แกะกล่องลองใช้ : RME Fireface 802

เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม 

facebook : bobbysound88 

“ RME มันเสียงดีเพราะมันมี SteadyClock มานานแล้ว แม้ว่า Sampling rate เดียวกันแต่เสียงต่างกัน ”

      กว่าที่ผู้เขียนและทีมงาน Sound & Stage จะนัดกันไปทดสอบสินค้าที่ บริษัท เคดีเอ็ม เทรดดิ้ง หาโอกาสกันอยู่หลายครั้ง เพราะคิวไม่ค่อยลงตัวกัน หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า บริษัทแห่งนี้ ที่จริงผู้ก่อตั้งคือคุณพ่อของ คุณแคทรียา อิงลิช ซึ่งเป็นนักร้องและนักแสดงที่คนไทยรู้จักกันดี บริษัทนี้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าหลายยี่ห้อ เช่น ลำโพง ADAM คีย์บอร์ดคอนโทรลเลอร์ StageLogic สินค้าไฮเอ็นด์จาก SPL และออดิโออินเทอร์เฟซ RME เดิมทีผู้เขียนตั้งใจจะเข้าไปลองเล่นออดิโออินเทอร์เฟซรุ่นใหม่คือ Babyface Pro แต่พอไปถึงโชว์รูม ปรากฎว่าไม่มีของ เนื่องจากขายดีจนหมดสต็อก ทางบริษัทจึงเสนอให้ลองเล่น Fireface 802 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่เช่นกัน ไหนๆ มาแล้ว จะกลับบ้านมือเปล่าก็กระไรอยู่ เครื่องไม้เครื่องมือออกจะพร้อม ทั้งลำโพงมอนิเตอร์ หูฟัง คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ ที่เหลือก็แค่ลงมือทดสอบ วันนั้นเราอยู่ด้วยกันตั้งแต่ก่อนเที่ยงจนถึงบ่าย 3-4 ช่วงเที่ยงมีพักเบรคไปทานก๋วยเตี๋ยวกัน ได้พูดคุยเรื่องราวสินค้า RME และสินค้าอื่นๆ ซึ่งทางบริษัทใจดีเลี้ยงฟรีอีกต่าง หาก ต้องขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นเป็นกันเอง เอาล่ะ.. ท่านผู้อ่านคงอยากจะรู้จัก RME Fireface 802 ว่ามีอะไรน่าสนใจ ไปลุยกันเลย

หน้าต่าง TotalMix

ภาพรวม Fireface 802

           ท่ามกลางอุตสาหกรรมไอทีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ RME เองไม่ได้ออกสินค้าในซีรีส์นี้มานานเป็น 10 ปีแล้ว ซึ่งรุ่นก่อนหน้า 802 จะเป็น Fireface 800 โดยอยู่ในตลาดนานพอสมควร แต่จุดเด่นของ Fireface จะเป็นเรื่องของการออกแบบระบบที่มีคุณภาพสูง ครั้งแรกที่ Fireface 800 ออกสู่ตลาด ในยุคนั้นถือว่าเป็นออดิโออินเทอร์เฟซที่น่าลองมากๆ เพราะมีแบนด์วิดธ์ในการรับส่งข้อมูลสูงมาก มันมาพร้อมกับโพรโตคอลใหม่นั่นคือ Firewire 800 ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้พร้อมกันสูงสุดถึง 3 ตัว บนคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ทำให้สามารถรันจำนวนแชนเนลได้มากมาย นั่นคือจุดแข็งของอุปกรณ์... อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเชื่อมต่อ Firewire 800 ไม่ได้ถูกยกระดับให้เป็นมาตรฐานสากล โดยเฉพาะบนระบบวินโดวส์ และแอปเปิ้ลเองก็ไม่สนใจที่จะยึดโพรโตคอลนี้มาเป็นแกนหลัก ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภาย นอก พวกเขาพุ่งไปที่การเชื่อมต่อแบบ Thunderbolt และ USB 3 ขณะที่ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีต่างๆ เช่น A-D คอนเวอร์เตอร์และชิป DSP ได้ถูกออกแบบให้ก้าวหน้าไปมาก

           สิ่งที่เราสนใจ RME มืออาชีพหลายคนต่างจดจำได้ว่าค่ายนี้ได้ปล่อย Fireface 800 ออกมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และในรุ่นใหม่ล่าสุดก็ถือเป็นการฉลองครบรอบหนึ่งทศวรรษก็ว่าได้ ในบทความนี้จะไม่กล่าวถึงฟรีเจอร์ของ 800 เราจะพุ่งไปที่ 802 เป็นหลัก ซึ่งเราอาจจะคุ้นเคยกันดีว่า รุ่นแรกนั้นจะให้ช่องหูฟังมา 1 ช่อง แต่ใน 802 จะให้เพิ่มมากอีกหนึ่งซึ่งรวมเป็น 2 ช่อง โดยรวมหน้าตาของมันจะคล้ายกับรุ่นก่อนหน้า ในส่วนภาคอินพุตก็จะมีไมค์อินพุต 11/12 ที่ใช้ร่วมกันได้ในเวลาเดียวกันกับ 9/10 และสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างนึงคือ ตัวอุปกรณ์รองรับอินพุตพอร์ตที่ 30 อินพุตและ 30 เอาต์พุต ซึ่งรุ่นเดิม 800 จะรันที่ 28 ช่องสัญญาณ ในขณะที่รุ่นเก่าจะมีช่อง Hi-Z เพียงช่องเดียว ซึ่งมีไว้ต่อตรงกับพวกสัญญาณกีตาร์ ในรุ่นใหม่จะออกแบบฟรีเจอร์พวกแจ็ค XLR/Jack แบบ combi โดยมีอินพุตไมค์ให้จำนวน 4 แชนเนล เรียงอยู่ด้านหน้าแร็คอุปกรณ์ พร้อมกับมีสวิตช์ Hi-Z เป็นออปชันให้ใช้งาน

I/O ของ Fireface 802 ที่ปรากฎบนวินโดวส์

             802 ได้ปรับปรุงภาคปรีแอมป์และการออกแบบคอนเวอร์เตอร์ใหม่ และมีภาค DSP ที่ทรงพลัง เพื่อใช้โพรเซสสัญญาณเสียงและเอฟเฟ็กต์โดยตรง โดยมี TotalMix เป็นซอฟต์แวร์หลักที่ได้ประโยชน์จากการออกแบบนี้ ยังรวมไปถึงการใส่ภาค EQ และกลุ่มไดนามิกเอฟเฟ็กต์ลงในแชนเนลต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก บวกกับสามารถใส่เอฟเฟ็กต์ Reverb/Echo ได้เช่นกัน และทั้งหมดก็ให้คุณภาพเสียงที่ดี นอกจากนั้นยังมีลูกเล่นที่ใช้คุมมอนิเตอร์อีกด้วย โดยพยายามทำให้สามารถเชื่อมต่อกับตัว ARC ซึ่งเป็นรีโมทคอนโทรล อย่างไรก็ดี ตัวอุปกรณ์ยังรองรับการเชื่อมต่อแบบ Firewire 400 อีกด้วย แต่ไม่รองรับ Firewire 800 โดยมีการดร็อปลงมาเป็น USB 2.0 แทน สิ่งที่เราจะได้จาก 802 คือ เราสามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Mac และ PC โดยไม่ต้องใช้พอร์ตหรืออะแดปเตอร์แปลงพอร์ตใดๆ บางครั้งการใช้งานกับคอมพิวเตอร์บางเครื่องต้องใช้การ์ด Firewire ยุ่งยาก ฉะนั้นเราสามารถเชื่อมต่อ Fireface ร่วมกับคอมพิวเตอร์ได้ทุกเครื่อง และยังสามารถเพิ่มจำนวนการเชื่อมต่อ 802 ได้ถึง 3 ตัว ผ่าน Firewire 400 ผู้เขียนสงสัยเหมือนกันว่าทำไม 802 ไม่ทำ USB 3 หรือไม่ก็ Thunderbolt ไปเลย เพราะปัจจุบันสองพอร์ตนี้กำลังเป็นมาตร ฐานสากล พอมองอีกมุมน่าจะเป็นเพราะทาง RME ไม่อยากเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น เนื่องจากการรันจำนวน 30 แชนเนลพร้อมๆ กันนั้น ลำพังการเชื่อมต่อแบบ USB 2.0 ก็เพียงพอแล้ว ที่เหลือไปว่ากันในเรื่องความเสถียรของระบบมากกว่า

ค่า Latency ที่ตั้งได้ต่ำสุด Input 1.678ms, Output 2.063ms @ 44.1kHz

             บางครั้งอินเทอร์เฟซตัวอื่นๆ อย่างเช่น Fireface UFX จะมีเรื่องของดิจิตอลเกนที่ใช้ควบคุมสัญญาณไมค์ปรี โดยส่วนตัวคิดว่า มันอำนวยความสะดวกได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะการที่มีลูกบิดพวก knob และสไลด์ต่างๆ บนหน้าจอ TotalMix ทำให้ใช้งานได้คล่องและมีอิสระ ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเกนและเลือกแชนเนลจัดการได้ง่ายๆ แต่สิ่งที่แอบผิดหวังนิดหน่อยคือ เรื่องอะนาลอกเกน ที่อาจจะมีให้เลือกน้อยไป เพราะจำนวนช่องอินพุตมีเยอะมาก แต่ 802 ให้มาเพียง 4 ตัว แค่ knob ที่อยู่ด้านหน้าอุปกรณ์เท่านั้น

ลองใช้งาน

             การทดสอบการใช้งานในบทความนี้ ผู้เขียนใช้ซอฟต์แวร์ Cubase Pro 8 เป็นตัวหลักในการทดสอบเรื่องการบันทึกเสียง และการเพลย์แบ็ก รวมถึงการตรวจสอบค่า Latency และความเสถียรของอุปกรณ์ หลังจากติดตั้งไดรเวอร์อุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมรีสตาร์ทเครื่อง ไม่เช่น นั้นระบบจะมองไม่เห็น TotalMix ซึ่งบางท่านอาจจะสงสัยว่า TotalMix คืออะไร มันก็เหมือนเป็นคอนโซลมิกเซอร์ตัวนึง แต่อยู่ในรูปของซอฟต์ แวร์ที่ใช้ควบคุมสัญญาณอินพุตและเอาต์พุตของตัว Fireface 802 นั่นเอง นอกจากนั้นยังสามารถใส่เอฟเฟ็กต์ได้ สามารถสั่งเราท์ติ้งสัญญาณกลับมาที่ตัวมันเองหรือส่งออกไปภายนอกได้ ก็ถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ออดิโออินเทอร์เฟซของค่ายนี้น่าใช้งานมากขึ้น

รูปแบบ Bus ต่างๆ ของอุปกรณ์ ที่สามารถกำหนดบน Cubase

             หลังจากรีสตาร์ทเครื่องขึ้นมา เราได้เห็นไดรเวอร์ของตัว Fireface 802 ปรากฎขึ้น จากนั้นเลือกไดรเวอร์ดังกล่าว ในการเลือกไดรเวอร์ถ้าหากพบว่าไม่มีสัญญาณเสียง ให้กลับไปรีเซตไดรเวอร์ วิธีการใน Cubase ก็คือให้ตั้งเป็น No Driver แล้วค่อยเลือกไดรเวอร์ของ 802 อีกครั้ง เนื่องจากว่าซอฟต์แวร์มันยังจำไดรเวอร์ของเครื่องอื่นอยู่ เมื่อเซตไดรเวอร์เสร็จแล้ว คราวนี้ก็เป็นการเซตบัส I/O ต่างๆ ซึ่งพบว่ามีจำนวน 30 อินพุตและ 30 เอาต์พุตตรงตามสเป็กเครื่องที่ระบุเอาไว้ จากนั้นผู้เขียนได้ทำการเปิดโปรเจ็คต่างๆ เพื่อทดสอบคุณภาพเสียง รวมถึงค่า Latency ต่างๆ พบว่าทำงานได้ดีทีเดียว ไม่มีการกระตุกเลย

Output Bus ของอุปกรณ์ที่ Cubase มองเห็น (1 สเตอริโอ+28 โมโน)

Input Bus ของอุปกรณ์ปรากฎบน Cubase (1 สเตอริโอ+28 โมโน)

             แม้ว่าจะลดค่า Latency ลงต่ำๆ ก็ตาม ในกรณีที่รันจำนวนแทร็กมากๆ อย่างเช่น 8 แทร็กหรือ 48 แทร็กก็ไม่มีปัญหาอะไร ในเรื่องคุณภาพเสียงนั้น เสียงออกมาชัดเจน แล้วมีความนิ่งของคล็อคมากๆ เข้าใจว่าทาง RME ได้ออกแบบคอนเวอร์เตอร์ตัวใหม่ และภาคไมค์ปรีให้ดีกว่าเดิม ซึ่งอะนาลอกอินพุตจำเป็นต้องใช้งานภาคไมค์ปรี เพื่อที่จะใช้เรคอร์ดหรืออัดสัญญาณต่างๆ จากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเสียงกีตาร์ เสียงเบส หรือเสียงร้องก็ตาม... กลับมาที่ TotalMix มันจะมีมิเตอร์บ่งชี้ความดังของสัญญาณ และจุดแข็งของมันคือ เวลาที่เราเปิดพวกไฟล์ Media บนตัววินโดวส์สามารถทำได้พร้อมๆ กับที่เราเรียกใช้งาน Cubase Pro 8 ไปด้วย ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยเจอมานั้น ออดิโออินเทอร์เฟซบางรุ่นจะไม่สามารถทำได้ เช่น ถ้าเราใช้งาน Cubase จู่ๆ สวิตช์กลับไปที่เว็บไซต์พวก Youtube หรือ Media Player มันจะดับหรือไม่ยอมเพลย์แบ็กหรือทำงานเลย แม้ว่าจะมีการเซตพวก Background Process บนตัว Cubase ไว้ก็ตาม นี่จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า RME นั้นได้ออกแบบให้ออดิโออินเทอร์เฟซสามารถเป็นศูนย์กลางของสัญญาณเสียงทุกๆ อย่างที่เข้าหรือออกบนวินโดวส์หรือ OSX ได้อย่างแท้จริง

 หน้าต่าง DIGICheck - Global Record ใช้สำหรับบันทึกคอนเสิร์ต

            นอกจากนั้นตัว 802 สามารถทำงานในลักษณะ Stand alone ได้ ความหมายก็คือว่า แม้ผู้ใช้ไม่มีตัวซอฟต์แวร์พวก Cubase, Logic, Pro Tools ก็สามารถที่นำ 802 มาทำงานได้ตามลำพัง โดยเมื่อต่ออินพุตเข้าไปที่อุปกรณ์ แล้วสั่งควบคุมสัญญาณผ่าน TotalMix ได้ สุดท้ายเราก็ต้องบอกว่า อุปกรณ์ตัวนี้จากประสบการณ์ที่เปิดตัวรุ่น 800 มาก่อนหน้าเป็น 10 มาในรุ่นนี้จึงการันตีถึงคุณภาพและความเสถียรได้อย่างมั่นใจ

ไฟล์ wave ของแต่ละแทร็กที่ได้หลังจากการบันทึกด้วย DIGICheck

 

รันโปรเจ็ค 48 แทร็ก ใช้ CPU ไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์

 ในขณะบันทึก MIDI ใช้ CPU ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์

คุยกับ อ.กุ้ง

            ลองมาฟังมุมมองผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ เคดีเอ็ม เทรดดิ้ง ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้า RME มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อ.กุ้ง (คุณรัฐการ ชวนะวิรัช) กล่าวว่า RME มันเสียงดีเพราะมันมี  SteadyClock มานานแล้ว แม้ว่า Sampling rate เดียวกันแต่เสียงต่างกัน มันมีเรื่อง คล็อคของคอนเวอร์เตอร์ที่อยู่ข้างใน เนื่องจากคล็อคมันเสถียรกว่า เวลาไปบันทึกหลายๆ งานเราอาจจะพบว่าเสียงมันดร็อป แต่ RME เสียงไม่เคยดร็อป สัญญาณทุกอย่างเป๊ะมาก เคยอัดคอนเสิร์ตมานานไม่เคยดร็อป คือถ้าเราทำงานเป็นมืออาชีพ เราต้องฝากชีวิตไว้กับอุปกรณ์พวกนี้ มันไม่ใช่แค่ว่าเสียงดีหรอก เราแค่อยากรู้ว่า เวลาเรามิกซ์ออกมาแล้วสแตนดาร์ดมันอยู่ที่ไหนแค่นั้นเอง มันใช้ได้ก็พอแล้ว ไม่ใช่เรามิกซ์แล้วต้องเผื่อ ซึ่งคำว่าเผื่อเนี่ยไม่ชอบเลย

 อ.กุ้ง (รัฐการ ชวนะวิรัช)กับผู้เขียน

            อ.กุ้ง ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการอัดบน TotalMix ว่า ในเรื่องการอัดเนี่ย ฟรีเจอร์ Loopback ที่อยู่บน TotalMix มันจะบีบกว่า ขณะที่ใช้ตัวนี้มาเป็นตัวรวมสัญญาณ มันจะเหมือนเรามิกซ์ด้วยบอร์ดใหญ่ๆ ไดนามิกมันจะกว้างกว่า จะได้ในเรื่องของไดนามิก เพราะว่าเราใช้ตัว TotalMix เป็นตัวมิกซ์ไง ซึ่งมันก็คือมิกเซอร์ 30 ช่อง เราแยกมา 30 ไลน์เลย แต่ละไลน์เลยแล้ว Send มาที่ Out นี้ มันจะต้องใส่ทั้ง In/Out ดังนั้นเวลา Send มา เราสามารถใช้ลิมิเตอร์ตรงมาสเตอร์ได้ ซึ่งแต่ละแชนเนลจะใส่ได้เฉพาะ In และ Out เท่านั้น วิธีการก็คือ เป็นการยิงย้อนกลับ คือไม่ต้องมานั่งไวริ่ง เราแค่สั่ง Loopback เราตั้งไว้แล้วสั่งเรคอร์ดอินพุตที่ 3/4 ไง อันนี้คือกรณีตัวอย่างนะ คือเราตั้งอินพุตเป็นบัสอื่นก็ได้ นี่คือสิ่งที่มันออกแบบไว้ เป็นจุดแข็งของ TotalMix จะเป็นแบบนี้

            จากนั้น อ.กุ้ง ได้อธิบายเกี่ยวกับซอฟต์แวร์อีกตัวของ RME ที่สามารถใช้กับฮาร์ดแวร์ RME ว่า มีซอฟต์แวร์อีกตัวที่อยากแนะนำคือซอฟต์แวร์ DIGICheck ซึ่งโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมสำคัญของ RME โปรแกรมตัวนี้มันเอาไว้สำหรับวัดค่าทุกอย่าง รวมถึงเอาไว้สำหรับเรคอร์ดได้ด้วย ฉะนั้นเราสามารถใช้ตัว DIGICheck ทำการบันทึกคอนเสิร์ต บันทึกงานแสดงสดอะไรก็ได้ ซึ่งพบว่ามันเหมือนโปรแกรมบันทึกเสียงเลย เราใช้อัดคอนเสิร์ตเพราะเนื่องจากมันกิน CPU น้อยมาก... ลองปิด Cubase ก่อนแล้วเราติดตั้งตัวนี้ ซอฟต์แวร์ตัวนี้สามารถใช้ได้กับ RME ทุกรุ่น... หลังจาก Install เสร็จไม่จำเป็นต้องรีสตาร์ท แต่ตัว TotalMix จำเป็นต้องรีสตาร์ทเครื่องก่อน ไม่งั้นเครื่องมันจะมองไม่เห็น สิ่งที่ทำให้ RME แตกต่างจากตัวอื่น นอกจากเรื่องคุณภาพเสียงแล้วเนี่ย ก็คือตัว TotalMix และ DIGICheck ลองคิดดูเรามี EQ กับ Compressor ครบทั้ง 30 ช่องเลยล่ะ มันมีทั้ง 30 in / 30 out แต่ว่ามันจะมี DSP เช็คอยู่ รู้สึกจะใส่ได้ประมาณ 30 in / 14 out ครั้งแรกที่เราเรียกขึ้นมา มันจะถามว่า Temporary Record เราจะเก็บไว้ที่ไหน ลองเก็บไว้ที่ Bobby แล้วเราจะสร้างโฟลเดอร์ใหม่ขึ้นมาเป็น RME Rec ทีนี้เวลาเซตแบบนี้ทุกครั้งมันจะต้องปิดแล้วเปิดใหม่ มันจะได้จำได้ แค่นั้นเอง ก่อนอื่นเรามาดูตรงไดรเวอร์ ตอนนี้เราติดตั้งไดรเวอร์ Fireface เรียบร้อย ส่วนค่า Sampling rate เราจะกำหนดเท่าไหร่ก็ได้ 44.1kHz หรือ 48kHz ก็แล้วแต่เรา ถัดไปมาดูฟังก์ชันต่างๆ ซึ่งมันมีมากมาย

           อาทิ ตัวแรกก็คือดูมิเตอร์ 2 บาร์ เพื่อเช็คสัญญาณเข้าออก ซึ่งต้องมีฮาร์ดแวร์ของ RME รุ่นใดก็ได้ สามารถดูโกลบอลเลเวลก็ได้ แต่ที่สำคัญที่ใช้เยอะเลยเนี่ยก็คือ TotalLivezer ถ้าหากเรามีไมค์เอาไว้วัดความถี่อย่าง RTA เราสามารถวัดสเป็กตรัมได้แบบเรียลไทม์ มันสามารถเซตค่าได้มากมาย ส่งพิงค์น้อยส์ไปวัดค่าลำโพง อะไรได้หมด ที่สิงคโปร์เขาซื้อไว้สำหรับเอาไว้ทดสอบเสียง นอกจากนั้น ยังมีเซอร์ราวด์ออดิโอ สโคปด้วย เอาไว้เช็คเสียงเซอร์ราวด์เวลาเรามิกซ์เสียง สมมติ เราซื้อ RME หนึ่งตัว ลำโพงเราตั้งเป็น 5.1 จัดเอาต์พุตเสร็จ เราสามารถที่จะมิกซ์แบบเซอร์ราวด์ได้ เราจะตั้ง LCRS อะไรก็ว่าไป อีกอันก็คือการเช็คบิต เวลามันเช็คบิต มันจะเช็คบิตสเตตัสว่ามันมี Error อะไรพวกนี้ และ Global อีกฟังก์ชันนึง ซึ่งตัวนี้เป็นฟังก์ชันเรคอร์ด มันจะมองเห็นอินพุตของฮาร์ดแวร์ ถ้าเป็น Babyface จะเห็นเป็น 12 I/O ส่วนตัว Fireface 802 จะมองเห็น 30 ก็แยกเป็นอะนาลอก 1-8 ไมค์ 9-12 ส่วน L/R ที่โผล่มาแสดงว่ามันมี 10 ไลน์อินพุตนะเนี่ย และจะมี A ซึ่งก็คือ ADAT อีก 2 ชุด แบ่งเป็นชุดละ 8 ตอนนี้ซอฟต์แวร์มันจะบอกว่าฮาร์ดดิสก์ของผู้เขียนระบุว่าอัดได้ 35 ชั่วโมง บน Sampling rate เท่านี้นะ ทีนี้เราลองอัดได้เลย จะเห็นว่าฮาร์ดดิสก์ขึ้นแค่ 7-8% เท่านั้น

            ตอนนี้เรากำลังอัดที่ 30 แทร็กอยู่นะ ตอนนี้ถ้ามีสัญญาณอินพุตเข้ามามันจะถูกอัดไปเลย จะอัดอะไรก็ว่าไป แล้วฮาร์ดดิสก์ขึ้นน้อยมาก ข้อมูลที่ถูกอัดมันจะไปเก็บไว้ใน Temporary file ข้อดีอีกอย่างนึงของซอฟต์แวร์ตัวนี้ เวลาเราอัดไปแล้ว ระหว่างนี้คอมพิวเตอร์มันแฮงค์ ถ้าในกรณีอัดด้วย Cubase มันจะแยกแทร็ก ในกรณีนั้นไฟล์จะเสียทันที แต่สำหรับซอฟต์แวร์ตัวนี้เวลาเครื่องมันดับ ไฟล์มันยังเป็น Temp อยู่ แค่เรามาเปลี่ยนนามสกุลมันเป็น Wav ปุ๊บ มันก็สามารถนำมาใช้งานได้ตามปกติ และข้อมูลมันจะหยุดหรือสิ้นสุดที่ช่วงเวลาเครื่องดับ ตรงนี้ไฟล์ไม่มีพัง เดี๋ยวจะทำให้ดู

            สมมติ เราอัดไปแล้ว เราก็กด Save เวลาเรา Save เนี่ยมันจะเร็วมาก เมื่อสักครู่เราตั้งไฟล์ไว้ในโฟลเดอร์ Bobby RME สมมติเราตั้งชื่อเป็น Save New 1 ตอนนี้เราสามารถเลือกได้ว่า เป็นมัลติแชนเนลไฟล์เนี่ย แสดงว่าไฟล์นี้มีทั้งหมด 30 ไฟล์ ซึ่งหมายถึงมัลติแชนเนลนั่นเอง พอเรา Save แล้วลองกลับมาดูที่โฟลเดอร์ของเรา เราจะพบว่าไฟล์มันขนาดใหญ่ เพราะว่ามันมีจำนวนทั้งสิ้น 30 แทร็ก ดังนั้นไฟล์นี้ จริงๆ แล้วถ้าลากมาใน Cubase หรือใน Nuendo มันจะแตกให้เลย หรือตัวซอฟต์แวร์ Samplitude มันแตกให้ แต่ถ้าเป็นโปรแกรมอื่นไม่แน่ใจ เราสามารถที่จะ Save ใหม่ คราวนี้จะลองตั้งเป็นชื่อใหม่ แล้วเอาไว้ที่อีกโฟลเดอร์นึง ตรงนี้จะเปลี่ยนเป็น Single channel file และ all active channel บางครั้งเราเลือกเฉพาะบางแชนเนลยังได้เลย ตอนนี้คือเอา active คราวนี้ก็เรียบร้อย

            ลองเข้ามาดูนะ แต่ละไฟล์มันจะบอกชื่อของแชนเนลตั้งแต่ 1 จนถึง 30 ฉะนั้นเวลาอัดคอนเสิร์ตเราไม่ต้องสนใจซอฟต์แวร์ DAW เลย เพราะบางตัวกินเครื่องหนัก สุดท้ายก็วิ่งไม่ไหว แต่บางตัวก็ทำงานได้นะอย่าง Pro Tools กับ Samplitude ที่พอไปได้ เวลาอัดคอนเสิร์ต ฉะนั้นก็ถือว่า RME มันถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้นำไปอัดคอนเสิร์ต เพราะตอนอัดเราไม่ต้องมิกซ์อยู่แล้ว เราแค่ใช้มอนิเตอร์ฟังไป เราก็ไม่ตองมาห่วงเรื่อง Latency อีกด้วย เพราะตรงนี้มันเป็น Zero Latency คือเรามาฟัง TotalMix เอา ซึ่งมันไม่มี Latency ตรงนี้มันก็สามารถรันลงที่ฮาร์ดดิสก์อย่างเดียว คราวนี้พอกลับมาบ้าน เราจัดการ Save แตกเอาเป็นไฟล์แยก วิธีนี้ใช้กันมาเป็น 10 ปีแล้วนะ เราใช้ DIGICheck หมดเลย เครื่องที่เหลืออัดเป็นแบ็กอัพไว้ ประมาณว่าเราอัดจากตรงนี้แล้วไปมิกซ์ใน Cubase ใน Pro Tools ในอะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้เวลาผมอัดดนตรีกวีศิลป์ผมก็ใช้ DIGICheck ซึ่งสิบกว่าปีมานี้ ผ่านมาหลายร้อยวงมาก อย่าง The Voice เราก็เป็นคนอัดนะ ตอนนี้ก็ผ่านมา 44 ตอนแล้วนะ สำหรับตัวนี้ถือว่าคุ้มค่า โอเคยี่ห้ออื่นอาจจะราคาถูกกว่าบ้างนะ คือสำหรับคนทำงาน สมมติ ผมเป็นเอ็นจิเนียร์คนนึง ให้ทำงานหน้าที่ของเราก็ต้องอัดเสียง แล้วมีบ่อยครั้งที่ต้องอัดไลฟ์คอนเสิร์ต ต้องมิกซ์เสียง ต้องมีไมโครโฟนวัดพวกพิงค์น้อยส์ คือทุกอย่างเรียกว่าครบเลย อย่างออดิโออินเทอร์เฟซบางตัวราคาเท่ากับ RME Babyface เลยนะ ซึ่งไปดูฟรีเจอร์แล้วมันไม่มีซอฟต์แวร์ในลักษณะ TotalMix กับ DIGICheck เป็นผมก็ไม่ซื้อนะ ซึ่งบางตัวดูออปชันภายนอก รูปร่างดีกว่ามาก สุดท้ายผมก็ต้องเลือก Babyface นะ ราคาเท่ากันแต่บางตัวก็น่าซื้อกว่า พอเอามาทดสอบแข่งกัน วิ่งบน Latency เดียวกัน คล็อค Sampling rate เท่ากัน ตัว Babyface กลับวิ่งได้เยอะกว่า เพราะว่า RME เขาใช้ชิปแบบ FPGA อยู่ภายใน เป็นชิปที่ทำหน้าที่ไว้โพรเซสพวก TotalMix นี่แหละ เราทดลองดูขณะที่เรากำลังอัดหรือเพลย์แบ็กเนี่ย อันนี้ไม่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์นะ ในจำนวนแทร็กเยอะๆ เนี่ย กลับกิน CPU เท่าเดิม มันไม่กิน CPU กับ RAM เลย นี่คือจุดแข็งของ RME ทุกรุ่นจะเป็นคอนเซ็ปต์นี้หมด ตั้งแต่ยุคโบราณมาแล้วนะ ทีนี้ CPU กับ RAM ก็เหลือเอาไว้ให้ซอฟต์แวร์ DAW เอาไว้ใช้งาน อย่างวิ่ง 10 แทร็กกับ 24 แทร็กก็ไม่กิน CPU กับ RAM เพิ่มขึ้น เพียงแต่ว่าฮาร์ดดิสก์ต้องเร็ว อันนี้เป็นเรื่องปกติของระบบการอัดเสียง

สรุป

      มีขนาดเล็กกระทัดรัด สามารถบรรจุลงในแร็ค 1U มีการปรับปรุงจากรุ่น Fireface800 รองรับ USB 2.0 และสามารถทำงานได้ทั้งแมคฯและพีซี มีตัวถังที่แข็งแรง สามารถขนย้ายไปทำงานนอกสถานที่หรือทำงานในบ้านหรือที่ทำงานแบบอินดอร์ได้ โดยรวมคุณภาพเสียงดีและมีฟรีเจอร์หลากหลาย สิ่งน่าสนใจคือมีสตูดิโอทั่วโลกมากกว่าพันแห่ง ต่างเลือกใช้ Fireface 800 และถ้าเป็นรุ่นใหม่อย่าง 802 มันตอบโจทย์ได้กว้างขึ้น โปรดอย่ารอช้า...

สนใจสอบถามรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เคดีเอ็ม เทรดดิ้ง จำกัด 1939/57-58 ซอยรามคำแหง 21 บางกะปิ กรุงเทพฯ โทร. 02718-6085-6