งานเปิดตัว d&b audiotechnik Newest Innovation (03)

 “ สิ่งที่ซอฟต์แวร์มันคำนวณคือเฉพาะเสียงหลักจากลำโพงปล่อยออกไป

มันไม่ได้คำนวณค่ารีเฟล็กชั่นหรือเสียงก้อง ”

… (เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว)…

         พอเรามีพื้นที่ฟังปุ๊บ สิ่งที่ซอฟต์แวร์มันทำคือ มันจะมีพื้นที่ Reference Point ในพื้นที่ฟังเยอะๆ ประมาณทุกๆ 20 เซนติเมตร โดยแต่ละจุดจะคำนวน 240 ความถี่ คิดไปเรื่อยๆ แล้วสร้างอาร์เรย์โพรเซสซิ่งขึ้นมา... มีใครเคยมาอบรมเกี่ยวกับเรื่องอาร์เรย์โพรเซสซิ่งบ้างครับ มีประ มาณ 3-4 คนนะครับ... ที่เห็นมาทั้งหมดนี้อาจจะอธิบายยากแต่ว่าการทำงานจริงๆ ไม่ยาก คือทั้งหมดที่พูดมาเมื่อสักครู่นี้ ถ้าเราใช้งานมันจริงๆ ทำแค่สองอย่าง... หนึ่งใส่ข้อมูลพื้นที่ฟังลงไป สองกดใช้งาน เพราะบนความยุ่งยากตรงนั้นของ d&b ซิสเท็มเนี่ย แอมป์รู้จักลำโพง ลำโพงก็รู้จักแอมป์ เราแค่เสียบสายแล้วเลือกพรีเซตลำโพงตัวนั้น เราก็จะได้เสียงที่ดีแล้ว มีตัวอย่างสถานที่แห่งหนึ่งในประเทศไทย จะเห็นสีน้ำเงินคือชั้นล่าง สีส้มชั้นสอง สีเขียวชั้นสาม ในซอฟต์แวร์เราก็ต้องเลือกลำโพงที่ต้องใช้นะครับ ตรงนี้ก็คืออาร์เรย์โพรเซสซิ่งซอร์ส (Array Processing Source) เมื่อกี้ Curve ที่อยู่ในวิดีโอก็คือตัวนี้นะครับ จะเห็นสองเส้น เราสามารถเลือกความถี่ได้ เส้นนึงจะเป็นความถี่เท่าไหร่ เราก็ดูซอร์ส เราจะเห็นไลน์อาร์เรย์สีเหลืองตรงกลางอันเล็กๆ เค้าก็สร้างซิมมูเลชันขึ้นมา ตอนนี้เราก็สร้างบรอดแบนด์พิงค์น้อยส์ ตัวนี้เราดูที่ย่านความถี่ 1kHz นะครับ ก็จะเห็นพื้นที่ด้านหน้าตรงกลางจะเป็นจุดที่ตกนั้น 1kHz ตกลงมาเยอะมาก โซนสีเขียวคือเสียงค่อนข้างเบานะครับ ถ้าเราจะใช้เราก็แค่กด Process เราก็จะได้หน้าตาแบบนี้

         เราสามารถเลือกได้นะครับว่าเราจะให้ คือพื้นที่ฟังจะให้มันตัดตรงไหน แล้วให้มันโพรเซสตรงไหนเป็นส่วนๆ คือตอนนี้จะให้พื้นที่บริ เวณด้านหน้ากับตรงกลางมีระดับความดังของเสียงดังเท่ากันหมดเลย เป็น Decay 0dB คือเดินจากข้างหน้าไปตำแหน่งตรงกลาง เสียงไม่ตกลงเลย ด้านหลังก็ให้มันตกไปแค่ 3dB ถ้าจะให้ละเอียดมากๆ ก็ใส่ค่าความชื้นของอากาศเข้าไป เราก็เลือกเอาว่าจะให้โพรเซสเสียงดีที่สุด หรือว่าจะรักษาพลังงานเสียงไว้ ให้จินตนาการเป็นภาพสามมิตินะครับ แนวนอนด้านล่างจะเป็นความถี่ แนวตั้งเป็น dB แต่ละความถี่ คุณสมบัติแต่ละสีก็อย่างที่กล่าวไปแล้ว น้ำเงินข้างล่าง สีส้มชั้นสอง สีเขียวชั้นสาม ตามระยะมาเรื่อยๆ ข้างบนถ้าเราไม่ใช้อาร์เรย์โพรเซสซิ่ง ข้างล่างคือผลของอาร์เรย์โพรเซสซิ่ง ย่านต่ำมันทำงานต่ำมาก ต่ำระดับช่วง 200Hz เลย และก็ช่วงที่มีผลมากๆ เลยคือช่วงเสียงแหลม สมมติเราไปในเธียเตอร์ที่นึง แล้วมีตำแหน่งนั่งฟังทั้งหมดสามชั้น ปรากฎว่าขายบัตรไม่หมด ชั้นสามยังว่างโล่งอยู่ เมื่อชั้นสามไม่มีคนฟัง เค้าก็จะย้ายพลังงานชั้นสามลงมาชั้นสองกับชั้นหนึ่งแทน หลังจากใช้อาร์เรย์โพรเซสซิ่งปุ๊บ จะเห็นเส้นสีเขียวตกลงมาประมาณ 15-16dB เลย

         หรือว่าจะเอาชั้นสองลงก็ได้ ชั้นล่างกับชั้นสามเสียงก็ยังเหมือนกันอยู่ แต่ชั้นสองเสียงจะหายไป ถามว่าใช้จริงๆ ยากขนาดไหน คือเราแค่เซฟพรีเซตไปแล้วกดแค่ปุ่มเดียว คือใช้กับไม่ใช้ สามารถเตรียมไว้ได้หลายๆ พรีเซต เรามีหลายๆ อันก็ได้ไม่จำเป็นต้องมีแค่เปิดกับปิด ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าที่จะใช้เลย ก็คือในเนื้อหาสามคลิปวิดีโอที่มีการอธิบาย มันทำงานหลายอย่างมาก เป็นเรื่องละเอียดสุดๆ ที่ผมยังเจาะลึกไม่ได้ในวันนี้ ถ้าเจาะลึกลงไปคงใช้เวลาอธิบายอีกนานเลย สิ่งที่มันกระทำต่อลำโพงเนี่ย มันทำให้ลำโพงมียูนิฟอร์มขึ้น เราจะได้ลำโพงมาอีกชุดนึงเลย เราสามารถกำหนดได้ว่า เสียงตรงไหน ความดังเท่าไหร่ ค่า Decay เป็นยังไง ทั้งหมดสามารถจัดการได้หมด แค่กดสั่งงานมัน ตอนนี้เราอยากโชว์มากว่ามันใช้งานได้ขนาดไหน กำลังมองหาสถานที่อยู่ ถ้าเป็นกลางแจ้งก็เกรงว่าจะร้อนไป เวลาเดินระยะ 100 เมตร ฟังเสียงแล้วมันจะดร็อป... ในพาร์ทนี้ใครมีคำถามมั้ยครับ เรื่องเกี่ยวกับอาร์เรย์โพรเซสซิ่ง

คำถาม : แล้วมันไปสั่งยังไง สมมติว่าลำโพงที่สัญญาณออกจากแอมป์หนึ่งแชนเนล เราลิงค์กี่ใบ

         เราไม่มีลิงค์ครับ หนึ่งแชนเนลต่อลำโพงหนึ่งใบ มีใครทราบราคาของอาร์เรย์โพรเซสซิ่งไหมครับ หากต้องการใช้ระบบนี้ต้องใช้เงินเท่า ไหร่... คำตอบคือ... ฟรี..! กลับมาที่คำถามละกัน แอมป์กับลำโพงจะใช้ร่วมกันได้ มี J ซีรี่ส์ V ซีรี่ส์ Y ซีรี่ส์ เรียงจากใหญ่ไปหาเล็ก แล้วก็แอมป์เป็น D80, D20, 30D ส่วนรุ่นอื่นๆ ก็เลิกผลิตไปแล้ว กระบวนการโพรเซสซิ่งทุกอย่างมันทำในตัวแอมป์...

คำถาม : ถ้าวัสดุในห้อง มีพื้นผิวต่างกัน เราต้องป้อนค่าวัสดุลงไปด้วยไหมครับ เพราะมันมีความถี่ของอะคูสติกที่ต่างกัน

         สิ่งที่ซอฟต์แวร์มันคำนวณคือ เฉพาะเสียงหลัก (Direct sound) จากลำโพงปล่อยออกไป มันไม่ได้คำนวณค่ารีเฟล็กชั่น (Reflection) หรือเสียงก้อง แต่ซอฟต์แวร์มันคุยกันรู้เรื่อง คือเราสามารถเอ็กพอร์ตส่งไปให้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางคำนวณต่อได้ เช่น พวกค่า CAD ของซอฟต์แวร์ที่เขียนจากห้องนั้นๆ เราสามารถนำไปคำนวณต่อได้

         ระหว่างนี้เป็นกิจกรรมถาม-ตอบ จากวิทยากร โดยถามว่า... เมื่อกี้ในอาร์เรย์โพรเซสซิ่งเราจะเห็นกราฟด้านบนกับด้านล่าง คำถามคืออาร์เรย์โพรเซสซิ่งจะทำให้เราได้ยินเสียงตำแหน่งฟร้อนต์ออฟเฮาส์ กับตำแหน่งด้านหน้าเท่ากันหรือไม่... คำถามนี้ง่ายไป... งั้นขอถามว่า... จุด เด่นของอาร์เรย์โพรเซสซิ่ง 3 ข้อมีอะไรบ้างครับ... มีผู้ตอบว่า... ข้อแรกมันจะทำให้ตำแหน่งการฟังทุกตำแหน่งเสียงดังเท่ากัน... ข้อสองมันจะช่วยคำนวณเฉพาะพื้นที่การฟังที่เราป้อนค่าเข้าไปเท่านั้น และ ข้อสามประหยัดพลังงานต่างๆ หลายๆ ส่วน เช่น ประหยัดเพาเวอร์แอมป์...

จากนั้นคุณอัลฟอนโซปรบมือให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาท่านนั้นที่ตอบคำถามนี้

          อย่างแรกมันทำให้โทเนอร์บาลานซ์ (Toner Balance) ในทุกๆ จุดของพื้นที่ฟัง และเรากำหนดค่า Decay ตามระยะทางของเสียงที่ตกเนี่ยมากน้อยแค่ไหน และยังสามารถย้ายพลังงานในจุดหนึ่งเข้ามายังจุดที่เราต้องการได้ ถ้าหากมีเดโมเราจะเชิญทุกท่านไปฟังกัน... คุณโอ๋กล่าวว่า... ช่วงนี้พักเบรคประมาณ 10 นาทีแล้วจะมีการต่อที่พาร์ท 2 วันนี้คุณอัลฟอนโซค่อนข้างลงเทคนิคลึกนิดนึง จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าลึกไปหรือเปล่า บางคนอาจจะต้องการรู้แค่เบื้องต้น สำหรับใครที่ต้องการรู้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่านี้ก็มาเทรนนิ่งกัน คอยติดตามหน้าเฟซบุ๊คได้นะคะ ซึ่งการเทรนนิ่งคอร์สเบสิคจะไม่มีค่าใช้จ่ายเลย ทุกอย่างฟรี สามารถมาลงทะเบียนแล้วเข้าเรียนได้เลยที่ สำหรับช่องทางติดตามคือ https://web.facebook.com/Onesystemsglobal/

New Electronics

          ช่วงหลังเบรคเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับ New Electronics วิทยากรจะเป็น คุณแม็ค และ คุณที โดยคุณทีกล่าวว่า... ลำดับถัดไปเราจะพาไปดูโปรดักซ์ของ d&b ซึ่งเป็นอิเล็กทรอนิกส์นั่นคือตัวเพาเวอร์แอมป์สำหรับงานติดตั้ง (Installation) โดยเฉพาะเลย อันนี้กลับมาดูเวิร์คโฟล์วกันอีกรอบนึง ปกติการทำงานของระบบ d&b เราจะทำงานในระบบ ArrayCalc กันก่อน เราก็จะใส่ค่าพื้นที่ฟังและลำโพงที่ใช้ หลังจากนั้นเอ็กพอร์ตมาที่โปรแกรม R1 ซึ่งเป็นรีโมทซอฟต์แวร์ที่ใช้คุมซิสเท็ม d&b ทั้งหมด หลังจาก R1 ก็จะเป็นส่วนคอมพิวเตอร์คุยกับ DSP ในตัวเพาเวอร์แอมป์ จากนั้นส่งต่อไปที่ลำโพง จากนั้นคุณแม็คกล่าวเสริมว่า... นี่คืองานติดตั้งที่ d&b เคยทำมาก่อนหน้านี้ จะเห็นว่ามันจะมีหลายแบบมากเลย ไม่ว่าจะเป็น สเตเดียม, อาร์รีน่า, คอนเวนชัน หรือว่าเป็นไนท์คลับ ซึ่งก่อนหน้านี้จะใช้เพาเวอร์แอมป์อยู่ 3 รุ่น เพื่อใช้สำหรับงานติดตั้งก็คือ D6, D12 เป็นเพาเวอร์แอมป์ที่ออกมานานมากๆ แล้ว แต่ว่าตัว D80 แม้เพิ่งจะออกมาไม่นาน แต่ว่ากำลังขับมันอาจจะสูงเกินไป สำหรับที่จะขับลำโพงบางรุ่น ซึ่งจะใช้วนกันอยู่แค่ 3 รุ่นเท่านั้น

          ถ้าดูจากไทม์ไลน์ของเพาเวอร์แอมป์ ก็จะไล่จาก D6, D12 ซึ่งเป็นรุ่นที่ออกสู่ตลาดก่อนปี 2012 หลังจากนั้นปี 2013 ก็มี D80 เข้ามา ซึ่งยังถือว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์ตัวใหม่ของเรา ปี 2015 ก็จะมี D20 เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัว สเป็กจะเหมือน D80 แต่จะมีกำลังขับน้อยกว่า มีหน้าตารูปลักษณ์เหมือนกัน และที่ใหม่กว่าก็คือเป็น 10D และ 30D ซึ่งถูกออกแบบมาโดยไม่มีอินเทอร์เฟซ หน้าจออะไรด้านหน้าของอุปกรณ์เลยนะครับ คุณทีกล่าวเสริมว่า...จริงๆ รุ่น D80 เค้าว่ากันเป็นรุ่นเพาเวอร์เฮ้าส์เลยทีเดียว แต่บางคนเค้าบอกว่ามันแรงไปหน่อย เค้าก็เลยออกรุ่นเล็กมา เอาต์พุตโวลเตจของ D80 สูงมาก สำหรับเฉพาะงานติดตั้งเค้าก็ทำออกมาสองรุ่นนั่นคือ 10D กับ 30D หน้าตาก็จะไม่มีอะไรเลย สำหรับฟรีเจอร์หลักๆ ก็จะเหมือนพวก D20 คล้ายกับรุ่นพี่ เช่นมี DSP เหมือนกัน ทุกอย่างเหมือนกันหมดยกเว้นจอ ข้างในก็จะมีเพาเวอร์แอมป์ 4 แชนเนลเหมือนเดิม มีอินพุตเยอะแยะมากมาย ระหว่าง 2 รุ่นคือ 10D และ 30D มีความแตกต่างคือเอาต์พุตโวลเตจ... 10D จะมีกำลังขับน้อยกว่า ส่วน 30D จะมีกำลังขับมากกว่า เนื่องจากเพาเวอร์แอมป์กลุ่มนี้ใช้สำหรับงานติดตั้ง จึงมี Efficiency สูงมาก ปกติงานติดตั้งมันจะมีช่วงที่ไม่มีเสียงเข้ามา เพาเวอร์แอมป์ก็จะลดการใช้พลังงานได้ แทบไม่มีการใช้เลย มันจะเป็นสแตนบายโหมด คือมันจะตรวจอินพุตว่าเข้ามามั้ย ถ้าไม่มีอินพุตเข้ามาในระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้ เพาเวอร์แอมป์ก็จะเข้าสู่สแตนบายโหมดโดยอัตโนมัติ และยังมี OCA (Open Control Architecture) ใช้ควบ คุมผ่านระบบเน็ตเวิร์กได้เหมือนเพาเวอร์แอมป์รุ่นพี่

          สำหรับเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้จะมีอินพุตทั้งหมด 8 ช่อง ตามสเป็กแล้วสามารถใช้ได้พร้อมกันทั้ง 8 อินพุตเลย แบ่งเป็นอะนาลอก 4 ช่องและดิจิตอล 4 ช่อง ว่าไปแล้วเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้เหมือนมีเมทริกซ์เล็กๆ ตัวหนึ่งอยู่ภายใน ทุกอินพุตผู้ใช้สามารถควบคุมเกนได้ ในงานติดตั้งเรานำเสียงมาจากมิกเซอร์ แต่ว่ามันมีเครื่องเล่น DVD เล็กๆ อยู่ใกล้ๆ เราสามารถเสียบเข้าไปตรงๆ ได้เลย แม้กระทั่งไมโครโฟนก็เสียบตรงๆ เข้าไปได้ เพราะมันมีอินพุตเกนควบคุมอยู่... ถัดไปเป็น GPIO มีทั้งหมด 5 ชุด มี General Purpose I/O สำหรับ GPIO เราสามารถใช้เชื่อมต่อกับสวิตช์ภายนอกได้... ถัดไปเลขยาว EN50849 มันเป็นมาตรฐานหนึ่งที่บอกว่าเพาเวอร์แอมป์สามารถใช้กับพวกระบบกระดิ่งเตือนไฟไหม้อะไรทำนองนี้ ถ้าเรานำลำโพงตัวนี้ไปใช้ในงานติดตั้งแล้วมีลำโพงติดตั้งถาวร ไม่จำเป็นต้องไปใส่พวกกระดิ่งไฟไหม้เลย ถ้ามีสัญญาณเข้ามาปุ๊บ เราสามารถส่งสัญญาณกระดิ่งจากตัวเพาเวอร์แอมป์ออกทางลำโพงได้เลย และยังมีฟรีเจอร์หนึ่งเช่นกรณีอินพุตดิจิตอลมันหายไป ด้วยสาเหตุสายขาด หรือคล็อคซิงค์มันหลุด ถ้าเราตั้งเอาไว้ มันจะวิ่งมาที่อะนาลอกโดยอัตโนมัติ

          สำหรับ 4 แชนเนลซึ่งประกอบด้วย A/B/C/D จะเหมือนกันคือ Mute ส่วนสีเขียวเป็นอินพุตเกน ถ้าหากกระพริบสีเหลืองแปลว่าเกนรีดักชันทำงาน นั่นคือเป็นตัวบอกว่าอินพุตแรงเกินไปแล้วนะ หากเป็นสีแดงก็จะบอกว่ามัน Error แล้วนะ นั่นแปลว่ามันมีอะไรผิดพลาดในแชน เนลนั้นๆ แล้ว สำหรับด้านหลังของเพาเวอร์แอมป์จะใช้สายแบบ PHOENIX CONTACT หรือโฟนิกซ์คอนเน็กเตอร์ (Phoenix Connector) ทั้ง หมด นำสายมาเสียบหรือสอดสายแล้วขันสกรูอย่างเดียว แบบนี้ก็จะเป็นอะนาลอกด้านบน ส่วนด้านล่างจะเป็นดิจิตอล แล้วยังมีช่องสำหรับใช้พ่วงกับแอมป์ตัวอื่นๆ ก็ได้ เกิดเรามีแอมป์หลายเครื่องก็นำไปใช้ร่วมกันได้ สำหรับช่องอะนาลอกจะลิงค์ออกไปมอนิเตอร์ได้ทันที แต่ดิจิตอลมี คล็อคก็เลยต้องมี In/Out ออกมา... ถัดไปเป็นปุ่ม reset กรณีเราคอนฟิกไอพีอะไรเข้าไปแล้วเกิดลืม เราสามารถกดปุ่ม reset แต่ว่าพวกพรีเซตในตัวเพาเวอร์แอมป์จะไม่หายไปนะ... ถัดไปเป็นแชนเนลสำหรับต่อกับลำโพงแชนเนล A/B/C/D… ถัดไปเป็นช่องที่มีหน้าตาคล้ายช่อง LAN ใช้ต่อเข้ากับระบบเน็ตเวิร์ก OCA ที่เรามี ด้านล่างสำหรับเชื่อมต่อ CAN Bus ถามว่าไม่มีหน้าจอแล้วจะคอนโทรลเครื่องยังไง ตอบว่ามีสองวิธีให้คอนโทรลครับ

          อันแรกคือเว็ปเบราเซอร์อินเทอร์เฟซ สั่งผ่าน iPad หรือผ่านคอมพิวเตอร์ก็ได้ และทางเลือกที่สองสั่งผ่านโปรแกรม R1 เดี๋ยวคุณอัลฟอนโซจะโชว์ให้ดูว่าหน้าตาของเว็ปอินเทอร์เฟซเป็นยังไง... อย่างแรกเปิดเว็ปเบราเซอร์ขึ้นมา แล้วใส่ไอพีแอดเดรสของเพาเวอร์แอมป์เข้าไป จากนั้นจะพบอินเทอร์เฟซเฉพาะแสดงขึ้นมา ซึ่งจะคล้ายกับรุ่น D80 ทุกประการ ก็คือคอนโทรลทุกอย่างได้เหมือนกันหมดเลย และหน้าอินเทอร์ เฟซสามารถดู Event Log ได้ สามารถดูได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในซิสเท็มบ้าง เช่นเรื่องอุณหภูมิ เมื่อสักครู่เราพูดถึงเรื่อง GPIO มันมีทั้งหมด 5 อินพุต เราสามารถคอนฟิกค่าได้จาก 1 ถึง 5 สำหรับเพาเวอร์แอมป์ d&b จะมีจุดน่าสนใจคือ สามารถดูวันที่เปิด/ปิดเครื่อง แต่ต้องเซตวันที่ก่อนนะ อย่างเช่น ปี 2001 หรือปี 2003 มันจะโชว์รายละเอียดให้ดูว่าเปิดตอนไหน ปิดตอนไหน ถ้าเกิดว่ามันมีอุณหภูมิร้อนเกิน 45-47 องศา เค้าก็จะโชว์เป็น Temperature monitor ตรงนี้ สามารถเรียกดู Log ได้ว่าในซิสเท็มมันมีอะไร เวลาซิสเท็มมีปัญหาสามารถไล่ดูได้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร อีกจุดหนึ่ง R1 ที่เป็นซอฟต์แวร์นั้น สามารถเอ็กพอร์ตไฟล์จาก ArrayCalc มาใช้งานได้เลย นำมาคอนโทรลเพาเวอร์แอมป์ได้เลย

          เราจะเห็นด้านนึงโชว์อินพุตต่างๆ ของเพาเวอร์แอมป์ เราจะเห็นประเภทของแชนเนลระหว่างอะนาลอกและดิจิตอล หรือจะเซตโหมดเฉพาะเพื่อให้สัญญาณดิจิตอลกลับมาในกรณีที่เกิดหลุดกลางครัน และตัวแอมป์ยังบอกสถานะของดิจิตอลอินพุตว่ายังปกติอยู่มั้ย ใช้งานได้พร้อมกันทั้ง 8 แชนเนล และอีกอันเราสามารถควบคุมระดับอินพุตของแต่ละแชนเนลได้ ทั้งเรายังสามารถเซฟพรีเซตที่แตกต่างกันได้ เช่น พรีเซต นึงระดับอินพุตน้อย อีกพรีเซตนึงระดับอินพุตมากแยกได้อิสระ ถามว่าทำไมต้องทำแบบนี้ เดี๋ยวเราจะมาอธิบายต่อ จะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีโพรเซสเซอร์ด้านนอกเลย ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อสัญญาณจากแหล่งสัญญาณเข้าไปตรงๆ ได้เลย เช่น จากคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่น MP3 เครื่องดนตรีต่างๆ ว่าไปแล้วบางงานแทบไม่ต้องใช้มิกเซอร์เลย ทำให้ประหยัดงบบางส่วนได้... สำหรับ GPIO มีใครรู้บ้างว่ามันคืออะไร... มันย่อมาจาก General Purpose Input Output หน้าที่ของมันคือ เราสามารถตั้ง I/O ทั้ง 5 ช่องนี้เป็นอินพุตหรือเอาต์พุตทั้งหมดได้ เพาเวอร์แอมป์ 10D และ 30D จะมี GPIO มาให้เท่ากันคือ 5 แชนเนล คือ 1-2-3-4-5 เดี๋ยวเรามาดูกันว่า มันทำอะไรได้บ้าง กับ 5 GPIO ตัวนี้

          เราสามารถเปลี่ยนจากในเครื่องก็ได้ หรือมาใช้เป็นมอนิเตอร์ก็ได้ ทั้ง 5 พอร์ตนี้สามารถเลือกได้ว่าจะให้มันทำอะไร นอกจากนั้นยังมีชุดคอนเน็กเตอร์อีกตัวแยกออกมา ไว้ส่งสัญญาณว่าเพาเวอร์แอมป์ทำงานผิดปกตินะ ซึ่งเป็นการ Alarm เวลาแอมป์มีปัญหาอะไรแบบนี้ ยังมีใคร งง หรือไม่ว่า GPIO เอาไว้ทำอะไร เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้ดู เรียนเชิญคุณอัลฟอนโซหน่อยครับ สมมติว่าตรงนี้เป็นเธียเตอร์แห่งนึงซึ่งเป็นโรงละคร อัลฟอนโซเป็นแบ็กสเตจไม่รู้เรื่องเครื่องเสียงอะไรเลย ทีนี้เราเซต GPIO เอาไว้นะครับ เห็นปุ่ม 3 ตัวนี้มั้ย ถ้ามีการเซต GPIO ไว้ เราทำกันง่ายๆ ด้วยการซื้ออุปกรณ์จากบ้านหม้อมาเลย เดินบ้านหม้อเจอสวิตช์ก็ซื้อมาเลย หมดไปสองพันกว่าบาท เพื่อนำมาคุมแอมป์ตัวละสองแสน อัลฟอนโซเปิดแอมป์ได้ไหม เปิดสวิตช์ตัวแรก มันจะขึ้นเป็นสีเขียว ถ้ากดอีกปุ่มนึงจะเป็นการ Mute ไม่มีเสียงทั้ง 4 แชนเนลเลย และอีกปุ่มนึงสามารถกดเปลี่ยนพรีเซตได้ เราสามารถกดเปลี่ยนเสียง เปลี่ยนอินพุตได้ เราสามารถกดเปลี่ยนพรีเซตนึงไปอินพุต A กดพรีเซตนึงไปอินพุต B สามารถทำได้หมด เราสามารถกด Mute/Unmute ผ่านสวิตช์ได้แบบง่ายๆ แทบไม่ต้องทำอะไรเลย งบทำกล่องนี้สวิตช์ตัวละ 450 กล่อง 150 บาท เป็นอินเทอร์เฟซง่ายๆ ไม่ต้องต่ออะไรซับซ้อน ถ้าถูกปิดมันจะเป็นสีแดง สวิตช์ตัวละ 10 บาทก็ใช้ได้นะ แต่ในเคสนี้ชอบสวิตช์แพงหน่อยก็จ่ายไป 450 มีใครยังสงสัยอีกมั้ยว่า GPIO คืออะไร...

. . . (โปรดติดตามอ่านในตอนต่อไป...ครับ) . . .


เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม

แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88