Special Reports : งานสัมมนา Production for Social Media (02)

“ ไฮเปอร์คาร์ดิออยด์ อันนี้ผมพยายามจะตัดเสียงรบกวนออกไปให้มากที่สุด

คือพยายามบีบมุมให้แคบที่สุด เพื่อโฟกัสเสียงกีตาร์ให้ชัดขึ้น ”

… (เนื้อหาต่อจากตอนที่แล้ว)…

      เป็นคอนเด็นเซอร์เหมือนกัน เป็นเพนซิลไมค์ ทรงจะเป็นลักษณะ small ไดอะแฟรม ขนาดตัวรับเสียงรุ่นนี้จะมีขนาดเล็ก ขนาดไม่ถึง 1 นิ้ว เหลือแค่ 1/3 นิ้ว รุ่นก่อนนี้มีขนาด 1 นิ้ว เสียงที่ได้ก็จะเล็กลงตามขนาดของมัน แต่ว่าด้วยขนาดที่เล็กลงก็มีข้อดีเช่นกัน คือรับเสียงเท่าที่จำ เป็น เสียงก็น้อยลงด้วย ทำให้โฟกัสเสียงชัดขึ้น ด้วยสเป็กมันจะบอกเลยว่ารับที่ความถี่เท่าไหร่ ส่วนแพทเทิร์นรับเสียงจะเป็นคาร์ดิออยด์อย่างเดียว การรับจะคล้ายๆ กับไดนามิกไมค์ทั่วไป ส่วนอีกตัวที่เราใช้ชื่อรุ่น MTP 250 ซึ่งเป็นไมค์ร้องเพลงอยู่แล้ว เป็นไดนามิกไมค์ ตัวนี้ไม่ต้องใช้ไมค์ปรีแต่อย่างใด เสียงที่ได้ก็จะให้คาแร็กเตอร์แบบไมค์ที่ออกแบบมาสำหรับเสียงพูด มันจะคล้ายกับไมค์ SM57/58 เดี๋ยวมาลองดูว่าเมื่อเอาไปรับเสียงเดียวกัน จากไมค์หลายๆ ตัวผลที่ได้จะเป็นอย่างไร เรามาลองกันเลย... อันดับแรกเรามาลองไมค์รับเสียงกีตาร์ก่อน ซึ่งลองทีละไมค์ ตัวแรกลองมาฟังกลางๆ คือเป็นไดอะแฟรมขนาดกลาง ทีนี้เราจะอัดไปพร้อมกันเลย ซึ่งเป็นเสียงกีตาร์ก่อน... คำถามคือ เราจะวางไมค์ไว้ตำ แหน่งไหน เพื่อจับเสียงกีตาร์โปร่ง

      สำหรับไมค์นี้เป็น small ไดอะแฟรม อย่างแรกเราต้องรู้ก่อนว่าเราจะนำไปรับเสียงของอะไรก่อน ตัวนี้มันรับเสียงได้กว้าง จากสเป็กสามารถรับได้ตั้งแต่ 30Hz - 20kHz ก็เกือบๆ หูคนรับได้ (Hearing range) ประเด็นคือในเมื่อมัน Flat หรือค่อนข้างเที่ยงตรงอยู่แล้ว มันก็สามารถรับอะไรได้หมดทุกอย่างเลยล่ะ ประเด็นต่อมาเราต้องรู้ว่าเราจะไปรับเสียงจากจุดไหน ของเสียงอะไร จึงจะได้เสียงที่ดีที่สุด ในที่นี้เราจะนำไปรับเสียงกีตาร์ ดังนั้นเราต้องให้คนเล่นกีตาร์เล่นเสียงออกมาก่อน จากนั้นเราค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปฟัง เพื่อค้นหาตำแหน่งตรงนี้ที่ฟังแล้วรู้สึกดีที่สุดก่อน ขั้นตอนนี้ยังไม่มีไมค์มาเกี่ยวข้องนะ เราเดินไปรอบๆ มือกีตาร์คนนั้น เมื่อเราฟังแล้วเสียงจากตรงไหนดีสุด นั่นคือช้อยส์แรกๆ ที่เราต้องเลือกก่อน เมื่อได้ตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว ค่อยนำไปวางตำแหน่งแทนตัวเรา... หลักการมีแค่นี้เอง... ดังนั้นเราต้องค้นหาตำแหน่งที่เครื่องดนตรีชิ้นนั้นๆ ปล่อยเสียงออกมา หรือคนๆ นั้น เสียงมันมาจากตรงไหนกันแน่ อาจจะเป็นเครื่องเป่าหรืออะไรก็ได้

   ถามว่าเสียงตำแหน่งไหนของกีตาร์เสียงออกมาดีสุด... คำตอบคือ ส่วนมากแล้วจะมีตำแหน่งยอดฮิตอยู่หลายที่ด้วยกัน อย่างกรณีนี้เราใช้ไมค์ตัวเดียวเป็นโมโนไมโครโฟน ฉะนั้นเราจะเลือกได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เราไม่มีโอกาสทำเทคนิคไมโครโฟนแบบแปลกๆ แต่สำหรับคอร์สนี้เราเน้นเรื่องง่ายๆ เราไม่จำเป็นต้องใช้ไมค์หลายตัว เอาไมค์ตัวเดียวก็พอแล้ว นั่นก็ได้เสียงที่โอเคแล้วนะ สำหรับการทำงานตรงนี้ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วหากใช้ไมค์ตัวเดียว ช้อยส์ที่เลือกก็มักจะเป็นตรงกลางกีตาร์นั่นเอง ถ้าให้กะระยะก็ประมาณแถวๆ เฟร็ตที่ 12 ซึ่งอยู่กึ่งกลางตัวกีตาร์ โดยทั่วไปสูงสุดก็ประมาณ 24 เฟร็ตใช่มั้ย อันนี้คือสูงสุดในทางจินตนาการ ตรงกลางก็อยู่ที่ 12 เฟร็ตพอดี ตำแหน่งนี้น่าจะบาลานซ์ที่สุดระหว่างเสียงต่ำที่สุดกับเสียงที่สูงที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูปัจจัยประกอบด้วย เช่น คีย์ของเพลงที่เล่นด้วย ว่าโน้ตที่เค้าใช้อยู่ในช่วงไหนด้วย ถ้าจะมองกันละเอียดขนาดนั้นนะ แต่กรณีที่ไม่คิดอะไรมากก็วางตรงกลางก็แล้วกัน หรือเราจะลองย้ายตำแหน่งไมค์ไปเรื่อยๆ ก็ได้จนกว่าจะพบตำ แหน่งที่เราชอบเสียงของกีตาร์ ไล่จากหัวไปเลย

     จากนั้นย้ายมาที่ลำตัว เราได้ยินอะไรเพิ่มขึ้นหรือลดลงบ้าง หลายคนอาจจะมีคำตอบในใจ แต่บางคนที่ยังเป็นมือใหม่ที่ยังไม่รู้จะเริ่มจากอะไร อันนี้จะเป็นแนวทางให้เราแล้วนะ หรือจะวางไว้ด้านหลังก็ได้ เห็นความแตกต่างหรือยัง ระหว่างด้านซ้ายสุดของคนเล่น อ้อมไปถึงข้างหลังเลย ถ้าเราไม่เคยเห็นมาก่อน หากฟังเสียงเราจะคิดว่าเป็นกีตาร์คนละตัวเลยจริงมั้ยครับ ส่วนมากผมได้ยินไอเดียมาจากพวกอินโทรก่อนเข้าเพลง คือพอเข้าเพลงไปแล้วตำแหน่งไมค์มันอยู่ตำแหน่งตรงกลาง คือเป็นเสียงที่ชัดที่สุด เช่นก่อนจะเข้าเพลงเสียงจะเหมือนลอยๆ ขึ้นมาจากอะไรสักอย่างนึง เค้าก็อาจจะอัดจากที่แปลกๆ สำหรับคนที่ทำงานมิกซ์เค้าก็จะใส่พวกเอฟเฟ็กต์รีเวิร์บช่วย แต่ถ้าคนจัดตำแหน่งไมค์เก่งๆ เค้าจะเลือกจัดวางตำแหน่งไมค์จริงๆ เป็นเสียงจากรูมแบบนี้ ข้อแม้คือไมค์ต้องดีพอ ห้องที่ใช้อัดก็ต้องดีพอด้วย เพราะถ้ามีอะไรแปลกๆ มามันจะทำให้คอนโทรลเสียงยากขึ้น ในกรณีนี้เราจะเลือกตำแหน่งไหนดี ตรงกลางใช่มั้ย ถ้าต้องการเสียงคมๆ ชัดๆ ก็ต้องวางค่อนๆ ไปทางขวานิดนึง อาจจะไม่ได้อยู่ตรงกลางเปะๆ ซึ่งแน่นอนตรงกลางเสียงอาจจะออกนุ่มๆ แต่กรณีเราไม่ต้องการเสียงนุ่มมากๆ ทำนองต้องการความกระด้างขึ้นมาอีกนิดนึง อาจจะขยับออกนิดหน่อยได้

      อันนี้ก็เหมือนปรุงน้ำจิ้มนิดนึง เหมือนเราจะใส่อะไรลงไปบ้างเล็กน้อย ให้มันแบบมีสีสัน หากทุกคนวางตรงกลางหมด เสียงมันก็เหมือนกันหมด ฟังแล้วไม่มีอะไรแตกต่าง เพราะสุดท้ายมันอยู่ที่คนเล่นด้วย นี่เป็นปัจจัยสำคัญ พอเปลี่ยนคนเล่นก็เหมือนเปลี่ยนหมดทุกอย่าง แต่ถ้าเป็นวัยรุ่นใจร้อน ตั้งปุ๊บ... จบ... ของผมจะเอาแบบนั้นเลย ประมาณว่าวางตรงไหนก็วางไป เน็ตไอดอลของเราใจร้อน โปรดักชันแบบบ้านๆ มาถึงปุ๊บจับไมค์จิ้มวางเลย ไม่คิดอะไรทั้งนั้น เสียงมันก็จะได้แบบนั้นแหละ เสียงมันก็บังเอิญออกมาดีด้วย ตรงนี้ผ่านไปอีกหนึ่งจุด เดี๋ยวต่อไปเรามาพูดถึงกรณีสองไมค์ แต่ตอนนี้เรามาลองใช้ไมค์ตัวเดียวแต่เปลี่ยนรุ่นหรือชนิดของไมค์ดูก่อน เพื่อเช็คคุณสมบัติเบื้องต้นของไมค์ก่อน ถ้าเรามีงบประมาณจำกัด คือเรามีแต่ไดนามิกไมโครโฟน เสียงจะเป็นยังไง คือไมค์ตัวเล็กๆ ปกติก็ใช้งานได้

      ถ้าหากเรามีงบประมาณแค่นี้ สมมติว่าเราเลือกไมค์ได้ตัวเดียว เรามีเงินอยู่แค่จำนวนนึง เราอาจจะเผื่อไว้ไปซื้ออย่างอื่นด้วย ซื้อคอม พิวเตอร์โน่นนี่นั่น เหลืองบไมโครโฟนไม่ถึงหมื่น งั้นลองฟังเสียงดูนะ ว่ามันจะแตกต่างกันยังไง ลองมาดูผลลัพธ์ว่าต่างจากเมื่อสักครู่เยอะมั้ย เอาแบบทิ่มไปมั่วๆ ไม่ต้องอิงวิชาการมาก สไตล์เบดรูมสตูดิโอ ผมจะลองพิสูจน์ โดยวางให้ระยะมันเท่ากับไมค์ตัวเมื่อสักครู่นี้ คือวางในตำแหน่งจุดเดียวกันโดยประมาณ หลังจากลองฟังแล้วมันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดนะ มันแค่เบากว่าเฉยๆ อย่าดูถูกไดนามิกไมโครโฟน บอกแล้วเป็นเรื่องความเชื่อ ถ้ามีเบดรูมดีๆ ก็ทำได้ ถือว่าหลังจากอัดดูแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็เหนือความคาดหมาย คือก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่ว่าจะใช้งานไม่ได้ วันนี้เราก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรล่วงหน้า ผมก็เพิ่งมาวางไมค์ตอนนี้แหละ อันที่จริงแล้วมันมีข้อดีข้อเสียไม่เหมือนกัน แน่นอนไดนามิกเรื่องความไวมันน้อยกว่า มันได้ความดังที่ออกมาน้อยกว่าก็จริง แต่มันก็ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเยอะเหมือนกัน อยู่ที่ว่าไอ้เบดรูมนั้นมีอะไรปนอยู่บ้าง ถ้าเบดรูมเรามีอะไรปนอยู่เยอะช้อยส์ที่เหมาะสมน่าจะเป็นไดนามิก เพราะห้องเราไม่ใช่ห้องเก็บเสียงไง ลองมีเสียงคอมพิวเตอร์ เสียงแอร์ เสียงหลอดไฟ เสียงพัดลม โน่นนี่นั่น อยู่ในห้องเราเยอะมากๆ แม้กระทั่งเสียงข้างบ้านก็เถอะ ตรงนี้รวมไปถึงงานนอกบ้าน อัดแบบนอกสถานที่ แบบเราอยู่ในที่ที่มีเสียงอึกทึกที่มีเสียงรบกวนเยอะๆ แล้วเราสามารถอัดใกล้ๆ ได้ ผมว่าไดนามิกเป็นช้อยส์ที่ดีมากอันนึง

      แต่ต้องดูสถานการณ์ด้วยนะ ว่าเค้าต้องการเสียงแบบนั้นด้วยหรือเปล่า แต่แน่นอนคอนเด็นเซอร์มันได้ความไวขึ้นมา ได้เสียงโดยรวมที่กว้างกว่า แต่ก็ต้องระมัดระวังมากกว่าเช่นกัน ด้วยความที่มันไวมากกว่านั่นเอง คราวนี้เรามาลองรุ่น Lewitt LCT640 เป็น Large ไดอะแฟรม ใช้แพทเทิร์นเดียวกัน ทิศทางเดียวกัน เป็นแพทเทิร์นแบบคาร์ดิออยด์ คือเป็นรูปหัวใจเหมือนกัน คือปกตินักทำเพลงบนโซเชียลมีเดียปกติก็จะไม่คิดอะไรถึงขนาดนี้นะ แต่เราอยากให้ทุกท่านเห็นว่ามันมีข้อแตกต่างกันขนาดไหน เหมือนเดิมคือเราทิ่มไปมั่วๆ วางในระยะเท่าเดิม จริงๆ แล้วไมค์แต่ละตัวจะมีคุณสมบัติเฉพาะอยู่ ถ้าเราอ่านคู่มืออย่างละเอียด จะพบคุณสมบัติเฉพาะตัวของมัน เช่น ไมค์ตัวนี้เค้าแนะนำว่าต้องอัดอะไร แต่ถ้าไม่เขียนเจาะจงก็คืออัดได้ทุกอย่าง แต่บางรุ่นจะเขียนระบุมาเลยว่า เหมาะสมกับอะไรเป็นพิเศษ ยกเว้นบางรุ่นที่มันใช้ได้ครอบจักรวาล ยกตัว อย่างเช่น ไมค์ในตำนาน AKG C414 ตัวนี้ก็จะอัดได้ทุกอย่าง ทุกเสียง แน่นอนต้องใช้งบพอสมควร แล้วก็ไม่ได้ซื้อตัวเดียว ส่วนใหญ่จะนิยมซื้อเป็นคู่ กรณีอัดกลองก็จะใช้เป็นไมค์โอเวอร์เฮด สำหรับการวางไมค์ครั้งนี้จะอยู่ใกล้ๆ ตำแหน่งของไมค์ตัวแรก บนไมค์มันจะมีเลข 0, -6, -12 ให้เลือก

    ไมค์ตัวนี้เลือกเป็นคาร์ดิออยด์ หลังจากอัดแล้วฟังดูพบว่าเอาต์พุตมันต่างกันเยอะ ทำให้ได้รายละเอียดเสียงมากขึ้น อย่างที่บอกก็ต้องระวังมากขึ้นเช่นกัน เช่นขณะเพลย์แบ็กเราก็ต้องเช็คดูก่อนว่ามันมีอะไรเจือปนมาหรือเปล่า เสียงแบบนี้ส่วนใหญ่จะได้ยินในอัลบั้มเพลงทั่วไป ถ้านำไปเทียบกับไดนามิก ตอนนี้เราลองไปครบ 3 ไมค์แล้ว ทีนี้เราจะลองไมค์กับการวางตามคำแนะนำของหลายๆ คน ลองดูไมค์ตัวเดียว แต่อัดสองอย่างเลย มีงบจำกัดได้มาตัวเดียวก็คือรุ่น 640 สมมติรูปแบบวงดนตรี คือเรามีนักร้องหนึ่งคน กับนักดนตรีหรือมือกีตาร์หนึ่งคน เราก็จะให้สองคนนี้หันหน้าเข้าหากัน แล้วตั้งไมค์เป็นแบบ Figure of 8 หรือเป็นเลขแปด กล่าวคือปรับให้มันรับเสียงได้สองทิศทางเท่าๆ กัน แต่ละคนก็หันหน้าเข้าหาไมค์นั่นเอง คราวนี้ผลลัพธ์ที่ได้ โทนเสียงก็จะเป็นอีกแบบนึงแล้วนะ มันจะติดซาวด์รูมมาด้วย มันจะไม่ใช่เนื้อเพียวๆ ถ้าต้องการเสียงเพียวๆ แหล่งกำเนิดเสียงควรจะเป็นเสียงแบบเดียวกัน เช่น มีการเล่นกีตาร์สองคนหรือร้องสองคน

    แต่ในเคสนี้สองฝั่งเป็นคนละโทนกัน เป็นร้องอันนึง เป็นกีตาร์อันนึง ฉะนั้นมันค่อนข้างบาลานซ์ยากนิดนึง แต่มันก็จะได้ลักษณะบรรยา กาศซะมากกว่า มันจะไม่ได้เนื้อเสียงดิบๆ ซึ่งเราอัดเป็นแทร็กเดียว พื้นที่การรับเป็นสองเท่าแค่นั้นเอง อันนี้เราตั้งไมค์แบบทื่อๆ ไม่คิดอะไรเลย ทีนี้มาพิจารณาอีกหนึ่งผลลัพธ์ หลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินเสียงรายการวิทยุสด เราได้ยินกันบ่อย คือวางไมค์ไว้ตรงกลางแล้วมีศิลปินมาเล่น อาจจะล้อมวงหรือไม่ล้อมวงก็แล้วแต่ คราวนี้ลองเปลี่ยนแพทเทิร์นหน่อยมั้ย ทีนี้เราจะเพิ่มแบบอื่นๆ เข้าไป เนื่องจากไมค์ตัวนี้ทำได้เยอะ จะลองเป็นแบบรอบทิศทาง คือเป็นวงกลมแบบ Omnidirectional จากนั้นจะตั้งตรงไหน นั่งตรงไหนก็จัดไปเลยครับ ไม่จำเป็นต้องนั่งจ้องตากันก็ได้ เราจะมีอะไรใหม่ๆ ให้เราได้ลองกันดู แต่ขอระยะห่างเท่าๆ กันนะ เราให้นักร้องนั่งใกล้กับกีตาร์มากขึ้น วางเป็นวงกลม ตรงนี้ผมไม่มีคำตอบนะ มันแล้วแต่รสนิยมความชอบ จะเห็นว่ามุมมันเหลือน้อยลงเสียงมันก็เลยคมชัดขึ้น แต่ถ้าเป็นก่อนหน้าล่าสุดเสียงมันจะนวลๆ ได้ย่านความถี่ต่ำมาหน่อยนึง แต่ก็อย่างที่บอกถ้าห้องมันไม่สะท้อนเสียงที่ดีออกมา เราก็จะได้เสียงอย่างอื่นไปแทน มันจะไม่ได้เสียงนวลๆ แบบนี้ อย่างห้องที่ใช้ทดสอบมันจะมีไม้เยอะ

     ในกรณีที่ไปเล่นสด แล้วเราต้องการประหยัดไมค์ก็ถือว่าโอเค แบบว่าวางไมค์ตัวเดียวแล้วตั้งเป็น Omni แบบนี้น่าจะเหมาะ ใช้ไมค์หย่อนลงมาตรงกลาง แต่ปัญหาคือมันหย่อนไม่ได้ก็มี มันได้เสียงอย่างอื่นมาแทน เสียงกระทืบ นี่ก็เป็นไอเดียของทิศทางต่างๆ คือบางคนอาจจะชอบเสียงแบบนึงแต่ว่าไม่ชอบอีกแบบนึง ตรงนี้กลายเป็นเรื่องรสนิยมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แสดงว่าเพลงที่ใช้และสไตล์การทำงานไม่เหมือนกัน อยากให้ลองเปรียบเทียบแล้วตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าขั้นต่อไปเราจะบันทึกเสียงแบบนี้ จะเก็บงานเพื่อให้ได้เสียงลักษณะแบบนี้ ช้อยส์แบบนี้เสียงเป็นยังไง คือเราจะได้ไม่ต้องมานั่งลองผิดลองถูกไง แต่สำหรับวันนี้เราจะลองผิดลองถูกเพื่อให้ทุกท่านได้ฟังกัน ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร อย่างการเช็คสัญญาณอินพุต ถ้าสัญญาณเข้ามาประมาณ -6dB ก็ถือว่าโอเค อันนี้สำหรับผมนะ (อ.หน่อง) แต่สำหรับคนอื่นผมไม่รู้ แต่เป็นคนอื่นอาจจะรู้สึกเวอร์ไปก็ได้ รู้สึกว่ามันยังเข้าใกล้ไมค์ได้อีกนิดนึง เพราะความเข้มของเสียงมันยังน้อยไปนิดนึง มันไปรับเสียงสะท้อนมาซะเยอะ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบและความแม่นยำของหูแต่ละคน อยากฟังเสียงแบบไหนยังไง

     จริงๆ แค่นี้ก็สามารถจบงานได้แล้วนะ บางคนก็จะเอาช้อยส์แบบนี้ไปใช้งานเลย จ่ายงานไปตัดต่อ อาจจะเป็น iPhone, iPad แล้วเอาเสียงไปวางทับลงไป คืออัดภาพและเสียงไปด้วยกัน แล้วเอาเสียงไปวาง ผลลัพธ์ก็จะออกมาตามที่เราเห็นในสื่อออนไลน์ต่างๆ ทีนี้ในกรณีที่เรามีงบประมาณมากขึ้น เรามีไมค์สองตัว คราวนี้ชีวิตก็จะง่ายขึ้น รูปแบบการทำงานก็จะดีขึ้น อันนี้สมมติว่าเรามีไมค์แค่นี้ เราก็ต่อเข้ากล้องอัดไปตรงๆ เราไม่ได้มีอุปกรณ์พวกมิกเซอร์ตกแต่งเสียงด้านนอก ตรงนั้นจะเกินงบประมาณไปเยอะ เริ่มจะไม่ใช่ Simple โปรดักชันแล้วนะ คราวนี้เราจะลองอัดแยกกันดู เราจะใช้ไมค์ Large ไดอะแฟรมกับกีตาร์ อันนี้เป็นสูตรปกติเลย มาลองกันดู ไมค์ของกีตาร์เซตเป็นไฮเปอร์คาร์ดิออยด์ อันนี้ผมพยายามจะตัดเสียงรบกวนออกไปให้มากที่สุด คือพยายามบีบมุมให้แคบที่สุด เพื่อโฟกัสเสียงกีตาร์ให้ชัดขึ้น ตอนนี้ศิลปินเราก็อยู่ประจำที่ วิธีการอัดเราจะทำเป็นโมโน 2 อันแยกกัน กีตาร์อันนึง ร้องอันนึง แต่เนื่องจากเราอยู่ในห้องเดียวกัน อย่าลืมว่ามันเป็นไมค์เสียงมันสามารถรั่วข้ามถึงกันได้ ไม่ใช่เราปิดอีกอันนึง แล้วมันจะไม่มีเสียงของอีกฝั่งข้ามมา มันเข้ามาอยู่แล้ว เพียงแต่มันเบากว่าเท่านั้นเอง เพราะบางคนอาจจะทำงานกับระบบมัลติแทร็กมาเกินไป ไอ้พวกแซมปลิ้งมากเกิน ซึ่งติดเฉพาะชิ้นแยกเสียง แต่ของจริงมันเป็นแบบนี้ มันรั่วถึงกันหมด โดยเฉพาะชุดใหญ่ๆ อย่างเช่นกลอง มีกลองอยู่ 12 ชิ้นอะไรแบบนี้ มีไมค์ 12 ตัว ปิดไมค์ไปตัวนึง อย่างอื่นมันก็รั่วเข้ามาอยู่ดี

     ขอซาวด์เช็คทีละคน เอากีตาร์ก่อน ถ้าวางไมค์ห่างไปเสียงมันจะเบา พอเบาก็ต้องเพิ่มเกน แต่เราแก้ได้ง่ายๆ คือเลื่อนไมค์เข้าไปใกล้กว่าเดิมก็ช่วยได้ พอได้ตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว ขอเช็คเสียงร้อง ถ้าเสียงร้องเบาก็ เพิ่มเสียงร้องเข้าไป หรือเลื่อนไมค์เข้าไปใกล้ๆ ก็ทำให้ได้เนื้อเสียงที่อิ่มขึ้น ทีนี้เราจะวางไมค์เพนซิลกับกีตาร์ ส่วน Large ไดอะแฟรมใช้กับเสียงร้อง อันนี้เปรียบเสมือนชีวิตจริง คือจะมีชาย-หญิงเป็นเน็ตไอดอลเล่นดนตรีกัน แล้วมีแฟนของหนึ่งในคนใดคนนึงถ่ายวิดีโอให้ นี่คือสิ่งที่เราเก็บภาพและเสียงมา อาจจะเก็บเสียงก่อนแล้วเก็บภาพทีหลัง แล้วนำมาตัดต่อให้เข้ากัน ทำพร้อมกันแต่ว่าอัดแยกกัน เดี๋ยวเราจะนำเสียงไปปรับปรุงคุณภาพ เพราะว่าตอนนี้เราอัดแยกกันอยู่ เราได้เสียงของแต่ละอย่างดนตรีและเสียงร้อง ถ้าอยากได้เสียงกีตาร์มากกว่าร้องก็ต้องฟังไมค์อีกตัว แต่ถ้าอยากฟังเสียงร้องมากกว่ากีตาร์ก็เลือกอีกแทร็ก แต่มันก็ไม่ได้แยกกัน 100% จะสังเกตว่าถ้าวางไมค์ดี ใช้ไมค์ดี มันก็จะทำให้เสียงอื่นๆ เล็ดลอดเข้ามาน้อยมาก อาจจะมีเสียงแว่วๆ เข้ามาบ้าง ถ้าทำได้แบบนี้ถือว่าเพอร์เฟ็คมาก แทบจะขาดจากกันเลย ปกติเราจะแยกห้องกันเลยด้วยซ้ำ หรืออัดกันคนละรอบ หรือมีห้องกั้นเห็นแค่หน้ากันอะไรทำนองนี้ ถามว่าเราทำอะไรกับมันได้บ้าง จริงๆ หลักการมันก็มีอยู่แค่ 4 อย่าง Level, EQ, ไดนามิก, คอมเพรสเซอร์ อย่างแรกเป็นเรื่องของเลเวล ซึ่งบางครั้งเราอัดมา เสียงมันอาจจะเบาไป เราจึงต้องเพิ่มเกนทีหลังเผื่อไว้ ขั้นตอนนี้เราจะเพิ่มความดังให้อยู่ในเพดานที่เหมาะสม

... (โปรดติดตามอ่านในตอนต่อไป...ครับ)


 เดชฤทธิ์ พลเยี่ยม ; แฟนเพจ : facebook.com/bobbysound88