Gate, Reverb, Delay ใช้งานยังไง

 

   “ดีเลย์หรือเอคโค่ เป็นเอฟเฟ็กต์ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

เราสามารถได้ยินเสียงดีเลย์ได้ตามพื้นที่ขนาดใหญ่ๆ เช่นสเตเดียม หน้าผา

ซึ่งมันจะเกิดขึ้นซ้ำๆ หลังจากที่เสียงจริงกระทบกับผนังหรือพื้นผิวสถานที่    

Gate คืออะไร

ก่อนจะศึกษาวิธีการใช้งานของ Gate เรามาทำความรู้จัก Gate ก่อนว่ามันคืออะไร โดยเฉพาะมือใหม่หลายท่านอาจยังไม่รู้จัก หรือมือเก่าที่ทำงานมานานแล้วก็ยัง “งงๆ” ว่ามันคืออะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้งาน... มาเข้าเรื่องกันเลย... Gate คือมีชื่อทางการว่า Noise Gate หรือเรียกสั้นๆ ว่า Gate ปัจจุบันพบได้ทั่วไปในมิกเซอร์ดิจิตอลเกือบทุกยี่ห้อ มันจะทำงานสองสถานะคือเปิด/ปิด ว่าไปแล้วก็คล้ายๆ กับประตู... เอ๊ะ... ยังไง... ถ้า Gate เปิดหมายถึงประตูเปิดเสียงจะเข้ามาได้ แต่กรณี Gate ปิดก็หมายถึงประตูปิด เสียงจะเข้ามาไม่ได้... โอ้..! มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ…? Gate ถือเป็นเอฟเฟ็กต์ตัวหนึ่งที่ใช้ง่ายที่สุด เมื่อเทียบกับบรรดาเอฟเฟ็กต์ทั้งหลายที่ใช้เกี่ยวกับเสียง หลักการของ Gate ถ้าย่อให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ กรณีที่ Gate ปิดเราจะไม่ได้ยินเสียง แต่ถ้า Gate เปิดเราจึงจะได้ยินเสียง คำถามตามมาคือ แล้วเสียงที่ว่าคืออะไร ปกติก็ใช้ได้ทุกเสียงนั่นแหละ แต่คงไม่มีใครเอา Gate ไปกันเสียงที่จะใช้งานจริงๆ ออกไป ดังนั้น Gate จึงมีไว้เพื่อกันเฉพาะเสียงที่เราไม่ต้องการออกไป อย่างเช่นไมค์ของกลอง ก็จะทำงานสองสถานะคือเปิดและปิด เมื่อมีการตีกลองเสียงดัง.. โป๊ะ..!! เกิดขึ้น หากสัญญาณผ่าน Gate มันจะเปิดก็ต่อเมื่อสัญญาณที่เราตั้งไว้เกินกว่าค่า Threshold ที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งคล้ายกับหลักการของคอมเพรสเซอร์ เพียงแต่หากสัญญาณต่ำกว่า Threshold ตัว Gate มันจะไม่ทำงาน ถามว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ ปกติถ้าเราเปิดไมค์ทิ้งไว้เฉยๆ มันจะมีเสียงสารพัดเข้ามาที่ไมค์ ยิ่งเป็นไมค์แพทเทิร์นรับเสียงรอบทิศทางอย่าง Omnidirectional ก็อนุมานได้ว่า เสียงจะเข้ามาจากทุกทางที่เสียงส่งไปถึงไมค์ ฉะนั้นเราไม่ต้องการให้เสียงอื่นๆ เข้ามา Gate จึงถูกปิด ทำ นองว่าใครจะดูคอนเสิร์ต ดูหนังต้องมีบัตรผ่านประตู หากไม่มีก็หมดสิทธิ์ ประตูไม่เปิดให้ นอกจากใช้กับกลองได้ดีแล้ว ยังเอาไว้ใช้กับพวกกีตาร์ที่มีปิ๊กอัพซิงเกิลคอยส์ ที่หรือตู้แอมป์ที่มีเสียงจี่ ฮัม ทั้งหลายได้ดีอีกด้วย เสียงมันจะนิ่งเลยล่ะ หากนำ Gate เข้าไปใช้...

  

Boss NF-1 Noise Gate                                           Boss NF-2 Noise Gate

การใช้งานพารามิเตอร์

สำหรับเอฟเฟ็กต์ Gate ที่เป็นของกีตาร์ เช่นยี่ห้อ Boss จะมีสองรุ่นคือ NF-1 เป็นรุ่นเก่าแก่ กับอีกรุ่นคือ NS-2 ในรุ่น NF-1 จะมีลูกบิดแค่ 2 ตัวคือ Sens และ Decay ปุ่ม Sens ใช้ปรับความไวของสัญญาณ ซึ่งก็คือค่า Threshold ที่เราต้องการตั้งนั่นเอง ส่วน Decay ไว้ปรับเพื่อให้เสียงค้างยาวนานเท่าไหร่หลังจากที่ Gate เริ่มทำงาน เมื่อเราต่อกีตาร์ไฟฟ้าที่ปิ๊กอัพเป็นซิงเกิลคอยส์เข้าไป ปกติก็จะได้ยินเสียงฮัมเสียงจี่ใช่ไหม ฟังแล้วรกหู ไม่รื่นหูเอาเสียเลย ทีนี้เราก็เหยียบสวิตช์เพื่อให้ Gate ทำงาน แต่เสียงอาจจะยังอยู่ หากว่าค่า Sens ตั้งไว้สูงเกินไป ฉะนั้นเราจึงต้องปรับให้ลูกบิดต่ำลงมาแถวๆ 9-10 โมง ขึ้นอยู่กับว่าความแรงของการจี่มีระดับสูงแค่ไหน ถ้าสูงมากก็ต้องปรับ Sens/Threshold มากหน่อย แล้วเสียงจี่/ฮัมก็จะหายไป หลักการนี้จะเห็นชัดที่สุดเมื่อใช้กับเอฟเฟ็กต์ตระกูลเสียงแตกจะเป็นโอเวอร์ไดร์ฟหรือดิสตอร์ชันก็ตาม ถ้ามีจี่/ฮัมเนี่ย รกหูสุดๆ เสียงไม่กระชับรัดกุมซะเลย พอกดสวิตช์ Gate เท่านั้นแหละ เหมือนพระเจ้ามาโปรด เสียงที่เคยรกหูหายทันที บางครั้งเสียงฮัมอาจจะเล็ดรอดมา แม้ตั้ง Sens ไว้ในระดับที่เหมาะสมแล้ว นั่นเพราะประตูของ Gate มันเปิดค้างไว้นาน เราก็ต้องลดค่า DECAY ลงมาเพื่อให้ประตูมันรีบปิด เหมือนเวลาน้ำรอการระบาย ถ้าจังหวะประตูมันอ้าค้างนานเกินไป น้ำก็จะทะลักเข้ามาเยอะ แต่ถ้าสั่งปิดเร็วน้ำก็จะเข้ามาได้ไม่เยอะ ถ้าเป็น Gate เสียงก็จะกระชับและชัดขึ้นนั่นเอง เทคนิคนี้เอาไปใช้กันดู ใช้ได้ทั้งในเอฟเฟ็กต์ของดิจิตอลมิกเซอร์และเอฟเฟ็กต์ก้อนของกีตาร์ไฟฟ้าหรือกีตาร์เบสก็ได้


Boss RV-5 Digital Reverb

Yamaha SPX990 มีเอฟเฟ็กต์รีเวิร์บที่หลายคนวางใจ

รีเวิร์บ (Reverb)

รีเวิร์บเป็นอีกหนึ่งเอฟเฟ็กต์มาตรฐานที่ดิจิตอลมิกเซอร์เกือบทุกยี่ห้อมีให้ใช้ ส่วนใหญ่จะนิยมใช้กับหลายๆ อย่าง เช่น เสียงร้อง กีตาร์ กลอง คีย์บอร์ด และอื่นๆ เราลองมาศึกษาหลักการคร่าวๆ ของมันดูครับ รีเวิร์บมันเป็นเสียงที่รักษาสภาพเสียงจากแหล่งกำเนิดไว้ แม้ว่าเสียงจากแหล่งกำเนิดจะสิ้นสุดไปแล้วก็ตาม เช่นเราพูดว่า "หนึ่ง" แม้เราหยุดพูดคำว่า "หนึ่ง" ไปแล้ว แต่เรารับรู้ได้ว่ามันยังมีเสียงหนึ่งตามมาหรือค้างอยู่ จะค้างมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เราพูดอยู่ในขณะนั้นๆ หรือแหล่งกำเนิดเสียงนั้นถูกปล่อยออกมา เรานิยมเรียกเสียงนี้ว่า เสียงก้อง เสียงทุกเสียงจะมีคาแร็กเตอร์ของมัน เพราะปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดคาแร็กเตอร์เสียงที่มีส่วนสำคัญยิ่งคือ ค่าความก้อง นี่แหละ ถ้าเราไปพูดคำว่า "หนึ่ง" ที่สยามสแควร์จะได้โทนแบบหนึ่ง ไปพูดในโบสถ์ย่านดินแดง จะได้โทนเสียงแบบหนึ่ง พูดที่ห้องสมุดแห่งชาติจะได้โทนเสียงอีกแบบ ไปพูดที่สนามกีฬาฯแห่งชาติก็จะได้โทนเสียงอีกแบบ ฉะนั้นรีเวิร์บจึงถูกใช้งานอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นงานมิกซ์เสียง งานบันทึกเสียง เพราะสามารถใช้ได้กับทุกเครื่องดนตรี เสียงร้อง หรือเสียงที่เราต้องการให้เป็นธรรมชาติของสถานที่แห่งนั้น เช่น เราเล่นกีตาร์อยู่บ้าน แต่อยากให้โทนเสียงเหมือนเล่นอยู่ในโบสถ์ขนาดใหญ่ในเมืองลอนดอน ก็ใส่รีเวิร์บเข้าไป พอเล่นปุ๊บโทนเสียงมันก็จะออกมาแบบนั้น ฟังแล้วเสียงเหมือนเล่นออกมาจากโบสถ์แห่งนั้นจริงๆ ทั้งที่เสียงกีตาร์นั้นเล่นอยู่บ้านในห้องนอนรกๆ ธรรมดาเลยล่ะ รวมถึงในเกมคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ ก็นำเทคนิคนี้ไปใช้งาน พวกเกมรถแข่ง เวลารถวิ่งผ่านอุโมงค์ผู้เล่นจะได้ยินเสียงรีเวิร์บหรือความก้องอีกแบบ แต่เมื่อขับรถวิ่งผ่านออกไปสู่ที่โล่ง เราจะได้ยินเสียงอีกแบบ ทำให้รู้สึกถึงความสมจริงมากขึ้น รีเวิร์บยังสามารถผนวกรวมแทร็กๆ ต่างให้เป็นเนื้อเดียวกัน แม้ว่าอาจจะอัดมาด้วยค่ารีเวิร์บต่างกัน แต่เมื่อผ่านมาสเตอร์เอฟเฟ็กต์ โทนเสียงมักจะออกมาเป็นเนื้อเดียวกัน สิ่งต้องพึงระวังในขั้นตอนการเรคอร์ด เครื่องดนตรีแต่ละชนิดไม่ควรใส่รีเวิร์บไปตั้งแต่ต้น ยกเว้นต้อง การสร้างคาแร็กเตอร์ของเสียง เช่น กีตาร์ไฟฟ้า แล้วค่อยมาใส่ภายหลังจะดีกว่า


TC Electronic M3000

 

Reverb บนสล็อตเอฟเฟ็กต์ของดิจิตอลมิกเซอร์ Yamaha CL ซีรี่ส์

Delay

ดีเลย์หรือเอคโค่ เป็นเอฟเฟ็กต์ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เราสามารถได้ยินเสียงดีเลย์ได้ตามพื้นที่ขนาดใหญ่ๆ เช่น สเตเดียม หน้าผา ซึ่งมันจะเกิดขึ้นซ้ำๆ หลังจากที่เสียงจริงกระทบกับผนังหรือพื้นผิวสถานที่ ปัจจุบันงานบันทึกเสียง อาจจะเป็นเทปเรคอร์ดเดอร์ ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของดนตรีร็อค อุปกรณ์นี้เริ่มจากอะนาลอกก่อนแล้วค่อยมาเป็นดิจิตอลดีเลย์ ซึ่งเวลาเรคอร์ดเราต้องการให้เสียงมันวิ่งวนซ้ำๆ ค้างนาน เช่นเมื่อเราเล่นโน้ตดนตรี 1 ตัว ถ้าไม่มี ดีเลย์เสียงมันก็จะห้วนๆ เมื่อเราดีดจบ เสียงโน้ตก็จะหายไป แต่กรณีเราใส่ดีเลย์เข้าไป หลังจากเราดีดโน้ตนั้นจบไปแล้ว แต่เราจะได้ยินเสียงโน้ตนั้นดังขึ้นเหมือนเราดีดโน้ต 2 ครั้งห่างกัน คล้ายๆ กับเด็กที่อยู่ในวัยหัดพูด เวลาผู้ใหญ่พูดอะไร เด็กก็จะพูดคำๆ นั้นตาม สมัยนี้มีการผลิตดิจิตอลดีเลย์ออกมา ไม่ว่าจะใช้กับเครื่องดนตรีหรือบนดิจิตอลมิกเซอร์ก็ตาม เช่น เอฟเฟ็กต์ดีเลย์ของ Boss รุ่น DD7 ถูกออกแบบให้เป็นสเตอริโอดีเลย์ รับสัญญาณได้ทั้งโมโมและสเตอริโอ มีลูกบิดในการปรับพารามิเตอร์ต่างๆ ถึง 4 ตัว ปุ่มแรกเป็นตัวใช้ปรับระดับความดังของเสียงเอฟเฟ็กต์ E.LEVEL… ปุ่มถัดมาเป็นตัวคุมฟีดแบ็ก ใช้คุมเสียงให้เกิดซ้ำๆ เท่าไหร่ เช่นเราพูดคำว่า "หนึ่ง" ถ้าตั้งฟีดแบ็กไว้ต่ำๆ หรือค่าน้อยๆ เราจะได้ยินเสียงคำว่า "หนึ่ง" เพียงหนึ่งหรือสองครั้งต่อหนึ่งวินาที แต่ในกรณีเราตั้งค่าฟีดแบ็กไว้สูงๆ เมื่อเราพูดหรือเล่นโน้ตหนึ่งตัว เราจะได้ยินคำว่าหนึ่งซ้ำๆ กัน 5-6 ครั้งต่อเนื่องกัน

    

Boss DD-7 Digital Delay                                      Boss DD-3 Digital Delay 

ถัดไปคือ D.TIME คือปุ่มที่ใช้ปรับค่าดีเลย์ไทม์ ว่าจะให้ระหว่างระยะเวลาของเสียงเกิดซ้ำๆ นานเท่าไหร่ ถ้าตั้งไว้ต่ำๆ โอกาสที่เสียงจะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งจะอยู่ในระดับต่ำ ถ้าต้องการให้เสียงซ้ำมากๆ ก็ปรับไปทาง MAX… ถัดไปคือลูกบิดตัวสุดท้ายคือ MODE จะใช้เลือกค่าเวลาดีเลย์ที่เราต้องการให้เกิดขึ้น แต่ละค่าเวลาจะมีเสียงต่างกัน ในรุ่นนี้จะมีให้เลือกหลายค่า เช่น Reverse, Analog, Modulate, Hold, 50ms, 200ms, 800ms และ 3200ms เช่นเราเลือกโหมด Modulate เสียงดีเลย์ก็จะมีหางบิดๆ เบี้ยวๆ ถ้าเลือก Reverse ก็จะได้เสียงที่วิ่งย้อนทวนซ้ำๆ เหมาะกับการใช้ทำพวกซาวด์แอมเบี้ยนส์ ได้ยินแล้วเหมือนกำลังล่องลอยในอากาศยังไงยังงั้น ซึ่งดีเลย์สามารถใช้ได้กับดนตรีทุกสไตล์ ตั้งแต่เมทัลโหดๆ ไปถึงใสๆ แบบคันทรี แต่ดนตรีที่นิยมใช้มากสุดคือร็อคและเมทัล พวกพาร์ทโซโล่กีตาร์จะได้ยินมากที่สุด จะได้ซาวด์ที่นุ่มนวลหวานขึ้น

 

Tape Delay บนดิจิตอลมิกเซอร์ Behringer

              คำถามยอดฮิตของซาวด์แมนคือ จะปรับค่าดีเลย์เป็นเท่าไหร่กี่ ms เพื่อให้เกิดค่าดีเลย์หรือเอคโค่ที่เหมาะสม ปกติบนดิจิตอลมิกเซอร์จะมีปุ่ม Tap Delay มาให้ มันมีสูตรที่ทำความเข้าใจได้ง่ายๆ คือ ให้เอาค่า Tempo ของเพลงนั้นๆ ไปหารค่า 6 หมื่น เช่นเพลงมีความเร็ว 100BPM เราก็จะได้ค่าดีเลย์ตั้งต้นคือ 600ms ซึ่งค่าดีเลย์ที่ 600ms นั้นมันจะมีค่าเท่ากับโน้ตตัวดำ หรือ quarter โน้ต ถ้าต้องการเซตเป็นโน้ตแบ่งสองหรือที่เรียกว่าตัวขาว ให้คูณด้วย 2 เราจะได้ค่าดีเลย์เพิ่มเป็นสองเท่าคือเท่ากับ 1200ms ถ้าต้องการให้เท่ากับโน้ตแบ่งแปดหรือ eighth โน้ต (เขบ็จหนึ่งชั้น) ให้หารด้วย 2 ก็จะได้เท่ากับ 300ms กรณีเป็นโน้ตแบ่ง 16 หรือเขบ็จสองชั้นจะได้ค่า 150ms สรุปว่าเราต้องรู้ค่า Tempo ของเพลงก่อน แล้วมาหาค่าดีเลย์ตั้งต้นคือโดยอิงกับโน้ตตัวดำนั่นเอง โน้ตค่าต่ำดีเลย์ไทม์จะสูง ถ้าโน้ตค่าสูงดีเลย์ไทม์จะต่ำ...

           ผู้เขียน : เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88