัง ฝั่งซ้ายและขวา ภายใน 12 นิ้ว 2 ดอก มีเสียงกลางและเสียงแหลม รุ่นนี้มาดอนน่าใส่เครื่องบินมาเล่นในไทย ซึ่งขนาด 12 นิ้วก็ดังมากแล้ว ไม่ต้องขนาด 15 นิ้วก็ได้ ยังมี J8, J12 คือ 80 องศาและ 120 องศา และ J Sub จะเป็น 18 นิ้ว 3 ดอก ถามว่าทำไมต้องเป็น 18 นิ้ว 3 ดอก มันจะเป็น Front Lobe ด้านหน้า 2 ดอก และมีคาร์ดิออยด์ด้านหลังอีก 1 ดอก และมี J-INFRA อยู่ข้างๆ ตู้ใหญ่ๆ ตู้นึง จะเป็น 21 นิ้ว 3 ดอก ถ้าอยากทำแผ่นดินไหวยืมผมไปทำได้ (หัวเราะ) รุ่นนี้มีคาร์ดิออยด์อยู่ด้านหลังด้วยนะครับ... ถัดไปเป็น V ซีรี่ส์ จะมี V8, V12 คล้ายกับ J ซีรี่ส์ คือจะมี 80 องศา และ 120 องศา และมี V Sub เป็น 18 นิ้ว และมี 12 นิ้วเป็นคาร์ดิออยด์ด้านหลัง ใช้เพาเวอร์แอมป์แชนเนลเดียวขับนะครับ สำหรับเพาเวอร์แอมป์หนึ่งแชนเนลสามารถขับ V Sub ได้ 2 ตู้นะครับ และ Y ซีรี่ส์ก็จะมีรุ่นเป็น 8 นิ้ว 2 ดอกและแหลม ตัว V ซีรี่ส์จะเป็น 10 นิ้ว 2 ดอก 8 นิ้ว และมีแหลม เป็นลำโพง 3 ทางแบบพาสซีฟ ใช้แอมป์แชนเนลเดียวขับ

         สำหรับ Y ซีรี่ส์จะเป็นลำโพง 2 ทาง ส่วนซับวูเฟอร์จะเป็น 18 นิ้ว ด้านหน้าและ 12 นิ้วเป็นคาร์ดิออยด์อยู่ด้านหลัง คล้ายกับ V ซีรี่ส์แต่ว่าจะย่อขนาดลงมา ถามว่าคาร์ดิออยด์คืออะไร คำตอบคือ มันเป็นแพทเทิร์นการกระจายเสียงมันจะไม่มีเสียงออกด้านหลังเลย... ถัดไปเป็นลำโพงพ้อยท์ซอร์ส Y ซีรี่ส์ที่เป็นพ้อยท์ซอร์สจะคล้ายกับ Y ซีรี่ส์ที่เป็นไลน์อาร์เรย์ จะมี 70 องศาและ 110 องศา เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดเพิ่งออกมาเมื่อปีที่แล้ว ส่วนซับวูฟเฟอร์จะเป็น B6 จะเป็น 18 นิ้ว 1 ดอกไม่มีคาร์ดิออยด์ด้านหลัง สำหรับน้องเล็กสุดของเราคือ T ซีรี่ส์ เป็นไลน์อาร์เรย์ก็ได้หรือพ้อยท์ซอร์สก็ได้ เป็นลำโพง 6 นิ้ว 2 ดอกอยู่ในตู้และเสียงแหลม จะเห็นว่าเรานำมาตั้งเป็นพ้อยท์ซอร์สก็ได้โดยการหมุนฮอร์น เพียงแค่หมุนฮอร์นก็จะเป็นทั้งไลน์อาร์เรย์และพ้อยท์ซอร์ส และต้องเปลี่ยนพรีเซตที่แอมป์ด้วยนะครับ ระบบโพรเซสเซอร์จะทำพรีเซตมาแยก กันระหว่างไลน์อาร์เรย์และพ้อยท์ซอร์ส สำหรับ T Sub จะเป็น 15 นิ้ว เราไม่ได้นำมาโชว์

         สำหรับสเตจมอนิเตอร์เราจะมีรุ่น M6, M4, M2 เราโชว์ไว้ด้านหน้าลองมาฟังเสียงได้ และมอนิเตอร์ขนาดเล็กมีรุ่น Max12, Max2 สำหรับ Max2 ก็มีซัพพลายเออร์บางเจ้าใช้อยู่ เวอร์ชันที่เป็น Installation จะเป็นรุ่น XA เป็นทั้งไลน์อาร์เรย์และไลน์ซอร์สอาร์เรย์ จะมี 2 รุ่นนะครับ ตัว 10AL จะเป็นไลน์อาร์เรย์ ส่วน 10A ธรรมดาจะเป็นไลน์ซอร์สอาร์เรย์ เวลาแขวนหน้ามันจะห่างๆ กัน อาจจะเหมาะกับแอปพลิเคชันที่เป็นสเตเดียม และ XS เป็นพ้อยท์ซอร์ส จะคล้ายๆ E ซีรี่ส์ มี 4, 5, 8, 10, 12 นิ้ว และซับวูเฟอร์ 12, 18 นิ้ว ถ้าเป็น 27S จะเป็น 15 นิ้วและมีคาร์ดิออยด์ด้านหลัง และ XC ซีรี่ส์ เป็นคอลัมน์ Speaker พาร์ทที่เป็นหัวใจสำคัญของซิสเท็มคือพาร์ทแอมปลิฟายเออร์ เดี๋ยวผมจะมาอธิบายแต่ละตัว สำหรับแอมปพลิฟายเออร์ก็จะมีอยู่ 3 ระดับ ตัว D6 จะเป็นรุ่นเล็กสุด เป็น 2 แชนเนลธรรมดา รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมาคือ 30D, 10D เป็นเพาเวอร์แอมป์สำหรับ Installation จะเห็นว่ามันไม่มีเซอร์เฟซอยู่ด้านหน้า

         สำหรับรุ่นใหญ่ของเราจะเป็น D80, D20 ซึ่งจะมีจอทัชสกรีนอยู่ด้านหน้า TFT 4.3 นิ้ว เป็นอินเทอร์เฟซใช้คอนโทรลเพาเวอร์แอมป์ มีตัวอย่างอยู่ด้านหน้ามาสัมผัสกันได้ คุณโอ๋กล่าวเสริมว่า... หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องซื้อเครื่องเสียงแพงๆ ทำไมเราต้องใช้เครื่องเสียงแบรนด์เนม สำหรับ d&b เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์เนมในวงการเครื่องเสียง ถ้าเปรียบเทียบกับรถ ก็จัดว่าเป็นรถซูเปอร์คาร์ เราอาจจะยังไม่ซื้อรถซูเปอร์คาร์ เราอาจไม่มีเหตุผลพอ แต่ถามว่าทำไมรถซูเปอร์คาร์มันจึงแพง เพราะอะไร ทำไม d&b จึงแพง...? อันที่จริงลำโพงเนี่ยไม่ใช่ทำขึ้นมาเพื่อให้มันแค่มีเสียง ถ้าทำขึ้นมาเพื่อแข่งกันว่าใครเสียงดังกว่า มันก็ไม่ต่างจากเป็ดที่ร้องแอ๊บๆๆ แข่งกัน คือคุณภาพของเสียงไม่มี มีแค่เสียงดัง อันนี้คือสิ่งที่ d&b คิดแตกต่างจากยี่ห้ออื่น เรียกว่าเป็นซูเปอร์ซิสเท็มดีกว่าเนอะ ซูเปอร์ Loudspeaker เราไม่ได้แข่งกันที่ความดัง เราแข่งกันที่คุณภาพของเสียงดีกว่า

         สรุปรวมก็คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้ d&b แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ทั่วไป จริงๆ เราเป็นตัวแทนจำหน่าย ถามว่าเรากล้าพูดมั้ย ถ้านับศิลปินที่มีการไรเดอร์ศิลปินเราถือว่าเราอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้อะไรในการเทียบหรือวัดว่าแบรนด์ไหนขึ้นอันดับหนึ่ง ถ้าวัดจากมุมของไรเดอร์ศิลปินอันนี้ต้องยกให้ d&b สมมติเลือกมาสัก 20 ศิลปิน เลือกมาเฉพาะเบอร์ท็อปๆ แล้วมาดูว่าศิลปินร้องขอลำโพงอะไรเป็นตัวเลือกแรกๆ และอีกเหตุผลนึง ที่อธิบายหลายๆ อย่างว่า ทำไม d&b เป็นซิสเท็มแอนด์ซีเคียวริตี้ เราก็ได้อธิบายตั้งแต่ต้นแล้ว เราได้พัฒนาทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน เริ่มตั้งแต่การขายเป็นซิสเท็ม การออกแบบวัสดุชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ลำโพง อิเล็กทรอนิกส์พาร์ท ทุกอย่าง ตั้ง แต่แอมปลิฟายเออร์ รีโมทคอนโทรล พวกนี้ก็รวมไปถึงเคเบิล ริกกิ้ง แล้วก็พวกแอคเซสเซอรี่ทาง d&b ก็จะคิดมาให้หมดแล้ว ว่าจะใช้แอคเซสเซอรี่แบบไหนบ้าง ทาง d&b ก็จะมีแอคเซสเซอรี่ทุกอย่าง ระหว่างนี้คุณโอ๋ถามว่า... ในนี้มีใครใช้เครื่องเสียงแล้วมีการรับประกัน 5 ปีบ้าง คืออยากรู้ยี่ห้ออื่นรับประกันยังไง มีใครใช้ยี่ห้ออื่นบ้างไหมคะ ปกติเขารับประกันกี่ปีคะ มีลำโพงยี่ห้อไหนรับประกันวอยซ์คอยล์ไหม้บ้างไหม

         สำหรับ d&b รับประกัน 5 ปี แล้วเปลี่ยนวอยซ์คอยล์ให้ โดยไม่ต้องเสียเงิน ทำไมเขาจึงขายทั้งซิสเท็ม ถ้าใช้ทุกอย่างเป็นซิสเท็มเดียว กัน ที่จะมีปัญหาค่อนข้างน้อย ลำโพงแต่ละรุ่นมีพรีเซตลำโพงอยู่ในนั้นอยู่แล้ว มันก็จะมีลิมิตสัญญาณอะไรอยู่ในนั้น แล้วลึกๆ ก็มีราย ละเอียด ผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น คุณโอ๋กล่าวต่อว่า... เห็นเสื้อสต๊าฟทุกคนที่ใส่อยู่มั้ยคะ "Democracy for listeners" จริงๆ มันคือ สโลแกนของ d&b มีใครอธิบายได้มั้ยว่ามันหมายความว่ายังไง มันคือประชาธิปไตยเพื่อใคร เพื่อคนฟัง ประชาธิปไตยเพื่อคนฟัง คืออะไรคะ คุณแม็คกล่าวว่า... ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฟังเท่ากันนะ ตั๋วชมราคา 500 ก็มีสิทธิ์ฟังเท่ากับ ตั๋ว 2 หมื่นนะครับ นั่งด้านหลังสุดกับหน้าเวทีก็ได้ยินดังเท่ากัน คุณภาพเสียงเดียวกัน ทุกพื้นที่ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ที่ดีไซน์ไว้ทุกจุด ต้องได้ยินเสียงดังเท่าๆ กัน มีสิทธิ์ได้ฟังเหมือน กัน นั่งตรงไหนเสียงซับก็ไม่หาย อาจมีคนสงสัยว่า d&b ทำไมทำได้แต่ทำไมเจ้าอื่นทำไม่ได้ สำหรับคำตอบนี้ เดี๋ยวจะมีคนมาอธิบายให้ฟังในพาร์ทต่อไป ผมจึงกล้าบอกว่าบัตร 500 เสียงจึงเหมือน 2 หมื่น พาร์ทต่อไปขอส่งต่อให้กับ มร.อัลฟอนโซ มาร์ติน เป็น COO ของวันซิสเท็มส์ฯ สำหรับคุณอัลฟอนโซ เป็นอะคูสติกเอ็นจิเนียร์ จบมาจากประเทศสเปน ตอนนี้เป็นเทคนิคคัลของวันซิสเท็มส์ฯ ทั้งยังเป็นผู้บริหารอีกด้วย วันนี้จะมาให้ความรู้กับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน นั่นคือเรื่องราวของอาร์เรย์โพรเซสซิ่ง (Array Processing) หรือเรียกว่า AP นั่นเอง

อาร์เรย์โพรเซสซิ่ง

          ขอต้อนรับคุณอัลฟอนโซ มาร์ติน และขอแนะนำน้องที่มาทำหน้าที่เป็นล่ามในวันนี้คือน้องที ภูษิต สำหรับน้องทีเค้าเป็นนักศึก ษาฝึกงาน หลังจากฝึกงานแล้ว เราเห็นว่าเค้ามีความสนใจเกี่ยวกับระบบเสียงของ d&b อีกทั้งมีความสามารถแปลศัพท์เฉพาะทางต่างๆ ให้เราเข้าใจได้ง่ายๆ บางทีเราฟังแล้วอาจจะ งงๆ น้องเค้าก็จะมาช่วยแปลตรงนี้ให้ จากนั้น มร.อัลฟอนโซ กล่าวว่า... ผมพูดภาษาไทยได้นิดหน่อย แต่การฟังยังไม่ค่อยดี สำหรับผมทำหน้าที่ทุกอย่าง เป็นเหมือนซูเปอร์แมนของที่นี่ หากใครเคยมาเทรนนิ่งที่นี่ก็คงคุ้นเคยกับผม จริงๆ ที่นี่ถ้ามีการจัดงานแบบนี้ เราก็มีการนำเสนออะไรมากมาย หลายคนอาจจะรู้จักแบรนด์ d&b ดีอยู่แล้ว แต่การนำเสนอครั้งนี้เรียกว่าเป็น Official Brand Presentation เดี๋ยวเราจะพรีเซ้นต์เทคโนโลยีใหม่ๆ จาก d&b ก่อนที่จะมีโชว์เร็วๆ นี้ เพราะมันมีอะไรขึ้นมาอีกหลายอย่างเลย มีใครพอจะอธิบายได้มั้ยครับว่าอาร์เรย์โพรเซสซิ่งคืออะไร ขอมือคนที่ยังไม่เคยรู้จักและไม่เคยฟังเรื่องของอาร์เรย์โพรเซสซิ่ง พอมีไอเดียมั้ยครับว่ามันคืออะไร งั้นถามว่าใครไม่รู้ว่ามันคืออะไร เดี๋ยวจะมีวิดีโอสั้นๆ ของอาร์เรย์โพรเซสซิ่ง ซึ่งนำมาจาก d&b เลย มีการเติมซับไตเติลเข้าไปหน่อย ประมาณ 5 นาทีนะครับ ดูครั้งแรกอาจจะไม่เข้าใจ ถ้ามีคำถามตรงไหนก็ถามได้เลย หลังจากเปิดคลิปวิดีโอแล้วเนี่ย เราก็จะมีการพรีเซ้นต์เนื้อหาเรื่องอาร์เรย์โพรเซสซิ่งเพิ่มเติมอีกทีนึง ซึ่งจะอธิบายแต่ละส่วนว่าอาร์เรย์โพรเซสซิ่งคืออะไร

           จากนั้นทีมงานเปิดคลิปวิดีโอนำเสนออาร์เรย์โพรเซสซิ่งขึ้นสู่จอโปรเจคเตอร์ หลังจากคลิปจบ มร.อัลฟอนโซ กล่าวว่า... เดี๋ยวเราจะอัพโหลดไฟล์วิดีโอนี้ลงในเฟซบุ๊ค จริงๆ ในเว็บ d&b ก็มีแต่จะไม่มีซับไตเติล ทีนี้มีใครบอกได้หรือยังว่าอาร์เรย์โพรเซสซิ่งคืออะไร ในลำโพง J, V, Y ซีรี่ส์ 3 ตัวนี้ ลำโพง 1 ใบจะต่อแอมปลิฟายเออร์ 1 ช่อง ที่ทำแบบนี้แอมป์มันจะโพรเซสสัญญาณขึ้นมา เพื่อที่จะแก้ไขทางกายภาพของรูปร่างอาร์เรย์ เหมือนกับเรามีตัวกำเนิดเสียงหนึ่งแถว มันจะมีเอฟเฟ็กต์บางเอฟเฟ็กต์ตามรูปร่างไลน์อาร์เรย์ หากมันยาวมาก คนที่อยู่ด้าน หน้าก็จะได้ยินเสียงที่ทุ้มมาก พอเราขยับไปตรงกลางปุ๊บเสียงทุ้มก็จะน้อยลง เสียงกลางจะเด่นที่สุด หากถอยไปไกลๆ เสียงแหลมก็จะเด่นที่ สุด ตรงนี้อาร์เรย์โพรเซสซิ่งก็จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้ และยังมีอีก 2 แบรนด์ ที่ใช้วิธีการแบบเดียวกับคลิปวิดีโอประมาณนี้ มีการเอา FIR ฟิล เตอร์มา แล้วเค้าก็พยายามทำแต่ยังไม่สำเร็จ ในเชิงคณิตศาสตร์เวลาคำนวณแล้วเนี่ยมันเป็นไปได้ แต่ว่าเวลามาฟังเสียงมันไม่ได้ตามนั้น เพราะตรงนั้นเค้าคิดแค่จากจุดๆ เดียว ยังไม่ได้รวมระหว่าง 2 คลื่น อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมีแค่แบรนด์เดียวที่เอามาใช้งานในตอนนี้

           ตัวอาร์เรย์โพรเซสซิ่งเป็นจุดเด่นของ d&b เลยล่ะ ศิลปินหลายวงเขากำหนดมาเลยว่าต้องใช้แบรนด์นี้โดยเฉพาะ เหตุผลมันทำบาง อย่างได้ มันแก้ไข มันทำอะไรได้หลายๆ อย่างที่ลำโพงยี่ห้ออื่นทำไม่ได้ ไม่ใช่แค่งานทัวริ่งอย่างเดียวที่ใช้อาร์เรย์โพรเซสซิ่ง ก็มีสถานที่ที่ติดตั้งถาวร อย่างเช่นที่ฮ่องกง โรงละครโอเปร่า ก่อนหน้านี้เค้าใช้ d&b อยู่แล้ว แต่เขาอัพเกรดเพื่อให้มาใช้อาร์เรย์โพรเซสซิ่งได้ อย่างแรกคือ ความชัดเจนของเสียงพูด อาร์เรย์โพรเซสซิ่งจะดีมากๆ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีเสียงก้อง สิ่งแรกที่มันทำคือการไปเอาความแตกต่างของเสียงแต่ละพื้นที่ฟังก่อน ก็คือตัวโทนัลบาลานซ์ โดยทั่วไปลำโพงตัวนึงเวลาฟังข้างหน้าได้เสียงนึง ฟังตรงกลางได้เสียงแบบนึง หรือในโรงละครที่มีสองชั้น มีชั้นล่างและบน มีระเบียงชั้นสามขึ้นไป เสียงเปลี่ยนไปเลยนะ อาร์เรย์โพรเซสซิ่งจะช่วยแก้ปัญหานี้ อย่างงานทัวริ่งในพื้นที่ใหญ่ๆ จุดที่เสียงดีที่สุดจะเป็นตำแหน่ง Front of House เพราะว่าเป็นตำแหน่งที่คนจัดการระบบเสียงนั่งอยู่ มันมักจะอยู่ตรงกลางอะไรทำนองนี้ พอไปตำแหน่งข้างหน้าเสียงทุ้มเยอะ ไปตรงกลางเสียงกลางเยอะ ทำให้ทุกๆ ที่ โทนัลบาลานซ์มันไม่เหมือนกัน เสียงเปลี่ยนตลอด

           อาร์เรย์โพรเซสซิ่งจะทำให้ทุกๆ ตำแหน่งการฟังได้ยินเสียงเหมือนกัน นอกจากจะทำให้โทนัลบาลานซ์เหมือนกัน ในส่วนของความดังเราก็ควบคุมได้ อย่างเช่นเรามีพื้นที่ความยาว 100 เมตร จะให้เสียงมันเท่าๆ กันทั้งหมด จะให้มัน Decay ตั้งแต่ 0 เมตรด้านหน้า จนถึง 100 เมตรข้างหลัง ตกไปแค่ 2dB ก็ทำได้ ซึ่งตามหลักฟิสิกส์เนี่ยเสียงมันจะตกไปเรื่อยๆ ตามระยะทาง แต่ระบบนี้หายไปนิดเดียว ถ้าเรามีลำโพงแถวหลัก สมมติเรามี J ซีรี่ส์ แล้วมีเอาต์ฟีลเป็น V, Y ซีรี่ส์ ในแอมป์ก็จะมี Target ในการคอนโทรลความดัง คือจุดที่ลำโพงทั้งสองแถวมันคุมกันอยู่ J กับV อะไรแบบนี้ เสียงมันจะไม่มีความดังต่างกัน เพราะมันใช้ Target ของ dB SPL เดียวกัน และเรายังคำนึงถึงระยะทางใกล้/ไกลเนี่ย เสียงแหลมมักจะถูกอากาศซับไป ซึ่งอาร์เรย์โพรเซสซิ่งจะชดเชยตรงนี้ขึ้นมา สำหรับตัว Y ซีรี่ส์ใช้มาแล้วในระยะ 100 เมตร ข้างในเป็นลำโพง 8 นิ้วแค่ 2 ดอก คือเดินจากด้านหน้าไปถึงข้างหลังเสียงไม่เปลี่ยนเลย ในบริเวณด้านหน้าเนี่ย ยิ่งมีไลน์อาร์เรย์ยาวเท่าไหร่ เราก็จะเห็นว่ามันสร้างเสียงทุ้มขึ้นในบริเวณด้านหน้าโด่งขึ้นมา ยิ่งลำโพงมันยาวเท่าไหร่ คลื่นเสียงมันจะยิ่งถูกบีบ และในบริเวณตำแหน่งตรงกลางของอาร์เรย์ ที่จะมีเสียงโลว์โด่งขึ้นกว่าเดิม มันจะเปลี่ยนตามความถี่

           หลังจากที่เราวาดพื้นที่ลงไปในซอฟต์แวร์ ArrayCal แล้วเนี่ย เราจะรู้ว่าบริเวณไหนมีความดังเท่าไหร่ ความถี่ไหนมากน้อยเท่าไหร่ มันจะย้ายพลังงานเสียงนั้น ไปเติมจุดที่ขาดหายไป ตัวนี้มันจะทำงานใน Coverage ของอาร์เรย์ มันไม่ใช่จะ in Hearing สมมติลำโพงแขวนเพิ่มขึ้นข้างบนทำไม่ได้ ต้องแขวนชี้ลงมันก็จะอยู่ในบริเวณที่ชี้ลง แต่มันจะนำเอาพลังงานที่มีมากเกินไปชดเชยในส่วนที่มันขาด เราจะเห็นว่าที่จุดฟังแต่ละความถี่รูปร่างก็จะไม่เหมือนกัน ในทางคณิตศาสตร์ถ้ารูปร่างเหมือนกัน เค้าก็จะใส่ดีเลย์เข้าไปในแต่ละตู้ เพื่อให้มันไม่เหมือนกัน เพื่อที่จะเปลี่ยนรูปร่างของมัน แต่ว่าทำขึ้นมาแล้วแต่เสียงมันก็ยังไม่โอเคเท่าไหร่ ถ้ายี่ห้ออื่นหากไปลองฟังมา เราจะรู้ถึงรอยต่อแต่ละเสียง แต่ละความถี่ แต่ละตำแหน่ง วิธีแก้ปัญหาเค้าใช้ FIR, IIR ใส่ด้วยกัน แล้วรูปร่างของอาร์เรย์หลังจากที่มันถูกโพรเซสจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างไปมันจะไม่หยักเยอะเหมือนตอนที่คำนวณออกมาด้วยเลขอย่างเดียว ค่อนข้างซับซ้อนอธิบายยาก...

... (โปรดติดตามอ่านในตอนต่อไป...ครับ)...


 เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม

 แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88