Virtual Studio : ห้องบันทึกเสียงที่ไร้ตัวตน (ตอนจบ)

 . . . (ต่อจากตอนที่แล้ว) . . .

อุปกรณ์ที่จำเป็น

          อุปกรณ์ที่เป็นหัวใจสำคัญ สำหรับการสร้างระบบการทำงานแบบ Digital Audio Work Station (DAW) หรือ Virtual Studio มีแบบหลักๆ คือ... Computer, DAW (Program), Audio Interface, Microphone, Headphone & Monitor, MIDI Keyboard…

Computer

           หัวใจของห้องบันทึกเสียงแบบ DAW หรือ Virtual Studio คงหนีไม่พ้นตัว Computer เอง เพราะทุกอย่างทำงานอยู่ในกล่องนี้ จึงจำ เป็นอย่างมากที่จะต้องใช้ Computer ที่เชื่อถือได้ ในยุคก่อนเมื่อเริ่มมีการทำงานระบบ DAW ส่วนมากจะนิยมใช้ Computer ของ Macintosh จากบริษัท Apple ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า Mac เพราะเชื่อถือได้กว่าระบบของ PC ที่ทำงานบน Window แต่ในปัจจุบันนี้ PC ได้ก้าวหน้ามามากจึงสามารถทำงานในระบบ DAW ได้สบายโดยขอให้เป็นรุ่น Duo Core หรือ Core 2 ขึ้นไป และถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้เป็นรุ่นที่มียี่ห้อที่เชื่อถือได้ไม่ใช่ประกอบเองโดยใช้ Main board และอุปกรณ์ถูกๆ เพราะถ้าเป็นรุ่นที่มี Brand Name นั้น Main board จะเป็นรุ่นที่ดีกว่า แต่ก่อนการ Set Up ระบบ DAW ต้องใช้ Computer ของ Mac ที่มีราคาเหยียบแสนจึงจะทำงานได้ ในปัจจุบัน Computer หมื่นต้นๆ ก็ทำงานได้สบาย

           การตัดสินใจเลือกระหว่างการใช้  Mac หรือ PC นั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของเราเอง เช่นถ้าทำงานเป็นทีมหรือกลุ่มก็ควรเลือกแบบที่กลุ่มใช้จะได้สะดวกในการทำงานร่วมกัน และถ้าเลือกใช้ในแบบที่มีคนรู้จักที่ใช้จนชำนาญแล้วก็เป็นการดี เพราะมีปัญหาอะไรก็มีผู้รู้ที่จะถามได้  หลายๆ คนก็ชอบทำงานบน Laptop Computer แต่ผู้เขียนจะชอบใช้แบบ Desktop เพราะทำงานได้สะดวกและคล่องตัวกว่า และในเรื่องความร้อนของเครื่องเมื่อใช้ชั่วโมงที่ยาวนาน บางครั้งทำให้ Laptop ไม่เสถียรนัก และการ Set Up ก็จะดีกว่าโดยติดตั้ง 2 จอ ทำให้การทำงานเร็วและสะดวกอย่างมาก ในปัจจุบันนี้จอ Computer ได้พัฒนาไปมากในแบบ LED ที่ไม่กินเนื้อที่ในการวางใช้งาน จนมีจอขนาดใหญ่มากที่บางคนอาจ จะใช้แค่จอเดียวก็พอ แต่สำหรับบางครั้งการมีจอใหญ่ๆ มากๆ ตั้งอยู่ข้างหน้านานๆ ก็อาจจะปวดตาได้เหมือนกัน ฉะนั้นการใช้จอที่ไม่ใหญ่มากแต่ใช้ 2 จอก็ยังเป็นทางออกที่ดีอยู่ในความเห็นของผู้เขียน

           อีกอย่างที่สำคัญมากในระบบการบันทึกแบบ DAW ก็คือ Hard Disk ในปัจจุบันราคา Hard Disk ถูกลงมากจึงควรและจำเป็นที่จะมี External Hard Disk ไว้ใช้โดยต่อไว้นอก Computer ผ่านทาง USB เวลา Save งานควรจะ Save ไว้อย่างน้อย 2 แห่งคือใน Hard Disk ใน Computer และใน External Hard Disk ในกรณี Computer ไม่ยอมทำงานเราก็สามารถนำ Hard Disk ไปทำงานกับเครื่องอื่นได้ เพราะงานดนตรีบางครั้งทำได้หนเดียว ถ้าเกิดเหตุ Hard Disk พังซึ่งก็เป็นบ่อยก็ยังสมารถเอา Back Up ใน Hard Disk อีกตัวมาทำงานต่อได้

           การมีระบบ UPS หรือเครื่องสำรองไฟฟ้าเป็นสิ่งสำคัญในระบบ DAW อีกอย่าง เพราะระบบไฟฟ้าในบ้านเรานั้น บางครั้งก็ตกหรือเกินสามารถทำอันตรายได้อย่างมากกับระบบ DAW หลายๆ คนคิดว่าเครื่อง UPS มีไว้เพื่อที่จะถ่วงเวลาเมื่อไฟดับให้ได้ Save งานไว้และปิดเครื่อง แต่ที่จริงแล้วระบบ UPS มีประโยชน์มากกว่านั้น นอกจากทำงานเป็นเครื่องสำรองไฟฟ้าแล้วก็ยังทำงานควบคุมให้กระแสไฟที่ผ่านเข้ามา เดินคง ที่ไม่ตกหรือเกินได้ด้วย ทำให้เครื่อง Computer มีอายุยืนยาว ระบบ UPS ที่เลือกใช้จะมีแบบ Line Interactive ที่สำรองไฟได้เมื่อไฟดับและก็มีระบบปรับแรงดันไฟฟ้าที่ผ่านตัว UPS เข้ามามีความแน่นอนไม่ตกไม่เกิน แต่ถ้ามีงบควรเลือกเป็นแบบ True On Line ที่เสถียรที่สุด สำหรับขนาดของเครื่อง UPS ก็อยู่กับขนาดของอุปกรณ์ต่างๆ รวมกันโดยดูจากวัตต์ (Watt) ของแต่ละเครื่องที่ใช้งานรวมกัน เช่นถ้า Computer และอุปกรณ์ต่างๆ รวมกันแล้ว 1000 วัตต์ ก็ควรเลือก UPS ที่สูงกว่า 1000 วัตต์ โดยที่ UPS จะบอกไว้ในหน่วยของ VA เช่น UPS แบบ 1000 VA ก็คือสามารถป้องกันระบบที่มีการใช้ไฟฟ้ารวมแล้วไม่เกิน 1000 วัตต์  ส่วนแบตฯที่มาพร้อมเครื่องนั้นนั้นมีอายุ 2 ถึง 3 ปีแล้วแต่รุ่น จึงควรเลือกรุ่นที่สามารถซื้อหาแบตมาเปลี่ยนได้ง่ายด้วย ราคานั้นก็ขึ้นตามขนาดของ VA และแบบของ UPS วิธีที่ดีที่สุดก็คือเลือกยี่ห้อที่เชื่อถือได้จากค่ายผลิตใหญ่ๆ เอาไว้ก่อน

อีกอย่างก็คือ Computer ที่ใช้ทำงานเป็น Virtual Studio นี้ ควรจะใช้ในงานนี้อย่างเดียว ไม่สมควรใช้ในการท่องเน็ตหรือเล่น Game เป็นต้น...

DAW (Software Program)

           การเลือกใช้ตัวโปรแกรมหรือ Software ที่ใช้ในการทำงานเพลงของระบบ DAW ก็ยากที่จะกำหนด ขึ้นอยู่กับความต้องการและแนวการทำงานของผู้ใช้นั่นเอง อยู่ที่ความถนัดของแต่ละคน สำหรับมือใหม่แนะนำให้ใช้รุ่นที่มีเพื่อนหรือคนที่รู้จักใช้ เพราะมีปัญหาอะไรก็มีที่พึ่งได้ Software เหล่านี้มีทั้งฟรีที่บางครั้งแถมมากับ Audio Interface อย่างซื้อเครื่อง Computer ของ Mac มาก็จะมี Software ของ Garage Band ให้มาด้วยและราคาบาง Software ก็มีราคาแพง สำหรับผู้เขียนที่ทำงานในระบบ DAW มาตั้งแต่เริ่มต้นมีระบบ DAW ก็ใช้ของ Logic ที่ในตอนนี้พัฒนามาหลายรุ่นแล้ว และก็ยังใช้งานได้ดีและเหมาะกับแนวการทำงานที่ผู้เขียนใช้จึงยังใช้อยู่ เพราะขี้เกียจไปเรียนรู้ใหม่อีก Software ของระบบ DAW ที่นิยมในปัจจุบันมี เช่น Cubase 7, Acoustica Basic Edition, Audacity, Wavepad, Acid Music Studio, Adobe Audition เป็นต้น

Audio Interface

           เป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดเท่าๆ กับตัว Computer ในระบบบันทึกเสียง DAW เพราะไม่ว่าเราจะมี Software ของ DAW ที่ก้าวหน้าล้ำยุค หรือมี Microphone ราคาแพง กีตาร์ตัวละ 6 หมื่น ทุกอย่างจะหมดความหมายถ้าไม่มี Audio Interface ที่ดีไว้เชื่อมต่อระบบการบันทึกเสียงเข้า Computer

           หลายๆ คนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานใน Virtual Studio คงไม่คุ้นกับ Audio Interface นัก แต่ถ้าบอกว่า Sound Card ก็คงรู้จักดี และ Audio Interface ก็ทำหน้าที่ของ Sound Card นั่นเอง แต่ Audio Interface นั้นจะมีระบบและคุณภาพที่ดีกว่า Sound Card ธรรมดามากมาย เหมือน กับ External Sound Card เครื่องดนตรีทุกอย่างที่จะบันทึกเสียงจะเสียบเข้าช่อง Input ของ Audio Interface เพื่อบันทึกเสียงลง Hard Disk ใน Computer โดยต่อเข้าระบบ Computer ทาง USB หรือ Firewire โดย Audio Interface มีหน้าที่แปลงสัญญาณแบบ Analog ให้เป็น Digital เพื่อให้ Computer สามารถอ่านได้ และก็ช่วยให้ Computer ทำงานเบาลง ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น ฉะนั้นการที่จะใช้ Soundcard ที่มาใน Computer นั้นควรที่จะหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง

           อย่างที่รู้กันดีในสูตรของการบันทึกเสียงว่า“Garbage In = Garbage out ” หรือขยะเข้าก็เท่ากับขยะออก เพราะเราบันทึกเสียงสัญญาณที่ไม่ดีเข้าไป ก็ยากที่จะได้สัญญาณเสียงที่ดีกลับออกมา ขั้นตอนการบันทึกเสียงขั้นแรกนี้ จึงสำคัญมากที่จะต้องให้ได้เสียงที่เต็มสะอาดที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี Audio Interface ที่ได้มาตรฐาน และก็เป็นข่าวดีที่ปัจจุบันนี้ราคา Audio Interface ไม่แพงนัก เพราะมีการแข่งขันแย่งตลาดของ Audio Interface ที่ใช้ใน Home Studio และมีหลายๆ ค่ายใหญ่ๆ ผลิต Audio Interface มาสำหรับตลาด Home Studio โดยเฉพาะ โดยตัด Function ที่ไม่จำเป็นสำหรับการทำงานของ Home Studio ออกไปเพื่อให้ราคาไม่แพง

           ส่วนมาก Audio Interface ที่อยู่ในตลาดตอนนี้ก็มีคุณภาพใกล้เคียงกัน จะแตกต่างออกไปตรง Input หรือ Function บางอย่าง สิ่งที่ควรจะดูเพื่อเลือกใช้ Audio Interface ที่ดีก็มีคือ ทำงานที่ Sample Rate 48k/24bit ที่เป็นมาตรฐานการบันทึกเสียง มี Input อย่างน้อย 2 input แต่ถ้าสามารถหาซื้อ Audio Interface ที่มี Input มากไว้ก็ไม่เสียหาย เผื่อการบันทึกเสียงสดที่ต้องใช้ Input พร้อมกันหลาย Input และ Input นั้นควรจะมีทั้งแบบ XLR และ ¼ Connector และต้องมี Phantom Power (48 Volts) ด้วยสำหรับใช้ต่อ Condenser Microphone และถ้าจะให้ดีก็ควรมี MIDI Interface มาในตัวด้วย

          อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ ต้องดูว่า Audio Interface ที่เราสนใจนั้นทำงานในระบบอะไร PC หรือ Mac ถ้าทำงานได้ทั้ง 2 ระบบได้ก็ยิ่งดี แต่ก่อนมักจะเป็นการพ่วงต่อเข้า Computer ด้วยระบบ Firewire ต่อมาระบบ USB พัฒนาขึ้นมาเร็วหลายเท่า ก็เลยกลายเป็นระบบที่นิยมในปัจจุบัน แต่ถ้ามี 2 ระบบได้ก็ไม่เสียหาย Audio Interface ที่มีออกขายนั้นมากมาย แต่ที่นิยมก็มี เช่นของค่าย MOTU ที่มีทั้งรุ่นใหญ่ แต่รุ่นเล็กที่เหมาะสำหรับ Home Studio ก็คือรุ่น Ultralite MK3 แต่ถ้าอยากได้ Input เยอะๆ รุ่น Onyx Blackbird ของ Mackie ก็น่าสนใจ ถ้าแบบกระเป๋าหิ้วก็รุ่น MTrack Plus ของ M-Audio และที่น่าสนใจก็ของ Focusrite รุ่น Scarlett 2i2 โดยสิ่งที่ควรมีส่วนในการเลือกตัดสินใจก็คือชื่อเสียงของค่ายที่ผลิต เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า

Microphone

           อุปกรณ์ที่มีความสำคัญและจำเป็นในการบันทึกเสียงอีกอย่างคือ Microphone ถึงแม้ว่าในยุคปัจจุบัน เทคนิคการวาง Microphone ในการบันทึกเสียงจะน้อยลงไป ต่างกับสมัยห้องบันทึกเสียงใหญ่ๆ แบบ Analog ที่ต้องใช้ฝีมือในการวาง Microphone เป็นอย่างมากในการบันทึกเสียง เช่น กลองหรือเปียโน และในห้องบันทึกเสียงนั้นต้องมี Microphone ไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อไว้รองรับการบันทึกเสียงของเครื่องดน ตรีต่างๆ ที่ต้องใช้แบบของ Microphone ที่แตกต่างกันไป

           ในการทำงานในแบบ Virtual Studio การใช้ Microphone ก็ยังจำเป็นอยู่ โดยเฉพาะการบันทึกเสียงร้อง และเครื่องดนตรีแบบ Acoustic เช่น กีตาร์โปร่ง เป็นต้น แบบที่จำเป็นที่ต้องใช้มี 2 แบบคือ Condenser Mics และ Dynamic Mics

           Condenser Mics เป็น Microphone ที่มีราคาสูง ที่สามารถจับเสียงที่มีความถี่สูง และเก็บรายละเอียดได้ดี จึงจำเป็นอย่างมากที่จะ ต้องมีไว้ใช้ในการบันทึกเสียงร้อง และเครื่องดนตรีที่มีความถี่สูงและกว้าง เช่น กีตาร์โปร่ง เปียโน และเครื่องทองเหลืองของกลอง เป็นต้น และCondenser Mics ที่ดีจะมี Diaphragm ที่ใหญ่ เพื่อที่จะจับความถี่สูง แต่ก็เป็นจุดอ่อนของ Condenser Mics ไปด้วย เพราะถ้าใช้ไม่ระวังนำเอาไปใช้กับเครื่องดนตรีดังๆ เช่น จ่อ Snare หรือหน้าตู้ลำโพงดังๆ ก็อาจจะพังได้ง่าย แค่ทำตกเพียงครั้งเดียวก็ไม่ทำงานเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ Condenser Mics ก็มีแบบ Diaphragm ที่เล็กเพื่อใช้งานต่างๆ ได้ และ Condenser Mics ทำงานร่วมกับ Phantom Power 48 Volts ใน Audio Interface ที่จะใช้ร่วมกับ Condenser mics จึงต้องมี Phantom Power สร้างไว้ตรง Input

           สิ่งที่โดดเด่นของ Condenser Mics ก็คือ สามารถทำงานได้ในหลายแบบ (Multi Polar Pattern) ที่ทำให้เราเลือกใช้ได้ เช่น Cardioid, Omnidirectional และ Figure-8 โดย Pattern แบบ Cardioid จะรับเสียงตรงหน้าได้ดีและข้างๆ รองลงมา แต่จะไม่รับเสียงที่มาจากด้านหลัง จึงเหมาะในการทำงานใน Home Studio ที่ไม่มีระบบ Acoustic ที่ดีเหมือนห้องบันทึกเสียงใหญ่ๆ โดยจะไม่รับเสียงก้องต่างๆ ที่มารอบด้าน เหมาะสำหรับการทำงานแบบ close mic ส่วน Omnidirectional Pattern เหมาะสำหรับทำงานในห้องที่มีระบบ Acoustic ที่ดี เพื่อให้ได้เสียง Reverb ของห้อง เช่น การบันทึกเสียงเปียโน หรือบันทึกเสียงวง Orchestra เพราะจะรับเสียงแบบรอบทุกด้านเท่ากัน จึงเป็นที่นิยมในการทำงานในห้องบันทึกเสียงใหญ่ๆ ส่วน Figure-8 Pattern ก็เป็นไปตามเลข 8 ก็คือรับเสียงเท่ากันทางด้านหน้าและหลัง ส่วนด้านข้างจะไม่สนใจ เหมาะในการใช้บันทึกเสียงแบบ Stereo สิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงานกับ Large Diaphragm Condenser Mics ก็คือ Pop Screen เพื่อป้องกันเสียงลมที่มาจากการออกเสียงบางคำ เช่น ตัว “พ” หรือตัว “P” และถ้าเป็นไปได้เลือก Microphone ที่มาพร้อม Shockmount

           Large Diaphragm Condenser Mics ในแบบ Multi-Pattern จึงจำเป็นที่จะต้องมีไว้อย่างน้อย 1 ตัว เพื่อทำงานกับเสียงร้อง และถ้าเป็นไปได้ควรจะมี Small Diaphragm ไว้คู่หนึ่ง เพื่อบันทึกเสียงเครื่องดนตรีในแบบ Stereo รุ่นต่างๆ ของ Large Diaphragm Mics ที่นิยมใช้ใน Home Studio เช่น Audio Technica AT2035, Rode NT1-A, AKG C214, C414, Avantone Audio CV-12 เป็นที่น่าดีใจที่ Condenser Mics ในยุคปัจจุบัน มีราคาถูกลงมากต่างกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

           Dynamic Mics เป็น Microphone ที่สามารถทำงานแบบสมบุกสมบันได้ จึงสามารถเห็นทั่วๆ ไปบนเวทีการแสดงสด ทำตกก็เก็บขึ้นมาใช้ต่อได้ ทนความชื้น และเสียงดังๆ ก็ไม่เป็นไร จึงเปรียบเหมือน Microphones แบบไม่เลือกงานเหมือน Condenser Mics รุ่นที่ Classic ของ Dynamic Mics ที่ในห้องบันทึกเสียงและ Sound Engineer รุ่นเก่าๆ จะขาดไม่ได้คือ Shure SM57 ที่เป็น Microphone ที่ทำงานได้ในทุกแบบ นึกอะไรไม่ออกเอา SM 57 จ่อไว้ก่อน มีความทนทานมาก จึงเป็น  Mic ที่ทุกห้องบันทึกเสียงต้องมีไว้ แต่ก็มี Dynamic Microphone ที่เป็นมาตรฐานประจำห้องบันทึกเสียงอีกหลายรุ่นเช่น The electrovoice RE20, Sennheiser MD421 เป็นต้น

Headphones & Monitors

           สิ่งที่สำคัญที่สุดในระบบการทำงานของห้องบันทึกเสียง ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็คือระบบ Monitor หรือลำโพงนั่นเอง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าเสียงเพลงที่เราทำมานั้น ได้มาตรฐานหรือไม่ ระบบ Monitor นั้นไม่ใช่มีความสำคัญแค่ในช่วงการ Mix Down แต่สำคัญตั้งแต่เริ่มทำการบัน ทึกเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น การเลือกฟังเครื่องดนตรีจาก Virtual Instrument หรือเสียง Sampling ต่างๆ เพื่อเลือกเอามาใช้ในเพลง ก็ต้องอาศัย Monitor เป็นตัวช่วยตัดสินใจ Monitor นั้นแตกต่างกับลำโพงหรือ Speakers หรือ Computer Monitor ที่ใช้ฟังเพลงทั่วไป ตรงที่ระบบ Monitor นั้นมีความเที่ยงตรงไม่ปรุงแต่งเสียง ถ้าทำการ Mix Down ในระบบ Monitor ที่ดีแล้ว ก็สามารถนำไปฟังกับระบบลำโพงแบบไหน ก็จะได้เสียงที่ครบย่านความถี่ที่ดี สำหรับลำโพงที่มีไว้ฟังเพลงทั่วไปนั้น มักจะปรุงแต่งเพื่อให้เพลงฟังออกมาดี เช่นอาจจะเพิ่มการฟังในย่านความถี่สูงไว้ ถ้านำมาใช้ในการ Mix Down เมื่อนำไปใช้ฟังในลำโพงรุ่นอื่นๆ อาจจะฟังทึบไป พูดง่ายๆ ก็คือ ระบบ Monitor นั้นให้เสียงที่เป็นกลางนั่น เอง การจัดตั้ง Monitors นั้นควรให้อยู่ในระดับหูในตำแหน่งที่เรานั่งทำงาน เปิดเพลงฟังให้เสียงที่ออกมาจาก Monitors ไม่ใกล้หรือไกลไป

           หลายๆ คนทำงานโดยใช้ Headphones หรือหูฟังโดยไม่มี Monitor ซึ่งก็สามารถทำได้ แต่ผู้เขียนไม่แนะนำ ถ้าทำงานแบบชั่วโมงยาว จะทำให้เหนื่อยล้าได้เร็ว และโดยเฉพาะดนตรีแบบร็อกที่ต้องฟังดังๆ อาจจะทำให้เสียอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดไปคือ “หู” ของเรานั่นเอง แต่หูฟังก็มีความจำเป็นในช่วงการบันทึกเสียงร้อง หรือเครื่องดนตรีอย่างกีตาร์โปร่งที่ต้องใช้ Microphone เพื่อป้องกันการรั่วของเสียงที่มาจากลำโพง เพราะ Home Studio แบบที่พูดถึงอยู่นี้ คงยากที่มีห้องเก็บเสียงแยกอีกห้องหนึ่ง การบันทึกเสียงโดยสวมหูฟังจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ Home Studio และก็สามารถใช้หูฟังในการ Mix Down ได้ โดยใช้สลับฟังกับระบบลำโพง เพื่อเช็คความแตกต่าง ระบบ Monitor และ Headphone ที่ดีจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าต้องการทำงานในห้องบันทึกเสียงแบบมาตรฐานสากล

MIDI Keyboard (Synthesizer)

           ถ้าต้องการทำงานแบบรวดเร็วและสะดวก การมี Midi Keyboard ไว้ใช้ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานกับ Virtual Instrument ที่มากับโปรแกรม DAW เช่น เปียโน Synthesizers ต่างๆ แม้แต่การบันทึกเสียงกลอง ก็สามารถใช้ Midi Keyboard โปรแกรมแบบ Real Time ได้ดี การเล่นเครื่องดนตรีแบบเครื่องสาย (String Section) หรือบรรดาเครื่องเป่า (Horn Section) ก็สามารถใช้ Midi Keyboard เล่นได้ ในยุคก่อนในห้องบันทึกเสียงจะต้องมี Synthesizer จำนวนมากวางซ้อนกันเต็มไปหมดเพื่อใช้บันทึกเสียง ในยุค Virtual Studio นี้ต้องการเพียงตัวเดียวเพื่อใช้เล่น Key เท่านั้น ส่วนเสียงนั้นมีมากมายให้เลือกจาก Software แบบ Virtual Instrument ทำให้การทำงานสะดวกมาก แต่ก็เสียเวลาพอสมควร เพราะมีเสียงให้เลือกมากเกินไปนั่นเอง

           MIDI เป็นคำย่อของ Musical Instrument Digital Interface ที่เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้เครื่องดนตรีแบบ Synthesizer สามารถพูดกับ Computer ได้ในภาษาเดียวกันนั่นเอง โดยการ Interface เข้าด้วยกันที่มีมาตั้งแต่ปี 1983 แต่ละ Midi Keyboard ที่ควรนำมาใช้งาน ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการทำงานของแต่ละคน ถ้าเป็นคนเล่นเปียโนก็คงต้องใช้แบบ 88 Keys ที่สามารถรู้น้ำหนักการเล่นได้ที่เรียกว่า Touching นั้นเป็นตัวสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ดนตรีที่เราเล่นป้อนเข้า Computer นั้นมีความหนักเบาให้ความรู้สึกต่อเพลงที่ออกมาเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าเล่น Keyboard ไม่เป็นก็สามารถใช้แบบตัวเล็กๆ แบบ 49 keys จากM-Audio ที่สร้างมาโดยเฉพาะสำหรับงานนี้ เพราะการทำงานจาก Keyboard ของแป้น Computer นั้นไม่ค่อยสะดวกนัก หรือถ้ามี Synthesizer เก่าๆ แบบที่ผู้เขียนใช้คือ Yamaha DX-7 ก็สามารถนำมาใช้ได้ โดยไม่ต้องไปซื้อหา ข้อสำคัญก็คือ Keyboard เหล่านี้ต้องมี MIDI เท่านั้นที่ต่อเข้า Computer ด้วย MIDI Interface ที่มักจะมาด้วยกับ Audio Interface  สำหรับ Keyboard รุ่นใหม่ที่ออกมาแบบมาสำหรับใช้งานกับ DAW นั้น อาจเป็นแบบ USB MIDI ซึ่งก็สะดวกดีในการต่อเข้ากับระบบ Computer โดยไม่ต้องมี MIDI interface

           การ Set Up และทำงานในระบบ Virtual Studio หรือ DAW นั้นอาจจะดูยุ่งยาก และต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจและเรียนรู้ แต่ถ้าผ่านขั้นตอนแรกๆ มาได้ก็ไม่ยากนัก วิธีที่เรียนรู้ที่ดีที่สุดก็คือ ใช้ถามคนที่ใช้อยู่จะทำให้เข้าใจเร็วกว่าการเรียนรู้เองคนเดียว อย่างที่กล่าวมา แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานใน Virtual Studio ก็คือ ความสามารถและพรสวรรค์ทางดนตรี และหูของเราในการฟังเพลงนั่นเอง


ศิริพันธ์ เจริญรัถ