Virtual Studio : ห้องบันทึกเสียงที่ไร้ตัวตน (01)

       เมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา การที่จะมีห้องบันทึกเสียงไว้ใช้งานส่วนตัวนั้น เป็นได้แค่ความฝันของคนส่วนใหญ่ เพราะต้องใช้เงินจำนวนมากอยู่ สำหรับในการสร้างห้องบันทึกเสียงแบบที่ได้มาตรฐาน ในแบบของ Home Studio และต้องใช้งบเป็น 10 ล้านขึ้นไปที่จะได้ห้องบันทึก เสียงขนาดใหญ่ อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในห้องบันทึกเสียงนั้นมีราคาแพงมาก อย่างห้องใหญ่ต้องใช้ Record Console ราคาหลายล้าน และเครื่องเทปแบบ 24 track ที่ใช้บันทึกเสียงก็ราคาเป็นล้านเหมือนกัน แค่ 2 อย่างนี้ก็ซื้อบ้านได้แล้ว และยังไม่นับอุปกรณ์เสริมอีกมากมายที่มีการเปลี่ยนแปลงออกมาแบบไม่รู้จบ

        ตอนผู้เขียนทำห้องบันทึกเสียงห้องแรกเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว เป็นห้องเล็กๆ ในแนวของ Home Studio ที่สร้างอยู่ภายในบ้าน ในการเริ่มต้นก็ใช้งบไม่น้อยอยู่ เพราะการทำห้องบันทึกเสียงที่ได้มาตรฐานนั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นอยู่มากมาย... มีนักดนตรีมาทำงานในห้องบันทึกเสียงของผู้เขียน... เขาก็ถามว่า... พี่ลงทุนเยอะไหมทำห้องบันทึกเสียงเล็กๆ ขนาดนี้... ผมก็ตอบไปว่า... หลายล้านอยู่... เขามองไปรอบๆ ก็บอกว่า... ไม่จริงหรอกพี่ ผมดูเครื่องพี่แล้วล้านเดียวก็น่าจะอยู่... ผมก็บอกว่า... จริงอยู่ถ้ามองไม่ลึกลงไปและดูแค่อุปกรณ์... แต่ว่าการทำห้องบันทึกเสียงนั้น ไม่ใช่แค่ซื้อเครื่องและอุปกรณ์มาวางแล้วก็ทำงานได้ เพราะมีสิ่งที่มองไม่เห็นที่ต้องใช้เงินอีกมากมาย สิ่งแรกต้องมีตัวอาคารที่มีพื้นที่ใหญ่พอสมควร ต้องทำการเดินสายสัญญาณจำนวนมากที่มีราคาแพง ต้องปรับเสียงสะท้อนในห้อง ปรับพื้น ปรับเพดาน ที่ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย และก็ต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบเดินท่อ และก็ต้องมีห้อง Control Room แยกกับตัวห้องเก็บเสียง ห้องพักผ่อน ห้องน้ำ ห้องครัวสำหรับทานข้าว และก็ต้องตบแต่ง Studio ให้สวยงาม เพื่อบรรยากาศในการทำงานที่ดี

        และยังมีรายจ่ายที่ตามมาก็คือ ค่าใช้จ่ายของช่างที่ทำการติดตั้ง และต้องมาคอยซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ ให้ใช้ได้ และสิ่งที่คิดไม่ถึงอีกมากมายที่ต้องใช้เงินโดยที่คิดไม่ถึง ในยุคก่อนการลงทุนการทำห้องบันทึกเสียงดูสูงมาก แต่สิ่งตอบแทนที่ได้รับก็คุ้มค่า เพราะในตอนนั้นยอดการขายเพลงในแบบเทป Cassette นั้นสูงมากในระดับหลายแสนม้วนต่อ 1 ชุด และถึงหลักล้านก็ไม่แปลกนัก เทียบในปัจจุบันที่ยอดขายอัลบั้มแทบไม่มีเลย บางครั้งมียอดแค่หลักพัน การทำงานเพลงก็ต้องราคาถูกตามเพื่อให้คุ้มกับการทำงาน

… Virtual Studio จึงเป็นทางออกที่ถูกต้องที่สุดของวงการเพลงในตอนนี้…

       ในปัจจุบันนี้เป็นยุคของ Digital ทุกอย่างอยู่แค่มือเอื้อม การทำห้องบันทึกเสียงที่บ้านหรือที่เรียกว่า Home Studio นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับทุกคน ที่ต้องการมีห้องบันทึกเสียงส่วนตัว เพราะทำงานใน Computer เพียงตัวเดียว ที่สามารถตั้งทำงานในห้องใดห้องหนึ่งของบ้าน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการก่อสร้างและการเดินสายสัญญาณนับแสนบาทก็หายไป และก็สามารถทำการ Set Up ได้เอง และก็ยังทำงานเพียงคนเดียวได้โดยไม่ต้องพึ่งพา Sound Engineer ถ้าได้ศึกษาการใช้งานและเข้าใจดนตรีพอสมควร และอุปกรณ์ต่างๆ ก็เป็นแบบ Software เกือบทั้ง หมดที่อยู่ใน Computer ไม่ต้องไปซื้อหามามากมายเหมือนแต่ก่อน อย่างเครื่อง Effects ต่างๆ ในแบบ Hardware ที่จำเป็นต้องมีไว้ในห้องบัน ทึกเสียง เช่น Reverb, Compressor, EQ ที่มีราคาหลายแสนบาท ก็ถูกทำเป็นแบบ Software ที่แถมมากับโปรแกรม และ Console ราคาหลายล้านก็ไม่มีความจำเป็น รวมทั้งเครื่องเทปราคานับล้านที่ใช้ในการบันทึกเสียง ก็ถูกเปลี่ยนมาบันทึกใน Hard Disk ราคาไม่กี่พันบาท โดยจะเรียกห้องบันทึกเสียงแบบนี้กันว่า Virtual Studio หรือDAW

        ในบทความตอนนี้ ผู้เขียนจะแนะนำให้รู้จักและการ Set Up หรือการเริ่มต้น Home Studio ในแบบ Virtual Studio หรือ DAW เพื่อใช้งานส่วนตัวสำหรับผู้ที่เริ่มต้นใหม่ และผู้ที่สนใจในการทำงานดนตรี ที่ต้องการมีห้องบันทึกเสียงของตัวเอง โดยใช้งบให้น้อยที่สุด แต่ได้ห้องบันทึกเสียงที่ทำงานได้มาตรฐานแบบห้องใหญ่ๆ

Virtual Studio (DAW)

        Virtual Studio หรือส่วนมากมักจะเรียกว่า DAW (Digital Audio Workstation) คือระบบการทำงานของห้องบันทึกเสียงที่ไม่มีตัวตนจริงที่แท้จริง ทุกอย่างเป็นการทำงานใน Computer ทั้งหมดทุกขั้นตอนโดยใช้ Software ต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมาย Virtual Studio รวบรวมการทำงานทั้งหมดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นการบันทึกเสียง โดยมีเครื่องดนตรีต่างๆ แบบ Virtual Instruments ให้ใช้ในการบันทึกเสียงแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น กลอง เปียโน เครื่องเป่า กีตาร์ ให้เลือกนำมาใช้บันทึกเสียง จนมาถึงขั้นตอนการ Mix Down และก็ Mastering

        สิ่งที่สำคัญก็คือ การเลือกอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อมาทำงานในระบบ Virtual Studio หรือ DAW นี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และต้องทำความเข้า ใจก่อนว่ามีอะไรบ้างเป็นส่วนสำคัญ จริงๆ แล้วถ้าเข้าใจถึงระบบการบันทึกเสียงของห้องบันทึกเสียงแล้วก็ไม่ยุ่งยากนัก เพราะระบบ DAW ก็คือการยกห้องบันทึกเสียงเข้าไปไว้ใน Computer นั่นเอง โดยแทนที่จะมีเครื่องและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เรียกกันว่าในแบบ Hardware ที่จับต้องได้ที่เราจะเห็นจากภาพในห้องบันทึกเสียงใหญ่ๆ แต่ก่อนที่เรียกกันว่าระบบ Analog นั้น อย่าง Mixing Console ตัวใหญ่ที่มี Fader มากมาย เครื่องเทปบันทึกเสียงตัวใหญ่เกือบเท่าตู้เย็น เครื่อง Effects ต่างๆ รวมทั้งเครื่องดนตรีจริงๆ แต่ทุกอย่างได้ถูกนำมาทำเป็นในรูปแบบ Software หรือโปร แกรมที่มองเห็นได้ทางจอ Monitor ของ Computer เท่านั้น จับต้องโดยผ่านการใช้ Mouse และไม่มีตัวตนที่แท้จริงนอกจากเสียงเท่านั้น

        ฉะนั้นการที่มีความเข้าใจในระบบการทำงานของห้องบันทึกเสียงแบบเก่าหรือแบบ Analog จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะทำงานในระบบ Virtual Studio หรือ DAW ได้ดี และเข้าใจถึงเครื่องดนตรีต่างๆ ว่าเสียงจริงๆ และตัวตนจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร ก็จะสามารถใช้ Virtual Instrument ได้อย่างถูกต้อง อย่างเช่นถ้าไม่เข้าใจในการเล่นกลอง หรือว่ากลองชุดนั้นประกอบด้วยตัวหลักสำคัญกี่ใบ และแต่ละชิ้นนั้นทำหน้าที่อะไร แล้วการที่จะโปรแกรมกลองให้ได้ความรู้สึกเหมือนกับมือกลองเล่นจริงๆ นั้นก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังมีทางออกสำหรับคนที่เล่นดนตรีไม่เป็นแต่เก่ง Computer ที่สามารถทำงานเพลงได้ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ในรูปแบบเสียงสำเร็จรูปในรูปแบบของ Wav. หรือ Loop. ที่สามารถนำมา Edit หรือเอามาปะติดต่อกันได้จนเป็นเพลง โดยไม่ต้องเล่นเครื่องดนตรีเลยก็เป็นไปได้แล้วในยุคนี้

Who Are You…?

        ก่อนที่จะริเริ่มในการคิดจะสร้างห้องบันทึกเสียงส่วนตัว สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำก็คือ ตอบปัญหานี้ให้ได้ก่อนว่าเราคือใคร เช่นเป็นนักดนตรีที่ต้องการทำงานในด้านทำเพลงหรือแต่งเพลง หรือเป็นศิลปินที่อยากออกผลงานเพลงเอง หรือเป็นนายทุนที่ต้องการทำห้องบันทึกเสียงเพื่อให้คนมาเช่าใช้ หรือเป็น Producer ที่ต้องการทำผลงานให้กับศิลปินต่างๆ โดยที่ไม่ต้องไปเช่าห้องบันทึกเสียงใหญ่ หรืออีกมากมาย เพราะถ้าตอบโจทย์นี้ได้ก็จะทำให้การเตรียมตัวในการหาอุปกรณ์ต่างๆ แคบลง และตรงจุดที่ต้องการอย่างแท้จริง อย่างดูตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าทำห้องบันทึกเสียงเพื่อใช้งานส่วนตัวจริงๆ โดยอาจจะใช้ร่วมกับเพื่อนสนิทเท่านั้น ก็สามารถทำในห้องนอนของบ้านก็ได้ แต่ถ้าต้องมีผู้คนแปลกหน้าเข้าออกเยอะๆ ก็คงไม่เหมาะแน่ๆ

        ในบทความนี้จะเน้นไปตรงกลุ่มของนักดนตรี นักแต่งเพลงหรือศิลปินที่ต้องการมีห้องบันทึกเสียงเล็กๆ ที่สามารถทำงานได้ จากแต่งเพลงไปจนถึงเป็นเพลงแบบ Master ที่ออกวางขาย สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างห้องบันทึกเสียงแบบธุรกิจหรือ Commercial นั้นคงไม่ค่อยมีปัญหานัก เพราะมีทุนในการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำให้ได้

        อีกอย่างที่จำเป็นและสำคัญในการที่จะคิดมีห้องบันทึกเสียงแบบ Virtual Studio ไว้ใช้งานให้คุ้มค่าก็คือ ควรที่จะมีพื้นฐานหรือ Back ground ทางด้านการใช้ Computer พอสมควร และควรที่จะเล่นเครื่องดนตรีในแบบ Multi Instruments หรือเล่นเครื่องดนตรีได้หลายๆ ชิ้นเป็นจะช่วยได้อย่างมากโดยเฉพาะ Keyboards เพราะถ้าเล่นเครื่องดนตรีแบบ Keyboard ได้ ก็จะสามารถทำงานเพลงได้กว้างมาก โดยสามารถที่จะเล่นเองคนเดียวได้ทั้งอัลบั้ม ในสมัยนี้มือกีตาร์ก็สามารถเล่นตรงเข้า Hard disk ได้เลย ก็สามารถทำงานในระบบ Virtual Studio หรือ DAW ได้อย่างสบายกว่าแต่ก่อน ในกรณีที่เป็นศิลปินหรือนักร้องนักแต่งเพลงที่ไม่เล่นเครื่องดนตรี ก็ควรที่จะมีคู่ขาที่เล่นเครื่องดนตรีได้หลายชิ้นไว้ร่วม งาน และที่สำคัญที่สุดก็คือต้องฟังเพลงมากๆ และอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดในการทำงานดนตรีก็คือ ต้องมีหูในการฟังเพลงและดนตรีได้ดี อย่างที่ยอด Producer ของ The Beatles คือ Sir George Martin ที่เพิ่งจากไป ได้กล่าวไว้ว่า “All You Need Is Ears” ถ้ามีคุณสมบัติอย่างที่กล่าวมา ก็จะสามารถใช้งาน Virtual Studio ได้คุ้มค่า เพราะการมี Virtual Studio นั้นต้องเสียเงินมากพอสมควร ถ้าไม่มีความรู้ความสามารถก็จะทำให้เบื่อหน่ายและเลิกราไปและเสียเงินโดยใช่เหตุ

เลือกสถานที่

       ก่อนที่จะคิดทำการใดๆ ก็ต้องดูก่อนว่าเรามีสถานที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะการทำงานแบบ Home Studio นี้ก็บอกแล้วว่าต้องทำในบ้านที่เราอยู่อาศัยเอง ต้องตอบโจทย์ตัวเองให้ได้ว่า Home Studio จะต้องการใช้งานแบบไหน มีคนเข้าออกเยอะหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าบ้านนั้นย่อมมีผู้อื่นอยู่ด้วยเช่น พ่อ แม่ ภรรยา หรือลูก ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ได้ในภายหลัง จากความไม่มีประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ที่ในตอนทำ Home Studio ครั้งแรกนั้น ก็ตัดสินใจซื้อบ้าน เพราะไม่อยากเสียค่าเช่าและค่าก่อสร้างห้องบันทึกเสียงนั้นแพงมากอยู่ จึงไม่อยากต้องย้ายบ่อย จึงได้ออกแบบสร้างห้องใหญ่พอสมควร แต่พอเริ่มทำงานจริงๆ ห้องนั้นก็เล็กไปในทันที เมื่อมีทีมนักดนตรีเข้ามาทำงานด้วยและอุปกรณ์และเครื่องดนตรีต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ก็ต้องทำการตบแต่งใหม่สร้างห้องน้ำเพิ่มแยกจากตัวบ้าน สร้างห้องนั่งเล่น ห้องครัว มุมกาแฟ จึงพอ จะทำ งานกันได้โดยไม่อึดอัด ต่อมาก็กลายมาเป็นห้องบันทึกเสียงขนาดใหญ่ตามปริมาณของงาน ก็ต้องทุบห้องทำใหม่อีกครั้ง และจนในที่สุดก็ต้องไปซื้อบ้านใหม่ใกล้ Studio เพราะมีคนเข้าออกทั้งวันทั้งคืน จนเกรงใจภรรยาและลูก เหตุเหล่านี้เกิดขึ้นก็เพราะผู้เขียนไม่ได้ตั้งโจทย์ถามตัว เองไว้ว่า Home Studio ที่ทำมานี้ จะไว้ทำงานถึงระดับไหน

      ทำเลของที่ตั้งก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะสำคัญมากโดยเฉพาะเพื่อนบ้าน ถ้าเป็น Townhouse ที่มีผนังติดกับข้างบ้าน นานไปมีปัญหาแน่นอน ฉะนั้นการตอบโจทย์ครั้งแรกว่า Home Studio ของเราจะใช้งานถึงระดับไหนจึงสำคัญที่สุด ถ้าไว้แต่งเพลงเองคนเดียวปัญหาที่กล่าวมาก็ตัดทิ้งไปได้ แต่จากประสบการณ์บอกได้เลยว่าต้องเผื่อการเติบโตเอาไว้ เพื่อที่จะไม่ต้องมาเสียเงินหลายครั้ง และถ้าเป็นไปได้ควรจะอยู่ในทำเลที่เงียบสงบ เช่น ไม่มีรถยนต์วิ่งผ่าน ผู้คนชุกชุมส่งเสียงดัง เป็นต้น

     ห้องที่ใช้ทำงานควรจะเป็นห้องที่เก็บเสียงพอสมควร และก็ต้องเป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ เมื่อทำงานก็สามารถปิดประตูและหน้า ต่าง เพื่อเป็นการเก็บเสียงในตัว โดยไม่ส่งเสียงดนตรีออกไปดังมาก และก็ไม่ให้เสียงจากภายนอกเข้ามารบกวน พูดแบบง่ายๆ ก็คือเราต้องการห้องที่มีพื้นที่กว้างที่เงียบ ที่เราสามารถทำเสียงดังได้ทุกเวลาโดยไม่รบกวนผู้อื่น

      ถ้าเป็นไปได้เลือกห้องให้กว้าง โดยมีเพดานสูงเอาไว้ ตั้ง Computer ไว้ตรงกลางห่างจากข้างฝาผนัง เพื่อเอาไว้เป็นจุดวางลำโพงMonitor และด้านข้างหรือหลังของ Computer เผื่อที่ไว้ให้นักดนตรี เพื่อเวลาทำงานจะได้ไม่ต้องเคลื่อนย้ายบ่อย อุปกรณ์ทุกอย่างควรจะอยู่แค่มือเอื้อมถึง ขาตั้ง microphone ก็หาจุดตั้งและต่อสายเอาไว้ การเดินสายสัญญาณต่างๆ ก็แทบไม่มี แต่จะต้องมีสาย MIDI ไว้ต่อจาก Master Keyboard เข้ามายัง Midi interface

      อีกจุดสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือบรรยากาศ ควรจะทำให้ห้องดูไม่รก ระบบไฟในห้องควรจะสามารถหรี่แบบมี Dimmer และเป็น ไปได้ก็ควรมีหน้าต่างกระจก ที่สามารถมองออกไปข้างนอกได้ ถ้ามีสวนหรือต้นไม้ให้ดูยิ่งยอดเยี่ยมที่สุด เพราะจะทำให้ชั่วโมงการทำงานได้ยาวมากขึ้น และงานดนตรีนั้นเป็นงานสร้างสรรค์และต้องใช้จินตนาการพอสมควร ผู้เขียนเคยไปทำงานบันทึกเสียงงานอัลบั้มให้กับค่ายเพลงใหญ่ค่ายหนึ่ง ที่มีห้องบันทึกเสียงใหญ่และมีอุปกรณ์การบันทึกเสียงร่วม 10 ล้าน แต่การออกแบบห้องนั้นทึบ 4 ด้าน โดยที่อาจจะคิดว่าจะทำให้ผู้ทำ งานสามารถทำงานได้ดี เพราะไม่มีสิ่งอื่นมาดึงความสนใจ แต่เมื่อเข้าไปทำงานนั้น ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดมาก ต้องเดินออกมาภายนอกบ่อยครั้ง ทำ งานได้ช้าลง งานดนตรีนั้นไม่เหมือนงานอื่นๆ ถ้าทีมงานมีบรรยากาศในการทำงานที่ดี งานดนตรีก็ย่อมออกมาดีด้วย

... (ติดตามต่อในฉบับหน้า...)...


 ศิริพันธ์ เจริญรัถ