แกะกล่องลองใช้ : Focusrite Scarlett 2i2 Gen2

เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม


 “ Gen 2 ให้ค่า Latency ต่ำกว่า เพิ่มค่า sample rate ให้สูงขึ้น และเพิ่มเฮดรูมขึ้นมาอีก 8dB ”

         บทความชิ้นนี้จะพาท่านไปรู้จัก Focusrite Scarlett รุ่น 2i2 สำหรับรุ่นนี้เป็นเจเนอเรชันที่ 2 หลายคนใช้บันทึกเสียงกีตาร์และเบส รวมถึงการใช้งาน PA ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องวัด RTA ร่วมกับซอฟต์แวร์ Smaart Live หลังจาก Gen1 รุ่น 2i2 ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดออดิโออินเทอร์เฟซแบบ USB ด้วยราคาที่ไม่สูงนัก จากข้อเท็จจริงทาง Focusrite เคลมว่ารุ่นนี้ถือว่าทำยอดขายดีที่สุดในโลก จากบรรดาออดิโออินเทอร์เฟซแบบ USB ทั้งหลาย บางท่านสงสัยว่า Gen2 นั้นมีการปรับปรุงอะไรที่ต่างไปจาก Gen1 ซึ่งก็มีหลายอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ การปรับปรุงเรื่อง Latency ให้มีค่าต่ำลง และเพิ่มเฮดรูมซึ่งเป็นผลดีกับปิ๊กอัพกีตาร์ ในรุ่น Gen1 ผู้เขียนเคยลองใช้มาเช่นกัน นั่นคือ 2i4 มันก็ถือว่าใช้งานได้ดีทีเดียว แต่จะมีปัญหาเรื่อง Latency มีค่าสูง เมื่อได้ลองเล่น Gen2 รุ่น 2i2 ที่ทางร้านโปรปลั๊กอินให้มาลองเล่น ก็พบว่าค่า Latency โดยภาพรวมต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด เอาล่ะตอนนี้จะพาท่านไปรู้จัก 2i2 Gen2 ให้มากขึ้นกว่าเดิม

ฮาร์ดแวร์

         ชื่อรุ่น 2i2 เป็นตัวบ่งชี้ว่าอุปกรณ์รุ่นนี้รองรับอินพุต 2 ช่องและเอาต์พุต 2 ช่อง ฝั่งอินพุตสามารถเชื่อมต่อกับแจ็คทั้งแบบ XLR และแบบ 1/4 นิ้ว โดยมักจะเป็นสายสัญญาณเครื่องดนตรีทั้งหลาย อินพุตจำนวน 2 ช่องนั้น สามารถเชื่อมต่อได้พร้อมกัน นั่นทำให้สามารถบันทึกเสียงจากไมค์ได้พร้อมกันถึงสองตัว หรืออุปกรณ์เครื่องดนตรีต่างๆ ในเวลาเดียวกัน หรือจากไมค์หนึ่งตัวและจากเครื่องดนตรีอีกหนึ่งตัว รุ่น 2i2 ไม่มีช่องเชื่อมต่อกับ MIDI หรือ SPDIF อินพุต/เอาต์พุต ซึ่งเป็นเรื่องปกติของอินเทอร์เฟซขนาดนี้ ด้านหลังจะมีบาลานซ์เอาต์พุต 2 ช่อง เชื่อมต่อด้วยแจ็ค TRS 1/4 นิ้ว สำหรับต่อกับลำโพงด้านนอก ตัว 2i2 มีช่องต่อกับหูฟัง 1/4 นิ้ว ออกแบบไว้ฝั่งด้านหน้าอุปกรณ์ ซึ่งมีโวลุ่มคุมความดังแยกต่างหาก ในส่วนของอินพุตทั้งสองจะมีสวิตช์ออปชันที่ใช้เลือกโหมดว่าสัญญาณที่เชื่อมต่อเป็น Line และเครื่องดนตรี สามารถใช้กับ DI เพื่อให้ได้เสียงที่ดี โดยเฉพาะกีตาร์ต้องเซตแบบนั้น หากต้องการก็ทำได้ ส่วนไลน์จะใช้กับไมค์ ถ้าต้องการใช้ DI Box จะต้องเข้าใจว่ามันจะเป็นโหมด Hi-Z โดยปริยาย คือมีค่าอิมพีแดนซ์สูงกว่าที่ผู้ใช้เซตเป็นโหมด Line

         สิ่งหนึ่งที่มีการอัพเกรดจาก Gen1 มาเป็น Gen2 ในรุ่น 2i2 คือได้เพิ่มเฮดรูมขึ้นมา 8dB ซึ่งจะช่วยการบันทึกเสียงเครื่องดนตรีทำได้ดีขึ้น เรียกว่ารองรับอินพุตจากปิ๊กอัพกีตาร์ได้ถึงใจทีเดียว ทำให้ปัญหาการ Clip ก่อนเวลาอันควรเป็นเรื่องยาก ซึ่งปัญหานี้จะเกิดกับตัว 2i2 Gen1 และตระกูล Solo ที่สัญญาณจะ Clip ง่ายกว่า ถ้าใครใช้กีตาร์ที่ติดตั้งปิ๊กอัพแรงๆ อย่าง Seymour Duncan Blackouts ซึ่งเป็นแบบแอกตีฟจะต้องเสี่ยง ต่อการ Clip อย่างแน่นอน แต่หากใช้กับ Gen2 เห็นชัดว่าไม่มีการ Clip นี่คือความแตกต่าง ในส่วนอื่นๆ ที่มีการอัพเกรดทางด้านฮาร์ดแวร์ ตัว Gen2 ได้เพิ่มวงจรป้องกันไฟฟ้าสปาร์กทางฝั่งอินพุตและเอาต์พุต มีการปรับปรุงคอนเวอร์เตอร์ให้รองรับ Sampling rate ที่สูงถึง 192kHz ที่ Bit Depth 24-bit ในรุ่น Gen2 ได้เพิ่มความเข้มของสีไฟที่แสดงค่า Gain ของ Line มอนิเตอร์ รอบลูกบิดโวลุ่มหูฟังอีกด้วย แม้ว่าจะเป็นจุดเล็กๆ ที่มีการเปลี่ยนแบบไมเนอร์เชนจ์ก็ทำให้บางคนแอบชอบมันเช่นกัน

          แต่สิ่งที่ Gen1 และ Gen2 เหมือนกันคือ 2i2 จะมี LED รอบๆ Gain ของลูกบิด ซึ่งช่วยบอกสัญญาณในระดับต่างๆ ปกติมันจะแสดงเป็นสีเขียว ถ้าแสดงเป็นสีส้มนั่นคือใกล้จะเริ่ม Clip แล้วนะ ยังมีสวิตช์ Phantom เพาเวอร์ 48V สำหรับไมค์ที่ต้องใช้ไฟไปเลี้ยง เช่นชนิดคอนเด็นเซอร์ และยังมีสวิตช์ Direct monitor ซึ่งสามารถฟังเสียงสดๆ โดยไม่มีค่า Latency โดยรวม Scarlett 2i2 ในเรื่องฮาร์ดแวร์ถือว่าออกแบบมาดี ทั้งลูกบิดและการเชื่อมต่อที่หรูหราไม่เหมือนของถูกๆ และตัวถังก็เป็นอลูมิเนียมมีความแข็งแรง น้ำหนักเบา

Latency

         การปรับปรุงที่ทำให้ Gen2 แตกต่างไปจาก Gen1 โดยสิ้นเชิงคือเรื่องของค่า Latency โดย Gen2 ให้ค่า Latency ต่ำกว่า และเพิ่มค่า sample rate ให้สูงขึ้น ซึ่งค่า Latency จะเปลี่ยนไปตามค่า sample ที่ผู้ใช้เซตค่า ปกติบางท่านบันทึกเสียงกีตาร์ผ่าน DI บ่อยครั้งมักจะเลือกเป็น 48kHz ที่ 64 samples เมื่อเซตค่าบน 2i4 Gen1 จะได้ค่า Latency เท่ากับ 12.4ms และถ้าถือว่าเป็นค่าที่ต่ำมากในโหมด 48kHz การเซตเป็น 96kHz ค่าต่ำสุดที่พบคือ 9.5ms แต่จะทำให้ CPU ทำงานหนักขึ้น บนตัว Gen2 รุ่น 2i2 ที่ค่า 48kHz ที่ 64 samples ค่า Latency เท่ากับ 7.79ms เท่านั้น ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ต่างกันเกือบ 2 เท่า นี่คือการปรับปรุงครั้งใหญ่ บวกกับการรองรับค่า sampling rate ที่สูงขึ้น ผู้ใช้สามารถลดการเซตค่าให้ต่ำลงมาที่ระดับ 48kHz ที่ 32 samples จะได้ค่า Latency เท่ากับ 5.17ms หากเป็นการเซตที่ Gen1 ค่า Latency ที่ได้จะไม่ต่ำแบบนี้ ผู้ใช้สามารถปรับค่า Latency ให้ต่ำกว่านี้ลงมาเป็น 3ms ที่ 96kHz หรือสูงกว่า ซึ่งทาง Focusrite เคลมว่าสามารถปรับให้ต่ำลงถึง 2.74ms @ 96kHz ที่ 32 samples บน Mac Pro

          ด้วยค่า Latency ที่ต่ำมากๆ จะไม่ไปกินพลัง CPU เพราะผู้ใช้สามารถชดเชยด้วยการตั้งค่า buffer ให้สูงขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับค่า Latency จะเพิ่มขึ้นจนสร้างปัญหาในขณะใช้งาน เหมือนกับรุ่น Gen1 จากประสบการณ์ที่ใช้มา แม้การตั้ง Buffer ที่ต่ำๆ ใน Gen1 ยังทำให้ค่า Latency อยู่ในระดับสูงเช่นกัน เปรียบเทียบการเซตค่า Latency ในระดับที่แตกต่างกันดังนี้

การเซต Latency ให้ได้ในระดับต่ำ 

     • 5.31ms@44kHz/32 samples  

     • 5.17ms@48kHz/32 samples  

     • 3.85ms@88kHz/32 samples  

     • 3.63ms@96kHz/32 samples   

     • 3.08ms@176kHz/32 samples  

     • 3.06ms@192kHz/32 samples

การเซต Latency ให้ได้ในระดับปานกลาง

     • 12.8ms@44kHz/128 samples   

     • 12.4ms@48kHz/128 samples   

     • 12.6ms@88kHz/256 samples  

     • 11.9ms@96kHz/256 samples

คุณภาพเสียง

         สำหรับการฟังด้วยหู แต่ละคนอาจจะได้ยินคุณภาพเสียงแตกต่างกันไป สำหรับ Focusrite Scarlett โดยส่วนตัวคิดว่ามันให้เสียงที่ดีเยี่ยม ให้เสียงที่เคลียร์ไร้เสียงรบกวน ตรงนี้การันตีได้จากชื่อเสียงของ Focusrite ที่ชนะรางวัลด้านไมค์ปรี ด้วยประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 20 ปี ที่หลายๆ ท่านทราบดี ในการเปรียบเทียบรุ่น Scarlett 2i2 กับออดิโออินเทอร์เฟซรุ่นอื่น ในการบันทึกเสียงผ่าน DI แน่นอนว่าเสียงโดยรวมใกล้เคียงกันระหว่าง Gen1 2i4 และ 2i2 เนื่องจาก Focusrite ผลิตอินเทอร์เฟซที่มีมาตรฐานสูง ให้เสียงที่ดี ถ้าได้ลองใช้เทียบกับค่ายอื่นๆ จะพบว่ามันมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด จุดเด่นเสียงของ 2i2 คือมีความเคลียร์มาก มีความเป็นธรรมชาติ เก็บรายละเอียดเสียงกีตาร์ได้ครบ ผู้ใช้จะได้ยินเสียงย่านความถี่สูงๆ คุณภาพดี ไม่มีการสูญเสียหรือถูกลดทอนแต่อย่างใด มันยังให้เสียงที่แจ่มชัด หากเทียบกับการตั้งปรับ Gain ของกีตาร์ที่ป้อนเข้าไป ก็ยิ่งเห็นความแตกต่างทันที

ไดรเวอร์

          ระบบ Windows จำเป็นต้องติดตั้งไดรเวอร์เสียก่อน จึงจะสามารถใช้งานอินเทอร์เฟซ Scarlett USB ในรุ่น Gen2 แตกต่างจากไดรเวอร์รุ่น Gen1 ซึ่งผู้เขียนโหลดไดรเวอร์ Gen2 มาระยะเวลาไล่เลี่ยกับที่ได้ตัวเครื่อง เข้าใจว่าทางบริษัทน่าจะส่งของให้ทางตัวแทนทั่วโลกก่อน แล้วค่อยอัพเดตไดรเวอร์ตามทีหลัง สำหรับไดรเวอร์ในรุ่น Gen1 ใช้งานง่าย แต่ของ Gen2 ถ้ายังไม่มีการติดตั้งไดรเวอร์มันจะไม่บอกสถานะว่าเห็นอินเทอร์ เฟซหรือไม่ ปกติกรณีคอมพิวเตอร์ยังติดต่อกับอินเทอร์เฟซไม่ได้ ไฟ USB จะกระพริบเตือนเป็นระยะ แต่หลังจากคอมพิวเตอร์ติดต่อกับอินเทอร์ เฟซได้แล้วไฟบน USB จึงจะสว่างไม่มีการกระพริบ ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกันไว้ครับ เท่าที่ติดตามข่าวสาร ไดรเวอร์เวอร์ชันแรกๆ ยังไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ เมื่อใช้กับซอฟต์แวร์อย่าง Ableton Live ก็ต้องรออัพเดตกันเรื่อยๆ แต่การใช้งานกับพวก Cubase Pro ไม่มีปัญหาอะไร ต้องยอมรับว่าไดรเวอร์รุ่นแรกๆ ยังไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่ เหมือนกับพยายามจะให้ไปใช้ไดรเวอร์ของ Windows นั่นก็ยิ่งทำให้ค่า Latency ไปกันใหญ่ และปกติก็ทำไม่ได้ด้วย

          หลังจากที่ทาง Focusrite ได้เปิดให้อัพเดตไดรเวอร์เวอร์ชัน 4.11.0 หลายๆ อย่างก็เสถียรมากขึ้น ผู้ใช้สามารถฟังเพลงระหว่างทำงานไปด้วยได้ หรือเล่นกีตาร์ไปพร้อมๆ กันก็ได้ ซึ่ง CPU ไม่ได้ทำงานหนักเลย และสามารถบันทึกเสียงได้โดยไม่มีปัญหาอะไร อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ผู้ ออกแบบพยายามแก้ไข เพื่อให้แฟนคลับได้ใช้งานกันอย่างสบายใจ

ซอฟต์แวร์

          Focusrite Scarlett เป็นรุ่นที่มาพร้อมกับบันเดิลซอฟต์แวร์คุณภาพสูง ซึ่งในระยะหลังๆ เป็นกลยุทธ์ของออดิโออินเทอร์เฟซที่พยายามหาของแถมให้ลูกค้า กล่าวคือซื้ออินเทอร์เฟซพ่วงซอฟต์แวร์มาให้ สำหรับ Gen2 รุ่น 2i2 มาพร้อมกับ Ableton Live Lite 9 และ Pro Tools ซึ่งมีเอฟเฟ็กต์พีดัล ตู้แอมป์จำลองที่มาพร้อมกับ Pro Tools ตัว DAW ทั้งคู่ถือว่ามีฟรีเจอร์ที่โดดเด่น และเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด อย่างตัว Ableton Live มีจุดแข็งในเรื่องการเล่นสดและการมิกซ์เพลง ตลอดจนการทำโปรดักชันทางดนตรี ส่วน Pro Tools 12 ก็โดดเด่นเรื่องการมิกซ์เสียง และการทำมาสเตอริ่ง รวมถึงการทำเพลงอีกด้วย ทั้งคู่สามารถใช้ ReWire เชื่อมโยงซอฟต์แวร์อื่นเพื่อใช้งานด้วยกัน ซึ่งทำให้การส่งสัญญาณข้ามซอฟต์แวร์เป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแร็คเอฟเฟ็กต์หรือปลั๊กอินอื่นๆ ที่มาพร้อมกับ Pro Tools สำหรับบันเดิลปลั๊กอินที่มาเป็นแพ็คเกจนั้น ประกอบด้วย Softube, Focusrite Red ปลั๊กอิน และ Novation Bass Station เป็นซินธิไซเซอร์เสมือน พร้อมกับ Loopmasters อีก 2GB

          ในรุ่น Gen2 บนกล่องมีการโฆษณาว่าเป็น Pro Tools First ซึ่งให้ใช้งานฟรี ไม่สังกัดว่าจะเป็นออดิโออินเทอร์เฟซค่ายไหน สิ่งที่แตกต่างอีกอย่างคือ ยังมีชุดปลั๊กอินแถมฟรีชื่อว่า Focusrite Creative Pack มีปลั๊กอินจำนวน 12 ตัว สามารถใช้รันบน Pro Tools First ได้โดยไม่มีปัญหา ผู้ใช้สามารถขยายปลั๊กอินเป็นแพ็กเกจเต็มๆ ก็ได้ สำหรับเอฟเฟ็กต์สตอมบ็อกซ์ที่มีต้นทุนประมาณ 5 เหรียญสหรัฐ แต่ให้เสียงที่เหมือนอะนาลอก ซึ่งทั้งหมดมาพร้อมกับ Pro Tools แพ็ค สำหรับปลั๊กอินที่อยู่ใน Focusrite Creative Pack ซึ่งรันบน Pro Tools First  ได้แก่...

(1) Eleven Lite ของค่าย Avid เป็นการจำลองแอมป์ 2 แอมป์/คาบิเนต

(2) Black Op Distortion

(3) Gray Compressor

(4) Five-band Graphic EQ

(5) Flanger

(6) Vibe Phaser

(7) Roto Speaker

(8) Sci-Fi Ring Modulator

(9) Vari-Fi Speed Shifter

(10) Studio Reverb

(11) InTune Digital Tuner และ (12) Tape Echo Pedal

           ปกติในเวอร์ชันฟรีของ Pro Tools ก็มีปลั๊กอินอื่นๆ แถมมาอีกหลายตัว ซึ่งลำพังการทำงานระดับเบสิคก็เพียงพอ อย่าง AIR แต่ปกติเราอาจจะไม่ค่อยพบซอฟต์แวร์ที่แถมปลั๊กอินกีตาร์เท่าไหร่ โดยเฉพาะในเวอร์ชัน Live, Lite แต่ตัวซอฟต์แวร์ก็สามารถรันปลั๊กอินอื่นๆ ที่ซื้อเพิ่มเติมภายหลังได้ เพียงแต่ Pro Tools First อาจจะมีข้อจำกัดปริมาณการใช้งานพร้อมๆ กันเท่านั้น ของฟรีแต่เจ๋งก็มีนะ ขอบอก

Scarlett อินเทอร์เฟซรุ่นอื่นๆ

          ไลน์การผลิตของ Scarlett มีทั้งหมดด้วยกัน 6 รุ่น ซึ่งเป็นซีรี่ส์ USB โดยมีชุดไมค์ปรีและคอนเวอร์เตอร์ชุดเดียวกัน แตกต่างกันที่จำนวนอินพุตและเอาต์พุต รวมถึงช่องเชื่อมต่อสัญญาณอื่นๆ ในจำนวน 6 รุ่นที่แตกต่างกันนั้นเป็นกลุ่มสินค้าสำหรับ entry-level เรียกว่า Solo ได้แก่ 2i2, 2i4, 6i6, 18i8 และ 18i20 หากสังเกตชื่อรุ่นแล้วพบว่า เลขด้านหน้าจะบอกจำนวนอินพุตที่รองรับ ส่วนเลขด้านหลังจะบอกจำนวนเอาต์พุตที่รอง รับได้ สำหรับ Solo จะมีความเหมือนตรงที่เอาต์พุตจะเป็น RCA แทนที่จะเป็นบาลานซ์แบบ 1/4 นิ้ว TRS ซึ่งจะเห็นว่าด้านหน้าฝั่งอินพุตจะเป็นบาลานซ์ XLR ใช้กับไมค์และเครื่องดนตรีในเวลาเดียวกัน หูฟังและโวลุ่มแยกคุม

สรุป Scarlett 2i2

ข้อดีของ Scarlett 2i2 มีดังนี้

(1) มีค่า Latency ต่ำถึง 3.06ms ทั้งบน Windows, Mac

(2) มีเฮดรูมสูงทำให้ใช้กับปิ๊กอัพแรงๆ ได้

(3) มีโครงสร้างที่แข็งแรง

(4) ให้เสียงดี

 สำหรับข้อสังเกตได้แก่

(1) ไดรเวอร์บน Windows ยังมีบั๊ก

(2) ไม่มี MIDI หรือ SPDIF อินพุต/เอาต์ พุต ถ้าต้องการใช้งานถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าไม่ได้ใช้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อด้อยอะไร

(3) ไม่รองรับการเชื่อมต่อกับ iPad

(4) ไม่สามารถเซตเอาต์ พุตหูฟังแยกกับมอนิเตอร์ เหมือนรุ่น 2i4 และรุ่นที่สูงกว่า

          ด้วยการดีไซน์ที่ทำให้อุปกรณ์มีความแข็งแรงกระทัดรัด ให้เสียงที่เคลียร์ มีค่า Latency ต่ำ รุ่น Gen2 ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ราคาไม่สูง ถือว่าเป็นออดิโออินเทอร์เฟซที่เหมาะกับการทำงานทุกแบบ เหมาะกับมือกีตาร์และการร้อง ตั้งแต่มือใหม่ขึ้นไปเลย ปัญหาไดรเวอร์บน Windows ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ผู้เขียนก็ลองทดสอบกับ DAW หลายตัวบน Windows ก็สามารถรันได้ 48+ แทร็ก เพียงแต่ว่าต้องตั้งค่า Buffer สูงในกรณีที่ต้องการ Playback แทร็กจำนวนมาก โดยเฉพาะในขณะที่ทำการมิกซ์

สนใจสอบถามรายละเอียดอื่นๆ ได้ที่ บริษัท โปร อินโนเวชั่น กรุ๊ป จำกัด

โทร. 0-2983-7478, 0-2511-0334

หรือสั่งซื้อได้ทางเว็ปไซต์ proplugin.com หรือตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้าน